 (D)

พระประเภทเนื้อตะกั่วเนื้อสนิมแดง
พระเครื่องที่สร้างเนื้อตะกั่ว ถ้ามีการสร้างมานาน มีการบันจุลงในกรุหรือในสถูป เจดีย์ ถูกอบอยู่ในกรุที่มีอุณหภูมิความร้อนจากธรรมชาติเป็นเวลาหลายร้อนปี ผิวเนื้อย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นตะกั่วชนิดที่มีสนิมแดงขึ้นเต็มองค์ปะปนไปด้วยคราบและฝ้ากรุหนาแน่น ส่วนพระเครื่องประเภทเนื้อตะกั่วประเภทที่ไม่ได้บรรจุหรือมีอายุน้อยกว่า จะปรากฏสนิมแดงเกิดขึ้นปะปลายแต่ไม่มีคราบหรือฝ้ากรุ เป็นต้น
ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนผิวพระประเภทเนื้อตะกั่วสนิมแดง
ไข
สนิมแดง
คราบกรุ ฝ้ากรุ
ขอบข้าง
ความคมชัด
เทคนิคในการพิจารณาความเก่าของพระประเภทเนื้อตะกั่วสนิมแดง
การสังเกตและพิจารณา
ลักษณะของไข
- ไขเกิดจากผิวเนื้อของพระที่มีอายุความเก่าถึงยุค
- เกิดขึ้นในลักษณะที่หนาแน่น เคลือบคุมอยู่บนเนื้อพระ
- มีวรรณสดใสเงางาม แต่ขุ่นข้นและหนึกนุ่ม
- มีสีขาวเหลืองเป็นส่วนใหญ่
- มีความแห้งสนิท เท่าๆ กันในทุกพื้อนที่ของผิวพระ
- เป็นคลื่นเล็กน้อย
- มีลักษณะขึ้นเป็นจุดกลมๆ เหมือนไขปลาก็มี
การสังเกตพิจารณา
ลักษณะ ของสนิมแดง
สนิมแดง
-เกิดจากเนื้อพระที่มีอายุความเก่าขึ้นปะปนอยู่ในไข
-มีวรรณแดงอ่อนๆ ผสมกับสีแดงแบบลูกหว้าและแดงส้มๆ ขึ้นอยู่ปะปนในผิวหรือองค์พระองค์เดียวกัน
-มีลักษณะที่แห้งจัดเท่าๆกับความแห้งของไขและเนื้อ
-จะไม่เกิดขึ้นเป็นสีเดียวกันตลอดทั้งองค์
-จะมีลักษณะเป็นขุยๆ ในบางที่
-อาจมีสนิมเขียวปะปนอยู่บ้าง
-จะต้องแห้งแตกระแหงคล้ายใยแมงมุม
การสังเกตพิจารณา
ลักษณะของ ครบกรุ ฝ้ากรุ
ครบกรุ
-เกิดจากคราบดินกรุจับแน่นบนพื้นผิว
-มีลักษณะแตกต่างกันตามสภาพของพื้นที่
-ต้องมีความแห้งและมีริ้วรอยความเก่าที่คร่ำคร่า
-มีลักษณะเป็นคลื่นๆ เหมือนเปลือกไม้แห้ง
ฝ้ากรุ
-มีลักษณะคล้ายคราบนวลบนผิวพระเนื้อดิน
-มีลักษณะเป็นคราบแห้งๆ
-ไม่เป็นประกายรุ้งเมื่อกระทบแสงสว่าง
การสังเกตพิจารณา
ลักษณะ ขอบพระข้างพระ
ขอบข้างพระ
- จะต้องไม่มีความคม
การสังเกตพิจารณา
ลักษณะความคมชัด
ความคมชัด
พระเครื่องประเภทเนื้อสนิมแดง ถึงแม้จะถูกปกคุมไปด้วยไขสนิมที่หนาแน่นแต่ฐานของความคมชัดของทรงพิมพ์ยังปรากฏให้เห็นชัดเจน

มีส่วนน้อย ที่เป็นเนื้อตะกั่วสนิมแดง และธรรมดาแล้วเนื้อตะกั่วสนิมแดงจะต้องมีรอยรานใยแมงมุมให้เห็นไม่มากก็น้อย อันเป็นตัวยืนยันว่าถ้าพระองค์นั้นมีรอยรานใยแมงมุมถูกต้องตามหลักการแล้วไซร้พระองค์นั้นก็เป็นพระสนิมแดงแท้
