ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : หลวงปู่แก้ว โจรกลับใจ

(N)
สวัสดีครับ วันนี้เป็นวันเสาร์ ที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๖

ผมได้อ่านพบบทความ ของท่านอาจารย์ชินพร สุขสถิตย์ ที่เป็นเกล็ดชีวิตส่วนหนึ่ง
ของหลวงปู่แก้ว เกสาโร ที่คิดดูแล้วว่า ท่านมีความสัมพันธกับ หลวงปู่ทิม อิสริโก จึงคิด
ทบทวนดูแล้วว่า น่าจะนำมาถ่ายทอด ให้เพื่อนพ้อง และน้องพี่ ทุกๆท่าน ได้อ่านและได้
รับชมกัน ดีกว่าอ่านแล้วรู้อยู่คนเดียว จริงไม๊ครับ? ขอเรียนเชิญ ทุกๆท่าน ครับ

"อ้ายย่ามแดง เสือร้าย ผู้กลับใจ" หลวงปู่แก้ว เกสาโร
โดยชินพร สุขสถิตย์

ย้อนไปเมื่อ ๘๐-๙๐ ปี ก่อนโน้น ทางด้านตะวันออก ชลบุรี สัตหีบ พนัสนิคม จนมา
ถึงระยอง แกลง และจันทบุรี ไม่มีใครเลยที่จะไม่รู้จัก เสือฉิ่ง เสือที เสือคง และเสือแก้ว
๔ ขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคตะวันออก เสือฉิ่ง เป็นหัวหน้าชุมโจรที่มีชื่อเสียงระบือลั่นทั้ง
ปล้น ทั้งฆ่า ส่วนเสือแก้ว เป็นครูโจร เพราะโจรในสมัยคุณปู่ ยังรุ่นหนุ่มหรือโจรในสมัย
นั้น เขาเป็นโจรไสยศาสตร์ เชื่อถือฤกษ์ยามและของขลัง ในแต่ละชุมโจรต้องมี ครูโจร
หรือที่เรียกว่า ผู้เชี่ยวชาญทางเวทมนต์คาถาเป็นผู้ดูแลฤกษ์ยามและทำพิธีก่อนปล้นอีก
ทั้งต้องมีวิทยาคม อันเข้มขลัง เพื่อเป็นกำลังใจแก่ลูกสมุน เสือแก้วเป็นครูโจรประเภทนี้
เมื่อเดือน ตุลาคม ๒๕๑๘ มีเหรียญพระอาจารย์อยู่องค์หนึ่ง ที่สร้างความเกรียว-
กราวจนลือลั่นในวงการพระเครื่อง "ชนิดออกมาแล้วพรึบเดียวหมด" และต่อมาก็เป็นที่
แสวงหาของนักนิยมพระเครื่องไม่น้อยหน้าเหรียญดังของหลวงพ่ออื่นๆ นั้นก็คือเหรียญ
หลวงปู่แก้ว เกสาโร พระสงฆ์อดีตเสือร้าย แห่งวัดละหารไร่ จังหวัดระยอง ผู้ที่ได้เหรียญ
ท่านไว้ ต่างประจักษ์ถึงอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านได้บรรจุไว้ ไม่ว่าจะทาง ด้านเมตตา
มหานิยม แคล้วคลาด โดยเฉพาะเรื่องอยู่ยงคงกระพันนั้น นับเป็นยอด เพราะมีผู้เคย
ประจักษ์กันมาแล้วมากมายขนาด มีดโกนคมกริบ ก็ยังไม่ได้กินเลือด
หลังจากสร้างเหรียญรุ่น ๑ เมื่อ ตุลาคม ๒๕๑๘ ชื่อเสียงของหลวงปู่แก้ว เกสาโร
ก็ได้หายไปจากความทรงจำของนักเลงพระหลายต่อหลายคน คิดว่าท่านคงตายไปแล้ว
เพราะเมื่อเหรียญออกปี ๒๕๑๘ ท่านก็มีอายุ ๙๔ ปีแล้ว และเมื่อท่านอยู่วัดละหารไร่ อัน
