รูปที่ ๑ พระครูสีลสังวร (พรหมา กนฺตสีโล)
พระครูสีลสังวร ชื่อเดิม พรหมา ฉายา กนฺตสีโล ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านนาแก้ว อำเภอเขื่อนใน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อได้บวช แล้วเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดปทุมวนาราม สมัยที่พระปัญญาภิศาลเถระ เป็นเจ้าอาวาสและได้รับตำแหน่งฐานานุกรรมที่พระสมุห์ ภายหลังได้ย้ายมาอยู่ที่วัดบรมนิวาส เมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ยังเป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี เป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส
ท่านพระสมุห์พรหมา แสดงธรรมไพเราะเป็นที่ไว้วางใจของท่านเจ้าคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี (จันทร์ สิริจนฺโท) จนถึงกับได้รับอนุญาตให้แสดงธรรมแทน และได้รับคำชมอยู่เสมอว่า พระสมุห์พรหมาแสดงธรรม ได้ดีแล้วแต่งตั้งให้เป็นพระครูธรรมธรพรหมา ท่านได้รับมอบหมายเหล่านี้เป็นกรรมวาจาจารย์ในการอุปสมบท กุลบุตรตลอดมาแม้ในการอุปสมบทพระราชเมธาจารย์ (ผิว ฐิตเปโม ป.ธ.๗) เป็นพระภิกษุท่านพระครูธรรมธรพรหมา ก็เป็นกรรมวาจาจารย์ด้วย
ท่านพระครูธรรมธรพรหมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลนี้ พ.ศ. ๒๔๖๒ ซึ้งเป็นรอบร้อยปีของการเปลี่ยนแปลงสถานะของวัด คือเปลี่ยนแปลงจากวัดลิงขบมาเป็นวัดบวรมงคลราชวรวิหาร พ.ศ.๒๓๕๒๒๔๖๒ ท่านพระครูธรรมมาธรมาอยู่ครั้งแรก เห็นวัดอยู่ในสภาพทรุดโทรม จึงเร่งรัดบูรณะ ปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่ โดยที่ได้ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้ให้การอุปการะ และสนับสนุนกิจการต่างๆ ของวัด งานบูรณะจึงไม่เป็นอุปสรรค ในปี พ.ศ.๒๔๖๓ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสีลสังวร
การพัฒนาการศึกษา
มีพระภิกษุสามเณรจำพรรษาที่วัดบวรมงคลมากขึ้น ได้มีพระภิกษุสามเณรเข้าสอบทั้งแผนกนักธรรมและบาลีมากขึ้น ครูสอนพระปริยัติธรรมได้มาจากวัดบรมนิวาส ช่วยเหลือในการนี้มีหลายรูป เช่น พระมหาอุ่น ซึ่งภายหลังได้เป็นราชาคณะที่ พระอริยคุณาธาร ก็ได้มาเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมด้วย ท่านพระครูสีลสังวร (พรหมา) เป็นเจ้าอาวาส ๗ ปี
ท่านได้เกิดความเบื่อหน่ายที่จะปฏิบัติงานส่วนนี้ จึงขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส กลับไปอยู่ภูมิลำเนาเดิม และทูลถวายพระพรขอรับพระบรมราชานุญาตลาสิกขาในภูมิลำเนาของท่านนั้นเองฯ
รูปที่ ๒ พระครูสีลสังวร (อ่อน พนฺธุโล)
ท่านพระครูสีลสังวรรูปนี้ เดิมชื่อ อ่อน ฉายา พนฺธุโล ภูมิลำเนาเดิมอยู่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ท่านบวชแล้วเข้ามาศึกษา พระปริยัติธรรมอยู่สำนักวัดบรมนิวาส ในสมัยท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมธีรราชมหามุนี (จันทร์ สิริจนฺโท) เมื่อท่านพระครูธรรมธรพรหมา ย้ายมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล ท่านก็ย้ายมาด้วย
