 (N)
ตำนานการสร้างเครื่องรางของขลังของประเทศไทยนั้นแตกต่างไปจากที่อื่น เพราะมีประวัติความเป็นมา และมีตำนานการสร้างที่ชัดเจน มีที่มาที่ไปมีหลักฐานบันทึกไว้เป็นตำราเป็นขั้นตอน ซึ่งถือได้ว่า เครื่องรางของขลังของไทย เป็นมรดกทางด้านวัฒนธรรมที่สำคัญ ที่อนุชนรุ่นหลังควรได้ศึกษาไว้ เพราะเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณบรรพบุรุษที่มีความเชี่ยวชาญในการนำศาสตร์ต่างๆมาสร้างเป็นวัตถุมงคล เครื่องรางของขลังไว้ให้คนรุ่นหลังมีไว้บูชาให้เกิดผลต่างๆหรือไว้เป็นที่ระลึก
การสร้างวัตถุมงคล ของไทยนั้น มีความเชื่อคติที่มาจากการรวบรวมเอาศาสตร์ต่างๆ หลายแขนงเข้าด้วยกัน ซึ่งเรียกศาสตร์นั้นว่า "วิชา" คำว่าวิชาในที่นี่หมายถึงวิชา ทางด้านไสยศาสตร์ คำว่าไสยศาสตร์นี้หมายถึงศาสตร์ที่ว่าด้วยการนำพลังอำนาจที่เหนือธรรมชาติ ที่ไม่อาจจะพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์มาใช้ ซึ่งการจะนำพลังงานจากธรรมชาติมาใช้ได้ก็ต้องมีความรู้เสียก่อนว่า พลังงานต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ อยู่ในสิ่งใด ที่ไหนและนำมาใช้อย่างไรเป็นต้น และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญที่จะขาดเสียไม่ได้ก็คือ พลังอำนาจที่เกิดจากจิต หรือที่เรียกว่าพลังจิตนั้นเป็นของควบคู่กันเสมอ ในการใช้ไสยศาสตร์เพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า"ฤทธิ์"หรือ"อิทธิฤทธิ์" พลังอำนาจจิตนั้นเกิดขึ้นได้โดยการฝึกฝน ซึ่งในสมัยยุคที่ยังไม่มีพระพุทธศาสนานั้น พวกที่ฝึกพลังจิตนั้นก็มีอยู่ เช่นในศาสนาพราห์มก็จะมีพราห์ม หรือ ฤาษีที่บำเพ็ญตบะแก่กล้าอยู่ในป่า เป็นต้น ซึ่งการฝึกจิตเพื่อให้เกิดพลังนั้น ต้องบำเพ็ญฝึกให้จิตรวมเป็นสมาธิหนึ่งเดียว จึงจะทำให้จิตนั้นมีพลังอำนาจจึงจะใช้ในทางฤทธิ์ได้ เมื่อมีพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นภายในโลกนี้ เรื่องการฝึกให้จิตมีพลังนี้ เรียกว่า "สมถะกรรมฐาน" ซึ่งเป็นกรรมฐานที่ว่าด้วยการฝึกจิตให้มีสมาธิ ให้ถึงในระดับฌาน ซึ่งกรรมฐานที่เป็นจัดเป็นประเภทที่ทำให้ฤทธิ์ได้แก่ หมวดกสิณ ๑๐ อย่าง อันได้แก่
๑. ปฐวีกสิณ คือ การเพ่งดิน ๒. อาโปกสิณ คือ การเพ่งน้ำ
๓. เตโชกสิณ คือ การเพ่งไฟ ๔. วาโยกสิณ คือ เพ่งลม
๕. นีลกสิณ คือ การเพ่งสีเขียว ๖. ปิตกสิณ คือ การเพ่งสีเหลือง
๗. โลหิตกสิณ คือ การเพ่งสีแดง ๘. โอทาตกสิณ คือ การเพ่งสีขาว
๙. อาโลกสิณ คือ การเพ่งแสงสว่าง ๑๐. อากาศกสิณ คือ การเพ่งอากาศ
จนถึงจุดเอกัคคตารมณ์ รวมเป็นหนึ่งเดียว ท่านถึงบอกว่า สมาธิจิตรวมเป็นหนึ่ง
เพียงช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น พลังอานิสงค์ยิ่งใหญ่นัก |