และถ้าพระองค์นั้นไม่มีรอยรานใยแมงมุมละ จะรู้ได้เช่นไรว่าพระองค์นั้นไม่เก๊ คำตอบก็คือให้เรามองหาองค์ประกอบของความเป็นพระแท้อย่างอื่น มายืนยันความแท้ของพระที่อาจจะมีมากกว่า 1 อย่าง
เมื่อมองหาก็ไม่พบลักษณะของสนิมแดงและสนิมไขขาวที่กินลึกลงไปในเนื้อตะกั่ว ขั้นต่อไปให้มองหาที่ขอบ และด้านหลังดูเพื่อว่าจะพบรอยพิรุจของการทำสนิมเทียม เพราะการจะตัดสินพระทั้งองค์ว่าพระนั้นเก๊ หรือแท้ ต้องดูพระทั้งองค์ทุกส่วนโดยทั่วถึง แล้วค่อยวินิจฉัยว่าพระองค์นั้นแท้หรือไม่ ซึ่งหลายครั้งที่ผมพบว่า ด้านหน้าของพระดูดีเหลือเกิน แต่พอตอนพินิจพิจารณาให้ดีก็ไปพบรอยพิรุจที่ด้านหลังที่บอกได้ว่าพระนั้นเป็นพระเก๊ดูง่าย หรือเป็นพระซ่อมมา อนึ่งขอบข้างของพระนั้นสำคัญมาก ถ้าขอบข้างของพระ ผิวเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกับผิวด้านหน้า และผิวด้านหลัง ก็ดีไป แต่ถ้าไม่เหมือนเห็นเป็นเนื้อตะกั่ว ก็ขอให้ระวังว่าพระนั้นจะเป็นพระปั๊มมา ( พระปั๊มทำโดยหาเนื้อตะกั่วเก่าๆ หรือพระเนื้อตะกั่วเก่าๆ แต่ไม่ค่อยมีราคา มากดปั๊มด้วยแม่พิมพ์ที่จัดเตรียมไว้ ให้เป็นพระราคาแพง ฉนั้นด้านขอบโดยรอบจะเห็นการตัดของแม่พิมพ์ ) เมื่อได้เห็นด้านหลังก็ทำให้เราตัดสินใจได้ว่าพระนี้แท้แน่นอนก็เพราะ
ได้เห็นสนิมไขขาวที่เกาะอยู่ด้านหลังของพระ ลักษณะของสนิมไขขาวนั้นกินลึกลงไปในเนื้อตะกั่ว
สนิมไขขาวมีลักษณะเหมือนนมข้น สดใสดังหัวสิวที่สุก เป็นประกายเงางามสดใส
ภายในสนิมไขขาวบางตุ่มนั้น ไม่ได้มีสีเดียว แต่พบว่ามีไขขาวบางตุ่มที่ขอบของตุ่มไขขาวมีสีแดงหรือชมภู ที่แสดงถึงการพัฒนาจากสนิมไขขาวไปเป็นสนิมแดงให้เห็น
ท่านคงจะได้หลักวิธีพิจารณาแยกพระแท้ออกจากพระเก๊ออกจากกันมาบ้างแล้ว โดยในบางคราวเราไม่สามารถมองเห็นองค์ประกอบของความเป็นพระแท้ ได้ทุกอย่าง เมื่อจะพิสูจน์ให้ได้เราก็ต้องมองหาองค์ประกอบอื่นๆ และโปรดอย่าลืมว่าที่เขียนมานี้เป็นการพิจารณา ในส่วนของเนื้อหาของพระ ซึ่งเราหยิบพระมาส่องแล้ว
ดังนั้นอย่างไรก็ตาม พิมพ์พระถูกต้องหรือไม่ ก็เป็นอันดับแรกที่เราใช้ตัดสินว่า พระองค์นั้นเข้าท่าสมควรจะหยิบมาดูมาส่อง หรือไม่ ถ้าท่านไม่สามารถจำพิมพ์ได้ ท่านก็ต้องสะเปะสะปะหยิบพระมาส่องทุกองค์ เป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ |
|