มี หลวงปู่ทิม อิสริโก เป็นเจ้าอาวาส เมื่อพิจารณาท่าน คู่กับหลวงปู่ทิมแล้ว จะดูเหมือน
ว่า หลวงปู่แก้วแก่ชราภาพกว่าหลวงปู่ทิม ที้งๆ ที่หลวงปู่แก้วอายุอ่อนกว่าหลวงปู่ทิม ๒
ปี เมื่อหลวงปู่ทิมมรณภาพไปแล้วนานถึง ๙ ปี ทุกๆคนจึงคิดว่าหลวงปู่แก้วมรณภาพไป
แล้ว แต่ถ้าจะบอกว่าขณะนั้นหลวงปู่แก้วยังมีชีวิตอยู่ ยังแข็งแรงดี และมีอายุ ๑๐๐ ปีขึ้น
ไป ท่านไม่ได้อยู่ที่วัดละหารไร่ ท่านย้ายมาจำพรรษา อยู่ที่วัดหนองพวา หลายพรรษา
ท่านยังแข็งแรงมีสุขภาพดี แต่ตาท่านมืดสนิท มองไม่เห็นด้วยความชราภาพ แต่ท่าน
ไม่สนใจ (ท่านว่าอย่างนั้น) ท่านสนใจอยู่อย่างเดียวและท่านบอกว่า ไม่เคยลืมทุกลม
หายใจเข้าออก นั้นก็คือ "ทางนิพพาน"
แม้จะมีอายุเลย ๑๐๐ ปี แต่หลวงปู่แก้วยังไม่หลง แม้จะมองด้วยตาไม่เห็น แต่ท่าน
ก็จำเสียงได้ ผมเองนานๆ ครั้งจะไปหาท่าน เมื่อไปถึงได้ยินเสียงท่านจะถามว่า พรเหรอ
ครั้งสุดท้ายที่ผมไปเยี่ยมท่าน เมื่อปลายปี ๒๕๒๗ พอท่านจำเสียงผมได้ ท่านก็บอกว่า
เงิน ๕๐,๐๐๐.- บาท ที่หาไว้ให้ทำศพใช้หมดแล้ว (เงินได้จากเหรียญรุ่น ๑ ซึ่งสร้างไว้
เพียง ๒,๑๙๔ เหรียญ ตอกเลข ๑-๒,๑๙๔) ช่วยหาเงินให้อีกหน่อยได้ไหม จะเอาไว้ทำ
ศพ ผมก็เลยถามท่านว่า หลวงปู่จะเสกได้หรือ ท่านตอบว่า "ร่างกายมันแก่ แต่ใจมัน
ยังแข็งแรง พระคาถาอาคมไม่เคยลืม เสกวันละนิดวันละหน่อย รับรอง ๓ คืนใช้ได้"
เพื่อช่วยเหลือให้ท่านบรรลุวัตถุประสงค์ ผมจึงไปหล่อรูปหลวงปู่แก้ว ๑,๖๐๐ องค์ เป็น
เนื้อสัมฤทธิ์ทองเหลือง และเป็นเนื้อนวะโลหะอีก ๒๐๐ องค์ (ให้เช่าองค์ละ ๑๐๐.-บาท
และ ๒๐๐.-บาท ตามลำดับ นับเป็นรูปหล่อรุ่น ๑ และรุ่นสุดท้ายของท่าน)
เมื่อหล่อรูปเหมือนของหลวงปู่แก้วเสร็จ ก็เป็นเวลาเดียวกับพิธีเททองหล่อพระกริ่ง
ปรโม ของหลวงปู่เริ่ม ที่วัดจุกกะเฌอ ศีรราชา ซึ่งผมเองได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อ
เริ่ม ให้เป็นผู้ดำเนินการสร้างพระกริ่งปรโม ให้ท่านเมื่อเดือน เมษายน ๒๕๒๖ ก็ได้นำ
รูปหล่อนี้ไปเข้าพิธีปลุกเสก ซึ่งมีหลวงพ่อเริ่ม และพระเกจิอาจารย์ดังๆ ในย่านนั้นอีก
๓ รูป เพื่อให้เป็นโลหะที่ศักดิ์สิทธิ์ชั้นหนึ่งก่อนที่จะนำไปให้หลวงปู่แก้ว ปลุกเสกเดี่ยว
พระที่ดูแลพิธีปลุกเสกได้ขอดูรูปหลวงปู่แก้ว เกสาโร ที่ผมนำมาเข้าพิธีของพระกริ่งปร
โม พอรู้เป็นรูปหล่อหลวงปู่แก้ว ก็เอ่ยปากขอไว้บูชา เลยถามท่านว่าเพราะอะไร ท่าน
