| หัวข้อกระทู้ : " พระจิตรลดาเนื้อโลหะ " ที่สร้างก่อน " พระผงจิตรลดา " |
(D)
พระกริ่ง 7 รอบ วัดบวรนิเวศวิหาร หรือจะเรียกอีกนับหนึ่ง่ว่า " พระจิตรลดาเนื้อโลหะ " นับเป็นพระกริ่งหนึ่งเดียวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเททองด้วยพระองค์เอง ขณะทรงผนวชอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
โดยในบันทึกของวัดบวรนิเวศวิหารได้บันทึกไว้ว่า 
“วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๙ เวลา ๒๐.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯพระอุโบสถทรงจุดธูปเทียนถวายสักการะพระพุทธชินสีห์ ไวยาวัจกรวัดถวายเทียนชนวนซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงจุดมาแล้ว ทรงรับเทียนชนวนนั้นจุดเทียนชัย เวลา ๒๐.๓๖ น. ในพิธีหล่อพระพุทธชินสีห์จำลอง แทนพระองค์สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงประชวรไม่สามารถจะเสด็จมาได้ พระสงฆ์สวดพระคาถาจุดเทียนชัย วันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๙ เวลา ๐๗.๓๕ น. เสด็จฯศาลาหน้าพระอุโบสถด้านทิศตะวันตก ไวยาวัจกรวัดทูลเกล้าฯ ถวายแผ่นทองคำเปลว ๘๔ แผ่น ทรงวางแผ่นทองคำเปลวลงในเบ้า เวลา ๐๗.๔๑ น. ทรงถือสายสิญจน์ซึ่งโยงจากเบ้าเททองหล่อพระพุทธชินสีห์จำลอง แทนพระองค์สมเด็จพระสังฆราช พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา”
“พระกริ่ง 7 รอบ” ถ้าจะเรียกให้ชัดเจนก็คือ “พระกริ่งพระพุทธชินสีห์ ฉลองพระชนมายุครบ 7 รอบ สมเด็จพระสังฆราช เจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์” (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งสร้างในปี 2499 จำนวนการสร้าง 500 องค์ สำคัญในปีที่สร้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งช่วงนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงประชวรจึงได้แต่ทรงจุด เทียนชนวนให้ไวยาวัจกรวัดถวายเทียนชนวนแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนชัยในพิธีหล่อ “พระพุทธชินสีห์” จำลองและพระกริ่ง 7 รอบแทน สมเด็จพระสังฆราชฯ ตามความดังกล่าว
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งเป็นองค์อุปัชฌาย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงเททอง พระกริ่ง 7 รอบ และพระพุทธชินสีห์แทนนั้น ตามประวัติของท่านทรงเสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศ ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2415 ทรงเป็นโอรส หม่อมเจ้าถนอม และหม่อมเอม ทรงเป็นพระนัดดาของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ (ชั้น 5) กรมหมื่นมเหศวร ศิววิลาศ (พระองค์เจ้านพวงศ์ วรวงศ์เอกอรรคมหามกุฎ ปรมุตมราชโอรส) และทรงเป็นพระราชนัดดาใน พระบาทสมเด็จพระปรเมน ทรมหามกุฎ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2435 ได้ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมี พระพรหมมุณี (กิตติ สารตเถร แพ่ง) วัดมกุฏ กษัตริยาราม เป็นอุปัชฌายะ ทรงเจริญ สมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ พระชนมายุ 66 พรรษา เป็นเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต และนายกกรรมการมหามกุฎราชวิทยาลัย พระชนมายุ 74 พรรษา ทรงรับสถาปนา เป็น สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในราชทินนามเดิม พระชนมายุ 84 พรรษา ทรงรับสถาปนาฐานันดรศักดิ์เป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ทรงสร้างเกียรติคุณให้พระศาสนาเป็นอย่างมาก เป็นพระเถระที่มีความแตกฉานทางธรรมเป็นอย่างยิ่ง