เมื่อท่านพระครูธรรมธรพรหมา ได้รับสมณศักดิ์ เป็นพระครูสีลสังวร ตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง พ.ศ.๒๔๖๓ ท่านก็ได้แต่งตั้งให้เป็นฐานานุกรม ของท่านด้วยที่ตำแหน่งพระสมุห์ ท่านพระสมุห์อ่อน ได้ช่วยปฏิบัติงานทั้งด้านธุรการ และบริหาร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะท่านพระครูสีลสังวร (พรหมา) ใช้เวลาส่วนมากในการแสดงธรรม อบรมสั่งสอน โอกาสที่จะบริหารงานอย่างใกล้ชิดไม่ค่อยมี ท่านสมุห์อ่อน จึงช่วยเป็นกำลังสำคัญมาตั้งแต่แรก
ครั้น พ.ศ. ๒๔๖๘ ท่านพระครูสีลสังวร (พรหมา) ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้วกลับภูมิลำเนาเดิม และลาสิกขาในที่สุด ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ครั้งมีสมณศักดิ์ที่พระโพธิวงศาจารย์ ได้นำความกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ วัดราชบพิธฯ ให้ทรงทราบพระองค์ ได้ทรงแต่งตั้งให้พระสมุห์อ่อนรักษาตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล ในปี พ.ศ.๒๔๖๙ ท่านเอาใจใส่ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดียิ่ง
ในปี พ.ศ.๒๔๗๓ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสีลสังวร ตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงแล้ว ก็ได้เอาใจใส่ในการปกครอง พระภิกษุสามเณรในวัดตลอดมาด้วยดี ได้ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งในด้านบาลีและนักธรรม ในสมัยนั้นได้เจริญขึ้นทุกด้าน ท่านพระครูเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลเป็นเวลา ๗ ปี มีความเบื่อหน่ายประกอบด้วยอาพาธด้วยโรคประสาท จึงได้ไปจากวัดบวรมงคลนี้โดยมิได้บอกกล่าว และมอบหมายการงานของวัดไว้กับท่านผู้ใดได้ดูแลปกครองพระภิกษุสามเณร
ในวัดนี้แทนรูปที่ ๓ พระราชเมธาจารย์ (ผิว ฐิตเปโม ป.ธ.๗)
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ - ๒๔๗๖ วัดบวรมงคลว่างจากเจ้าอาวาสเป็นเวลา ๒ ปี ขณะนั้นท่านพระครูสมุห์บุญมา ได้ย้ายไปในภูมิลำเนาเดิมจังหวัดชัยภูมิแล้ว ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูชินวงศ์ศิริวัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ และเจ้าคณะอำเภอเมืองชัยภูมิเป็นผู้รักษาการ
ดังนั้นท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม บัญชาการคณะสงฆ์ แทนองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ปรารภเรื่องนี้ต่อที่ประชุมสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตที่ประชุม เห็นพ้องต้องกันว่า ควรมอบหมายเรื่องนี้ ให้แก่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสมณศักดิ์เป็นราชาคณะชั้น หิรัญบัฏที่พระพรหมมุนี เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส เพื่อให้จัดหาผู้มีความเหมาะสมไปดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดบวรมงคลต่อไป
ท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนีได้พิจารณาเห็นว่า พระมหาผิว ฐิตเปโม เปรียญธรรม ๗ ประโยค ซึ่งอยู่วัดบรมนิวาสมาตั้งแต่เป็นสามเณร และได้ตามท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อุปัชฌาย์ไปปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา ๖ ปี แล้วได้กลับมาจำพรรษาที่วัดบรมนิวาสอีก เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถจะบริหารคณะสงฆ์ให้ลุล่วงไปด้วยดีได้ จึงได้นำเข้าเฝ้ากราบทูล สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์ ทรงเห็นชอบด้วย และได้มีพระบัญชาให้มาครองวัดนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๗
