(D)
 พระโกศไม้จันทน์
ในส่วนของ "พระโกศไม้จันทน์" ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทางสำนักพระราชวัง ได้นำคณะพราหมณ์ทำพิธีบวงสรวงเทพยดาป่าขออนุญาตนำไม้จันทน์หอม จำนวน 3 ต้น ภายในอุทยานแห่งชาติ กุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มาจัดสร้างพระโกศ ที่ออกแบบและจัดสร้างโดย นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น มีลักษณะเป็นทรง 8 เหลี่ยม ในอัตราส่วน 1:5 ในส่วนของการปรับขยายแบบให้เท่าของจริงเป็นหน้าที่ของ สมชาติ มหัทธนะสิน
สำหรับจัดสร้างพระโกศ ในสมัยโบราณจะนำไม้จันทน์มาเป็นฝืนในการเผาศพ แต่สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ จะถูกนำมาแปรรูปจากท่อนฟืนให้มีลวดลายขึ้นเป็นพระโกศไม้จันทน์ มีการเลื่อยไม้เป็นแผ่นบางๆ ติดแบบทำการฉลุลาย จากนั้นนำมาประกอบติดกับโครงซึ่งโบราณจะใช้โครงไม้ แต่ในปัจจุบันดัดแปลงมาเป็นโครงลวดเหล็ก บุตาข่าย เพื่อความสะดวกในการจัดสร้าง
ทั้งนี้ "พระโกศไม้จันทน์" จะมีขนาดความสูง 162.5 เซนติเมตร มีความกว้างส่วนฐาน 82 เซนติเมตร จะประกอบด้วยชิ้นส่วนของลวดลายต่างๆ รวมทั้งสิ้น 6,033 ชิ้น ส่วนฐานรองพระโกศเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีฝาปิด ขนาดความยาว 260 เซนติ เมตร กว้าง 140 เซนติเมตร สูง 92 เซนติเมตร ใช้จำนวนชิ้นลายทั้งสิ้น 10,159 ชิ้น ลวดลายที่ใช้ประกอบ มีทั้งสิ้น 35 แบบ อาทิ ลายหน้ากระดาน ลายบัว ลายท้องไม้ บัวคว่ำ บัวหงาย ฯลฯ โดยลายส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของแนวลายใบเทศ คือ ถ้าเป็นกระจังจะเป็นกระจังทรงใบเทศ ถ้าเป็นกระหนกก็จะเป็นกระหนกลายใบเทศ ซึ่งโดยรวมแล้วลวดลายจะให้อยู่ในลักษณะของลายใบเทศ ซึ่งเป็นลายเครื่องประดับของไทยที่มีความงดงามและใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ
ส่วนของพระโกศที่ค่อนข้างทำยาก คือ ส่วนของบัวถลาหรือบัวคว่ำ ซึ่งอยู่ในส่วนของฝาพระโกศ เพราะมีลักษณะโค้งทำให้ลายต้องลดหลั่นกันลงมา จึงต้องมีการตัดชิ้นไม้ขึ้นมาเพื่อเลื่อย เป็นรูปโค้งแล้วถึงจะมาต่อเป็นแผ่นๆ ให้ได้ความกว้างและขนาดลาย จากนั้นจึงจะนำมาโกรกฉลุ
การสร้างพระมหาพิชัยราชรถ และเวชยันตราราชรถ
การสร้างราชรถ จะจำลองราชรถเป็นดั่งเขาพระสุเมรุ คือ จากฐานเป็นนาคซึ่งอยู่ในภพล่างสุดที่เรียกว่า ภพอสูร ครุฑ นาค แล้วถัดขึ้นมาเป็นสวรรค์ชั้นต่างๆ ที่เป็นที่อยู่ของเทวดา ก่อนจะขึ้นไปเป็นบุษบกปราสาทชั้นสูงสุด ซึ่งก็คือ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ราชรถขนาดใหญ่ มีด้วยกัน 2 องค์คือ พระมหาพิชัยราชรถ และเวชยันตรราชรถ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมาก แต่จะต่างกันตรงที่กระจังด้านล่างสุด หากเป็นเวชยันตรราชรถ กระจังจะพลิ้วไปตามน้ำ ส่วนพระมหาพิชัยราชรถ กระจังก็จะทวนน้ำ ส่วนสาเหตุต้องมีราชรถถึง 2 องค์ สันนิษฐานว่าหลังจากงานพระราชพิธีครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 1 พระพี่นางทั้งสองพระองค์ของพระองค์สิ้นพระชนม์ในเวลาไล่เลี่ยกัน จึงมีราชรถถึง 2 องค์ ตั้งแต่นั้นมา (เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ยังไม่มีหลักฐานใดปรากฎ)
"พระมหาพิชัยราชรถ" ราชรถองค์สำคัญในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพื่อการพระบรมศพพระปฐมบรมมหาราชชนก เมื่อปี 2338 พระมหาพิชัยราชรถ เป็นราชรถขนาดใหญ่ คือมีขนาดสูง 1,120 เซนติเมตร ยาว 1,530 เซนติเมตร ใช้คนฉุดชักทั้งหมด 216 คน
มาจนถึงวันนี้ "พระมหาพิชัยราชรถ" มีอายุรวมถึง 213 ปี จึงทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ทำให้ต้องมีการซ่อแซมเพื่อให้ใช้ได้เป็นระยะ ดังเช่นการบูรณะในปี 2539 ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยกรมศิลปากร ได้บูรณะซ่อมแซมเสริมความมั่นคงโดยทำให้น้ำหนักเบา เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายพระมหาพิชัยราชรถเข้าขบวนพระราชพิธี แต่รักษาความงดงามทางศิลปกรรมเดิมไว้อย่างครบถ้วน