พระกริ่ง 7 รอบนี้ เท่าที่พบเห็นมามีอยู่ 2 เนื้อ คือ
1. เนื้อเหลือง
2. เนื้อแดง
ส่วนใหญ่เท่าที่พบจะเห็นเนื้อเหลืองมากกว่าเนื้อแดงพบไม่บ่อยนัก ซึ่งอาจเป็นเพราะค่านิยมของวงการ ให้สนนราคา เพราะเนื้อแดงแพงกว่าเนื้อเหลืองก็อาจเป็นได้ นักสะสมจึงเก็บ เนื้อแดงหายไปจากวงการเกือบหมด หรืออาจเป็นเพราะเนื้อเหลืองมีจำนวนการสร้างมากกว่าเนื้อแดงก็เป็นได้ เหตุที่มีสองเนื้อเนื่องจากทองที่เทเบ้าแรก เนื้อกระแสออกแดง ส่วนอีกเบ้าหนึ่งเนื้อออกเหลือง พระที่แต่งมาแต่เดิม ก็มีแต่พบน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นพระไม่มีการแต่งและไม่มีการตอกโค้ดใดๆ การเทเป็นพระเทตันแล้วนำมาเจาะใต้ฐาน (ก้น) รูขนาดเท่าแท่งดินสอ แล้วบรรจุเม็ดกริ่งอุดด้วยโลหะ แต่งตะไบแล้วขัดเรียบจนไม่เห็นรอยตะไบ
พระกริ่ง ชุดนี้ช่างที่ดำเนินการสร้างคือ ช่างมนตรี พัฒนางกูร และที่เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ บริเวณบัวคู่หลัง (ด้านหลัง) จะปรากฏเป็น เลข “๗” ไทย เป็นตัวจมอยู่ด้านล่างบัวอย่างชัดเจน เล่ากันว่าในตอนสร้างเสร็จได้ออกให้ทำบุญเพียงองค์ละ 20 บาท เท่านั้น นอกจากพระกริ่ง 7 รอบแล้ว ในพิธีเดียวกันนี้ได้ทำการปั้นหุ่นและหล่อพระพุทธชินสีห์จำลอง โดยช่างมนตรี พัฒนางกูร แห่งบ้านช่างหล่อขึ้นด้วย พระพุทธชินสีห์ที่หล่อเป็นแบบพระบูชา หน้าตัก 4 นิ้วครึ่ง พุทธลักษณะงดงามมาก
ในงานเดียวกันนี้ นอกจากพระพุทธรูปพระพุทธชินสีห์ และพระกริ่งเจ็ดรอบแล้วยังมีการสร้างเหรียญขึ้นด้วย เป็นสองแบบ แบบแรกคือ "เหรียญพระพุทธชินสีห์ (ใบมะขาม) 2499" ส่วนอีกเหรียญหนึ่งเป็นเหรียญพระรูปของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ประทับนั่งในด้านหน้าพัทธสีมา เรียกกันว่า “เหรียญพระรูปประทับนั่งในสีมา”
“พระกริ่ง 7 รอบ” และมงคลวัตถุทุกชิ้นที่ออกมาในงานเดียวกันนั้น นับว่าน่าบูชาสักการะอย่างยิ่ง ส่วนพระกริ่ง 7 รอบ ย่อมนับว่าเป็นพระกริ่งที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นพระกริ่งรุ่นเดียวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเททอง
ขณะที่ทรงผนวช ส่วนพระกริ่งปวเรศนั้น ทรงเทหลังจากผนวชแล้ว แต่เป็นพระกริ่งซึ่งเททอง ณ วัดบวรนิเวศวิหารเช่นเดียว จัดว่าเป็นพระกริ่งที่ทรงคุณวิเศษในตัวเอง ปัจจุบันพระกริ่ง 7 รอบ ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษในวงการ เริ่มหายากขึ้นโดยเฉพาะในปีนี้ ในปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์มายาวนานถึง 60 ปี พระกริ่ง 7 รอบ ซึ่งแต่ก่อนมีคนสนใจไม่มากนัก ปัจจุบันจัดว่าเป็นพระกริ่งที่มีกระแสความสนใจพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ใครอยากได้ต้องรีบหาในนาทีนี้ หลังจากนี้คาดว่าพระกริ่ง 7 รอบ จะหายากที่สุดก็ว่าได้
(ย่อจาก ลานโพธิ์ 954 เดือนกรกฎาคม 2549 โดย...ลายทอง คงคาพยนต์) |
|
|