ท่านพระมหาผิว ฐิตเปโม เกิดวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๑ บ้านระหัด ตำบลระหัด อำเภอมงคลบุรี จังหวัดพระตะบอง ได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลด้วยดีตลอดมา ครั้นถึงวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ที่พระสุมงคลมุนี ต่อมาเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๙ เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชเมธาจารย์ ระยะเวลาตั้งแต่มาอยู่วัดรักษาการเป็นเจ้าอาวาส จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแล้วปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดมา ถึงวันมรณภาพเป็นเวลานาน ๖๓ ปี
การพัฒนาวัด
ท่านเจ้าคุณพระราชเมธาจารย์ ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็นพระสุมงคลมุนี เริ่มบูรณะซ่อมแซมหลายอย่าง เท่าที่สามารถจะทำได้ในขณะนั้นระยะแรก ๆ มีงานสำคัญคือ
๑. ผาติกรรมซื้อกุฏิทรงไทย จากวัดไตรมิตรมาปลูกสร้างฝั่งคลองด้านเขตสังฆาวาส รวมค่ากุฏิ ค่าแรง และค่าขนย้ายรวมเป็นเงิน ๒ พันบาทเศษ
๒. จัดย้ายรื้อศาลาการเปรียญ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งสังฆาวาสไปปลูกสร้างไว้ฝั่งพุทธาวาส เบื้องหน้าพระอุโบสถเล็กน้อย และซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดี ปัจจุบันนี้ใช้เป็นกุฏิชั่วคราว
๓. สร้างสะพานท่าน้ำตรงหน้าพระอุโบสถ เป็นสะพานไม้เสาคอนกรีต ยาว ๓๖ เมตร กว้าง ๒ เมตร ปัจจุบันปลายสะพานรื้อทำเขื่อนหน้าวัด สะพานนี้ได้ซ่อมเป็นคอนกรีต
ทั้ง ๓ รายการนี้ได้เริ่มทำในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ สำเร็จเรียบร้อย พ.ศ. ๒๔๘๒
ศิษย์คนสำคัญ
พระศรีวิสุทธิวงค์ ( สาย ตุลโย ป.ธ. ๙ ) ได้ติดตามเจ้าอาวาสมา เมื่อท่านย้ายเป็นเจ้าอาวาส ขณะนั้น ท่านเจ้าศรีวิสุทธิวงศ์ ยังเป็นสามเณรอยู่ ครั้น พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านเจ้าคุณสุมงคลมุนี เจ้าอาวาสอาพาธต้องพักรักษาตัว ทางคณะสงฆ์จึงแต่งตั้ง ให้ท่านเจ้าศรีวิสุทธิวงศ์ทำงานแทนเจ้าอาวาส ท่านเจ้าศรีวิสุทธิวงศ์ผู้นี้จึงได้ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมและสร้างเสนาสนะเป็นการใหญ่ จัดหาปัจจัยเครื่องอุปถัมภ์สำหรับพระภิกษุสามเณรในวัดนี้ให้ได้รับความสะดวกยิ่งขึ้นพอสรุปผลงานได้ดังนี้
๑. ร่วมมือกับพระชำนาญอนุศาสตร์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ชักชวนผู้มีศรัทธา ตั้งมูลนิธิเพื่อบำรุงพระภิกษุสามเณร ผู้ศึกษาเล่าเรียน มีผู้ศรัทธาร่วมมือตามรายการนี้มาก เบื้องแรกได้เงินจำนวน ๖๙,๓๐๐ บาท ให้ไวยาวัจกรวัดนำ ฝากมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยไว้เพื่อจัดหาดอกผลต่อไป มูลนิธิวัดบวรมงคลนี้ มีผู้ศรัทธานำเงินฝากสมทบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้