เล่าว่า เมื่อสมัยเป็นฆราวาส ได้ไปขอให้หลวงปู่แก้วสักให้ ท่านไม่สัก แต่ท่านลงกระ
หม่อมให้ด้วยน้ำมันงา อีกไม่นานพระองค์นี้ไปทำงานก่อสร้าง แผ่นอิฐตกลงมากลาง
ศรีษะ ปรากฎว่า ไม่เป็นอะไรเลย ทั้งในตัวก็ไม่มีพระหรือเครื่องรางอะไร ขณะที่เล่าให้
ฟังนั้นปี ๒๕๒๖ พระองค์นี้บวชได้ ๗ พรรษาและจำวัดอยู่กับหลวงพ่อเริ่มที่วัดจุกกะเฌอ
สมัยเป็นฆราวาส หลวงปู่แก้ว มีประวัติโชกโชนมาก ท่านเป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด
ออกจากบ้านมาตั้งแต่อายุเพียง ๑๒ ปี แต่มาเติบโตเป็นหนุ่มที่ระยอง ท่านเป็นคนจริง
สมัยหนุ่มๆ ไม่ว่ามีครูดีที่ไหน ท่านจะไปขอเรียนด้วย เมื่อเรียนมากเข้า วิชาแก่กล้ามาก
ขึ้นจนร้อน ท่านก็กลายเป็นนักเลงหัวไม้ ซึ่งคนถิ่นนั้นเรียกคนจริงว่าเสือ เสือแก้วเป็นคน
จริงมีวาจาสัตย์ เป็นผู้มีวิทยาอาคมสูง ด้วยความฮึกเหิมและร้อนวิชา ท่านจึงไปเข้าพวก
กับเสือฉิ่ง เสือปล้นชื่อกระฉ่อนในย่านนั้นในฐานะมือรองและเป็นครูของพวกโจร เสือแก้ว
เป็นคนพูดจริงทำจริงมีวิทยาอาคมขลัง เรื่องเหนียวคงกระพัน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญของ
ชุมโจรนั้น นับว่าของท่านเป็นเอก ก่อนที่โจรจะออกปล้น นอกจากจะดูฤกษ์ยามก่อนออก
ปล้นแล้ว ยังต้องบวงสรวงตั้งศาลเพียงตา เสร็จแล้วครูบาอาจารย์และครูโจร คือหลวงปู่
แก้ว จะเอาของให้กิน ของของท่านคือน้ำมันงาดิบเสก ท่านปลุกเสกจนน้ำมันงาเดือดปุด
ๆ แล้วจึงให้สมุนโจรกินกันคนละหนึ่งช้อนแกง แล้วจึงออกปล้น การปล้นในสมัยนั้นใช้มีด
ดาบกับปืนเป็นหลัก แต่มีปืนน้อยมาก สมุนโจรบางคนถูกเจ้าของบ้านฟันเอาก็มีแต่ไม่เข้า
ของๆ หลวงปู่แก้ว จึงเป็นที่ร่ำลือว่าแน่จริง ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือและยำเกรงของ
เหล่าสมุนโจรมาก วิชาอาคมของเสือแก้ว สำแดงเดชให้ประจักษ์ให้เห็นกับตาสมุนโจร
เมื่อคราวที่เสือฉิ่ง คุมพวกปล้นบ้านนายบุญ และเสือแก้วกระโดดขึ้นหลังม้าของเจ้าทรัพย์
เจ้าทรัพย์ ยิงถูกกลางหลังอย่างจัง แต่ก็ลุกขึ้นได้ เมื่อกลับมาที่ชุมโจร ปรากฎว่ากระสุน
หาได้ระคายผิวหนังของเสือแก้วไม่ มีเพียงแต่จุดช้ำๆ เท่านั้น
เสือแก้วเป็นโจรร้ายคู่กับเสือฉิ่งมาหลายปี อาศัยที่มีวิทยาคมขลังและถือสัจจะมั่นคง
เสือแก้วจึงรอดจากการถูกจับกุม และแคล้วคลาดจากการตามจับของเจ้าหน้าที่เสมอมา