สำหรับการบูรณะ "พระมหาพิชัยราชรถ" เพื่อใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีผู้รับผิดชอบคือ กรมสรรพาวุธทหารบก โดย พ.อ.ศักดา ศิริรัตน์ ผู้อำนวยการกองโรงงานช่างแสง ศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ นำคณะทหารช่างกว่า 30 นาย เข้ามาถอดอุปกรณ์ช่วงล่างของราชรถอย่างละเอียดพิถีพิถัน ซึ่งครั้งนี้จะใช้ราชรถ 2 องค์ คือ "พระมหาพิชัยราชรถ" และ "เวชยันตรราชรถ" ราชรถน้อย ซึ่งจำลองมาจากสวรรค์ชั้นไพชยนต์ซึ่งเป็นวิมานของพระอินทร์ มีลักษณะคล้ายคลึงราชรถองค์ใหญ่คือมีส่วนตัวรถที่แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจก คานที่ยื่นออกมาเป็นรูปนาคราช บนราชรถมีบุษบกตั้งอยู่เช่นกันแต่มีขนาดเล็กกว่า
เศวตฉัตร 7 ชั้น กางกั้นพระโกศ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทาน เศวตฉัตร 7 ชั้น กางกั้นพระโกศ
ในองค์พระเศวตฉัตรองค์นี้ประกอบด้วยความงามด้านประณีตศิลป์ พร้อมด้วยความหมายของ "ฉัตร" ซึ่งเป็นเครื่องแสดงพระเกียรติยศและเครื่องสูงที่สำคัญยิ่ง รวมถึงฉัตรประเภทต่าง ๆ ที่รายล้อมรอบพระเมรุ มณฑลพิธี ตลอดจนในริ้วขบวนแห่ ฯลฯ
"ฉัตร" มาจากภาษาสันสกฤตแปลว่า "ร่ม" เป็นเครื่องสูงชนิดหนึ่ง ใช้ตั้งประดิษฐานในอาคารหรือเชิญถือในขบวนแห่ โดยถือชูขึ้นข้างบนซึ่งการถือชูตั้งขึ้นข้างบนจะเป็นไปในแนวดิ่งจึงเรียกว่า เครื่องสูง ในการนำมาใช้ของบุคคลธรรมดาก็จะถือร่มชั้นเดียว แต่เมื่อมียศสูงขึ้น ก็จะมีการซ้อนชั้นร่มขึ้น และการซ้อนชั้นนั้น มีความหมายบอกถึง ชั้นของพระเกียรติยศ
ในส่วน "สัปตปฎลเศวต" ฉัตรยอดพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นฉัตรผ้าขาวเจ็ดชั้น ระบายขลิบทองสามชั้น หมายถึง การซ้อนผ้าระบายโดยรอบแว่นฉัตรแต่ละชั้น ซ้อนกันสามรอบวงแว่นฉัตร โดยให้ชั้นในสุดยาวกว่าชั้นนอกสุดตามลำดับ ทุกชั้นฉัตรที่ชายระบายชั้นล่างสุดของชั้นฉัตร ห้อยระย้าจำปาทองโดยรอบ
"สัปตปฎล" หมายถึงฉัตรเจ็ดชั้น "เศวตฉัตร" คือฉัตรผ้าขาว เป็นเครื่องประกอบแสดงฐานานุศักดิ์และตามที่กล่าวมาฉัตรเจ็ดชั้นขึ้นไปจะมีระบายสามชั้น สัปตปฎล ครั้งนี้จึงเป็น "ฉัตรเจ็ดชั้นขลิบทองชายระบายสามชั้น"
การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระศพ
การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระราชพิธี ถือว่าเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ และเป็นส่วนหนึ่งในของงานพระราชพิธีที่บรรเลงตามขั้นตอนของงานพระราชพิธี คู่กับวงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง
เดิมการประโคมดนตรีที่เป็นลักษณะประโคมย่ำยาม มีเฉพาะของงานเครื่องสูงสำนักพระราชวังเท่านั้น ประกอบด้วยวงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ มีการประโคมย่ำยามทุก 3 ชั่วโมง
ในการประโคมงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมในการประโคมย่ำยามด้วย ดังนั้น จึงมี ๒ หน่วยงานเข้าร่วมประโคม คือ วงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง (วงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ) และวงปี่พาทย์นางหงส์ ของกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
การประโคมย่ำยาม มีขั้นตอนเรียงลำดับ ดังนี้
วงประโคมลำดับที่ 1 คือ วงแตรสังข์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ประโคม "เพลงสำหรับบท" จบแล้ว วงประโคมวงที่ 2 จึงเริ่มขึ้น
วงประโคมลำดับที่ 2 คือ วงปี่ไฉนกลองชนะ (หรือเรียกว่า วงเปิงพรวด) ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ปี่ไฉน กลองชนะ เปิงมาง "ประโคมเพลงพญาโศกลอยลม" จบแล้ว วงประโคมวงที่ 3 จึงเริ่มขึ้น
วงประโคมลำดับที่ 3 คือ วงปี่พาทย์นางหงส์ ประกอบด้วย ปี่ชวา ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง "ประโคมเพลงชุดนางหงส์"
เมื่อประโคม ครบทั้ง 3 วงแล้ว ถือว่าเสร็จการประโคมย่ำยาม 1 ครั้ง |
|