๒. เพื่อบำเพ็ญสาธารณประโยชน์แก่เยาวชนของชาติ ท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ ได้อนุมัติที่ธรณีสงฆ์ ๑๐ ไร่ให้กรมสามัญกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาสายสามัญชื่อโรงเรียนวัดบวรมงคลขึ้น โดยทางวัดมิได้เก็บค่าเช่าที่ดินแต่ประการใด ๆ ตั้งแต่ปีการศึกษา พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
๓. ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือไปยัง ท่านจอมพลผิณ ชุณหวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ในสมัยนั้น ได้ถมสระน้ำหน้าวัดโดยพณฯท่านส่งเรือขุดของกรมชลประทานมาช่วยขุดดินในลำน้ำเจ้าพระยาขึ้นถมบ่อหน้าวัดบริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ ในปัจจุบัน พ.ศ. ๒๔๙๘
๔. ใน พ.ศ. ๒๔๙๘ ประมูลการจัดผลประโยชน์ท่าเรือจ้างโดยมีกรรมการดำเนินงานในส่วนนี้ การจัดประมูลค่าเช่าท่าเรือ ได้รับค่าเช่าสูงถึงเดือนละ ๑,๔๖๕ บาทในสมัยนั้น ซึ่งเดิมรายได้ค่าเช่าท่าเรือเพียงเดือนละ ๑๐๐ บาทเท่านั้น
๕. ของบประมาณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถซึ่งชำรุดทรุดโทรมมากจากเงินงบประมาณของรัฐ โดยผ่านทางกระทรวงวัฒนธรรม ขณะนั้นได้รับเงินงบประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท และในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้รับอีก ๑๐,๐๐๐ บาท เงินจำนวนนี้ได้นำมาฝากไว้ที่กรมการศาสนา ซึ่งภายหลังทางวัดได้นำมาดำเนินการตามวัตถุประสงค์แล้ว
๖. ได้ชักชวนผู้มีจิตศรัทธาหลายท่านมาบูรณะพระระเบื้องรอบวิหารคต ๑๐๘ องค์ ซึ่งชำรุดและเทพื้นซีเมนต์รอบวิหารคตอีก และมีผู้ร่วมบริจาคช่วยเหลืออีกเป็นเงิน ๒๓,๙๘๕ บาท
๗. สร้างและซ่อมแซมถนนหน้าพระอุโบสถ และทางเดินในวัดรวม ๓ สาย ด้วยทุนทรัพย์ที่มีผู้บริจาคช่วยในการนี้ ๓,๕๗๕ บาท และได้รับจากทุนทรัพย์ส่วนอื่นที่มีผู้ร่วมบริจาคในการซ่อมแซมได้ใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวของท่านเอง ๑ ส่วน
๘. ซ่อมแซมกุฏิเสนาสนะสำหรับพระภิกษุสามเณรจำนวน ๑๐ หลัง เป็นเงินค่าซ่อมแซมประมาณ ๕,๐๐๐ บาท
๙. เพื่อปรับปรุงที่วัดให้สะอาดหมดจด และสวยงาม พระศรีวิสุทธิวงศ์จึงจัดให้ทำบุญล้างป่าช้าขึ้น เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๐ ในการนี้ยังเหลือเงินค่าใช้จ่ายจำนวน ๗,๐๐๐ บาท ได้นำเข้าสมทบทุนซ่อมแซมพระอุโบสถต่อไป
สรุปความ ว่าท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ ( สาย ตุลโย ป.ธ.๙ ) ได้ทำงานฉลองพระเดชพระคุณพระราชเมธาจารย์ผู้เป็นเจ้าอาวาส ขณะเป็นพระสุมงคลมุนี ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งประมาณ ๔ ปี ท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ ได้ประสบอุบัติเหตุถูกพวกคนร้าย ผู้เสียผลประโยชน์ ลงขันจ้างคนร้ายยิงท่านด้วยกระสุนปืน เพียงด้วยกระสุนลูกเดียวตัดขั้วหัวใจเสียชีวิตตรงทางเดินเท้า ก่อนถึงประตูทางเข้ากุฏิของท่าน สิริอายุได้เพียง ๓๘ ปี ๒๔ วัน
ส่วนท่านเจ้าคุณพระราชเมธาจารย์ ( ผิว ฐิตเปโม ป.ธ.๗ ) ผู้เป็นอาจารย์ผู้เสมือนเป็นพ่อคนที่ ๒ ของพระศรีวิสุทธิวงศ์ นับตั้งแต่ปีได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระสุมงคลมุนี ล่วงมาได้ ๓๘ ปี จึงได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชเมธาจารย์ และได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ สิริอายุได้ ๙๗ ปี |
|