แต่บรรดาเสือร้ายรุ่นเดียวกับท่าน ก็โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงตายหรือไม่ก็ตามจับจนขยาด
แทบจะไม่มีเสือคนใดหลบรอดจากน้ำมือตำรวจไปได้ แต่เสือแก้วก็ใช้วิชาอาคมนะจังงัง
บ้าง วิชาบังไพรบ้าง วิชาล่องหนบ้าง หลบหนีตำรวจได้ทุกครั้ง ร.ต.อ.ขุนสิน ขจัดภัย
อดีตผู้กองอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ได้เล่าให้ผู้เขียนฟัง เมื่อคราวที่ท่านมาร่วมทำ
บุญวันเกิดหลวงปู่ทิม เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๑๘ ว่าท่านเคยเอาปืนพระรามหก ยิง
หลวงปู่แก้วเต็มหลัง ตกจากหลังม้า ที่หลวงปู่แก้วกำลังขี่ม้าหนีการจับกุมของตำรวจ แต่
หลวงปู่แก้ว ก็ยังหนีการจับกุมของ ผู้กองขุนสิน ขจัดภัยไปได้ กระสุนปืนยิงไม่เข้า ร.ต.อ.
ขุนสินฯ พูดกับผู้เขียนและคนที่ฟังอยู่ว่า "คนอะไรไม่รู้เหนียวเป็นบ้าเป็นหลัง" วันนั้น ขุน
สิน ก็ได้มานั่งคุยกับหลวงปู่แก้วด้วย หลังจากหลบหนีการจับกุมไปได้ทุกครั้งก็ตาม เสือ
แก้วก็หามีความสุขไม่ ต้องหลบต้องซ่อนตัวอยู่ตลอดเวลา ตำรวจก็มีความสามารถเก่ง
กล้าขึ้นทุกวัน หลวงปู่แก้วจึงกลับใจยอมมอบตัวกับ ผู้กองขุนสิน ก่อนจะมอบตัว หลวงปู่
แก้วท่านได้อุ้มลูกชายมาฝาก หลวงปู่ทิม ไว้ให้ช่วยเลี้ยงดูแทนด้วย
หลวงปู่แก้วถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และได้รับพระราชทานอภัยโทษ เมื่อปี
๒๕๐๐ กิ่งพุทธกาล เพื่อลบล้างบาปกรรมที่ทำไว้ ท่านจึงหันเข้ามาบวชในบวรพระพุทธ
ศาสนา โดยอุปสมบทที่วัดหวายรอง มีพระครูวิจิตร ธรรมานุวัติวงศ์ (ลัด) เป็นพระอุปช
ฌาย์ หลวงพ่อเกียง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อสวัสดิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ได้รับฉายาทางสงฆ์ว่า "เกสาโร" เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่สนใจทางไสยศาสตร์อยู่แล้ว และ
ได้ทราบมาว่า หลวงพ่อเกียง ซึ่งเป็นพระเขมร มีวิชาอาคมแก่กล้ามาก ท่านจึงมาอยู่รับ
ใช้หลวงพ่อเกียง พร้อมทั้งขอศึกษาวิชาอาคมต่างๆ ต่อเติมจนมีความเชี่ยวชาญไม่แพ้
อาจารย์ของท่าน หลังจากนั้นท่านจึงได้ไปศึกษาเพิ่มเติมกับ หลวงปู่ทิม อิสริโก อดีตเจ้า
อาวาสวัดละหารไร่ ที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งหลวงปู่ทิมนั้นเป็นทั้งเพื่อนและอาจารย์ของหลวง
ปู่แก้ว
ต่อมาหลวงปู่แก้ว ได้ไปสร้างวัดอีกแห่งหนึ่ง ปัจจุบันเรียกกันว่า วัดหนองมะปริง
และท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนี้นานพอสมควร และที่วัดนี้เอง ท่านได้สร้างพระผงชุด
หนึ่งออกมา เพราะในสมัยที่ท่านเป็นฆราวาส ท่านชอบสะสมว่านยา เมื่อท่านบวชท่าน
มักจะสะสมว่านต่างๆ ไว้มาก และมักจะเอาว่านมาทำการทดลองดูว่าจะได้ผลตามตำรา
ที่กล่าวไว้หรือไม่ เมื่อเห็นว่าว่านชนิดไหนได้ผลจริง ท่านก็จะนำมาผสมกับน้ำมันงาหรือ
ไม่ก็น้ำมันเสือ เพื่อไว้สักให้กับผู้ที่นับถือ จนเป็นที่เชื่อถือกันว่า มีอานุภาพสูงเยี่ยมใน
ด้านความอยู่ยงคงกระพัน จนเป็นที่ร่ำลือกันในย่านนั้น
หลวงปู่แก้ว เกสาโร เป็นพระที่สำเร็จกสิณและธาตุทั้ง ๔ อย่างเอกอุ ดังจะเห็นได้
จากภาพด้วยตอนที่ทำพิธีปลุกเสกพระกริ่ง ๙ แก้ว จะเห็นมีเปลวไฟพุ่งเป็นช่อออกจาก
จมูก และครั้งที่ท่านจำพรรษาและกวาดลานวัด ที่วัดละหารไร่ โดยนำหญ้ามารวมๆ ไว้
เพื่อจะเผา ปรากฎว่าไฟได้โหมแรงมากจนไฟเอนไปทางกุฏิสงฆ์ที่เก่าและผุพัง หลวงปู่
ทิม ท่านยืนดูอยู่ จึงได้พูดเปรยๆ ขึ้นว่า "ประเดี๋ยวก็ไหม้กุฏิหมดหรอก" พร้อมทั้งหัว-
เราะหึๆ ในคอ หลวงปู่แก้ว จึงตอบว่า "ไม่เป็นไรหรอกคุณพ่อ" (ปกติหลวงปู่แก้วมัก
เรียกหลวงปู่ทิมว่า คุณพ่อ) ท่านจึงก้มลงหยิบทรายพร้อมทั้งบริกรรมเสกสักพักหนึ่งจึง
ค่อยๆ โปรยทรายไปที่กองไฟที่กำลังเริ่มลุกไหม้อย่างน่ากลัว น่าอัศจรรย์มาก ไฟที่กำ-
ลังโหมแรงก็ค่อยๆ มอดลงและก็ดับไปในที่สุด หลวงปู่ทิมเคยบอกผู้เขียนว่าท่านแก้ว
เขา "สำเร็จธาตุ"
หลวงปู่แก้วเป็นพระที่มีอาคมสูง เมื่อครั้งที่ท่านได้ศึกษาวิชาต่างๆ จากอาจารย์ มี
วิชาหนึ่ง ที่ท่านเรียนสำเร็จและสามารถทำได้ดีจนเกินคาด วิชานั้นก็คือ "ผงจินดามณี"
ซึ่งเป็นผงมหานิยมสูง จนเป็นที่ประจักษ์ ในสมัยที่ท่านเป็นฆราวาสเพราะท่านมีภรรยา
หลายคน เมื่อท่านมาบวช ท่านจึงได้ทำผงจินดามณีเก็บไว้ ทุกครั้งที่ท่านลงโบสถ์เพื่อ
ทำปาฏิโมกข์ ท่านจะใช้ว่านต่างๆ มาปั้นเป็นแท่งแล้วพร่ำเสกคาถาพร้อมทั้งเขียนลง
เลขยันต์ต่างๆ ลงในกระดานอย่างอุตสาหะ เมื่อได้มาแล้วท่านก็นำไเก็บไว้ในขวดแก้ว
ไม่ยอมให้ใครได้ทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์ของผงนี้ จนกระทั่ง พระเย็น หลานของท่าน
ซึ่งบวชเป็นพระและได้ปฏิบัติรับใช้ท่านอยู่ ได้ทราบถึงคุณค่าของผงนี้ได้ดี จึงได้ขอผง
จากท่าน มาสร้างเป็นพระเครื่องขึ้นหลายพิมพ์ เช่นพระสมเด็จ พระปิดตา พระสมเด็จ
นั่งพาน พระฉิมพลีหรือพระสิวลี พระขุนแผนไข่ผ่า และพลายเพชรพลายบัว ทั้งพิมพ์
เล็กพิมพ์ใหญ่ และลูกอมขึ้นมาจำนวนหนึ่ง
นอกจากผงจินดามณีแล้ว หลวงปู่แก้วยังได้สร้างผงวิเศษขึ้นอีกชนิดหนึ่ง เป็นผง
วิเศษที่มีอานุภาพตรงข้ามกับผงจินดามณี เป็นผงที่มีอิทธิฤทธิ์อย่างยิ่ง ผงวิเศษชนิดนี้
เป็นผงที่มีความพิสดาร ถ้าผู้สร้างไม่มีวิทยาอาคมกล้าแข็งแล้ว ไม่สามารถจะทำได้
ผงนี้หลวงปู่แก้ว ได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์เกียง พระภิกษุชราชาวเขมร เป็น
ผงที่ต้องไปพลีดินและเถ้าถ่านของ คนตายวันเสาร์ เผาวันอังคาร ให้ได้มาถึง ๗ ศพ
มาผสม เพื่อให้ถูกต้องตามพิธีการ และต้องเป็นผงดินและเถ้าตรงกลางดวงใจ เมื่อทำ
พิธีและเส้นไหว้จนครบตามพิธีในตำราแล้ว จึงนำมาผสมรวมกับว่านยาและผงต่างๆ
หลวงปู่แก้วได้สร้างพระพิมพ์สมเด็จขึ้น ๒ พิมพ์ เป็นพระพิมพ์สมเด็จ ๓ ชั้น และพิมพ์
๗ ชั้น โดยแกะแม่พิมพ์ขึ้นเอง และได้แจกจ่ายหมดไปนานแล้ว ผู้ใช้พระผงสมเด็จของ
หลวงปู่แก้ว เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เมื่อเวลาจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น คล้ายมีคน
คอยเตือนบอก เวลาจะมีลาภก็เหมือนกัน
เมื่อหลวงปู่แก้ว สั่งให้ผมช่วยทำรูปเหมือนรุ่นแรก (มีเพียงรุ่นเดียว) ให้ท่าน ท่าน
ก็สั่งให้บรรจุผงนี้ลงไว้ที่ฐานรูปหล่อด้วย ผมขึ้นไปขอผงนี้จาก พระเย็น หลานหลวงปู่
แก้ว ซึ่งเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของหลวงปู่ทิม ตอนนั้นท่านบวชได้ ๖ พรรษาแล้ว จำวัดอยู่
ที่ศาลาการเปรียญ วัดละหารไร่ พระเย็นหายลงไปจากศาลาพักหนึ่ง ก็ยกกระป๋องโอ-
วัลติน ซึ่งบรรจุผงอยู่ถึงครึ่งกระป๋องมาให้ผม บอกว่าต้องปีนขึ้นไปเอาบนเพดานโบสถ์
เพราะผงแรงมาก จึงเอาไปเก็บซ่อนไว้นั่น
นอกจากจะสั่งให้บรรจุผงใต้ฐานรูปหล่อแล้ว หลวงปู่แก้วท่านสั่งให้จารึกอายุ ๑๐๑
ปี ของท่านไว้ที่ฐานรูปหล่อด้วย ถามท่านว่าทำไมไม่จารึก ๑๐๓ ท่านว่า ๑๐๑ ดีกว่า
เพราะท่านเป็นชาว "ร้อยเอ็ด" แล้วมาโตที่ ระยอง และท่านบอกว่าเลข ๑๐๑ เป็นเลข
มงคล และก็เป็นที่มหัศจรรย์ เมื่อหลวงปู่แก้วเสกรูปหล่อแล้ว เอาออกให้บูชาเป็นครั้ง
แรก เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๗ พอถึงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๒๗ ซึ่งเป็นวันล็อตเตอรี่
ออก ก็ปรากฎว่าเลขท้าย ๒ ตัวออก ๐๑ หลายคนที่เช่ารูปเหมือนไป ต่างถูกหวยกัน
หลายราย นับเป็นการบังเอิญอย่างเหลือเชื่อ นอกจากนั้น เมื่อวันไปรับรูปเหมือนจาก
หลวงปู่แก้ว ได้ถามท่านว่าดีทางไหน ท่านตอบว่าปลุกเสกโดยรอบคอบใช้ดีทุกทาง มหา
อุดก็มี แคล้วคลาดก็มี คงกระพันก็มี เสน่ห์มหานิยมก็มี ผมถามว่าจะทดลองได้ไหม ท่าน
บอกได้ ทดลองทางแคล้วคลาดดีกว่า
แล้วเป็นเวลาอีก ๓ ชั่วโมงต่อมา พุทธคุณทางด้านแคล้วคลาด ก็สำแดงให้เราเห็น
พวกผมไปรับรูปหล่อวันนั้น ๗ คน พอดีขับรถปิคอัพ โตโยต้า ไฮลักช์ไป ออกจากวัดละ
หารไร่มาทางปลวกแดง บ้านบึง ซึ่งเป็นทางสายใหม่ (ปี พ.ศ.๒๕๒๗) มีรถวิ่งน้อยและ
เป็นทางเปลี่ยว ขณะนั้นเวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกาเศษๆ เหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมง ท้อง
ฟ้าก็จะมืด รถที่เรานั่งมาดีๆ ขณะวิ่งมาประมาณ ๑๒๐ กม./ชม เต็มอัตราสูงสุดของรถ
เกิดการสะเทือนอย่างแรง จนต้องหยุดเพื่อหาสาเหตุ คุณเชื่อไหมครับ น๊อตที่ยึดล้อหลัง
ด้านซ้าย ๕ ตัว หลุดหายไปแล้ว ๓ ตัว น๊อตอีกตัวหนึ่งกำลังจะขาด และน๊อตที่เหลืออีก
๒ ตัว เกลียวน๊อตก็กำลังจะหลุด และอะไรจะเกิดขึ้นถ้าล้อรถหลุดขณะวิ่งมาด้วยความเร็ว
๑๒๐ กม./ชม.
หลายคนที่นั่งมาด้วยกัน และยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนยกมือท่วมหัว นึกถึงรูปหล่อหลวงปู่
แก้ว ซึ่งท่านหยิบใส่กระเป๋าให้ทุกคนๆ ละ ๑ องค์ วาจาท่านศักดิ์สิทธิ์แท้.....ท่านว่า
"ลองทาง แคล้วคลาดดีกว่า"

ชินพร สุขสถิตย์
เขียนครั้งแรก ๕ กันยายน ๒๕๒๗
เขียนครั้งที่สอง ๕ กันยายน ๒๕๔๗

เป็นยังไรกันบ้างครับ เพื่อนพ้องและน้องพี่ทุกๆท่าน ยาวไหม? อ่านแล้วเหนื่อยไหม?
ผมพิมพ์และคัดลอก แบบแทบจะต้องกลั้นหายใจเลยนะครับ แต่ไม่เป็นไร เพื่อเป็น
ความรู้และเป็นความสุขของทุกๆท่าน ผมยินดี

โดยคุณ ขุนกิม (1.3K)(1)   [ศ. 06 ธ.ค. 2556 - 21:22 น.]



โดยคุณ ตระกูลทอง (1.8K)  [ศ. 06 ธ.ค. 2556 - 23:00 น.] #3114182 (1/3)

โดยคุณ ชิโมนา (547)  [ส. 07 ธ.ค. 2556 - 09:43 น.] #3114550 (2/3)
เยี่ยมครับ

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [ส. 07 ธ.ค. 2556 - 19:19 น.] #3115515 (3/3)
เจ๋งครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www5