(D)
อัลกุรอาน เป็นนามคัมภีร์สูงสุดของ
ศาสนาอิสลาม เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่ได้ประทานแก่ท่านนบีมุฮำหมัดใหปฏิบัติและเผยแพร่ทีละเล็กทีละน้อย ตามเหตุการณ์ในสมัยนั้นจนครบถ้วน ในระยะเวลา 22 ปี กับ 3 เดือน รวมทั้งสิ้น 6666 วรรค มี 112 บท แบ่งเป็น 30 ส่วนข้อความและสำนวนโวหารของพระคัมภีร์ฯเป็นภาษาที่สูงที่สุดเป็นที่มาแห่งความเชื่อมั่นและศรัทธาและเป็นหลักการและบัญญัติทั้งมวล ซึ่งเราเรียกว่า ธรรมนูญของศาสนา ซึ่งกวีอาหรับชั้นสูงไม่สามารถที่จะประพันธ์เทียบเคียงได้ ข้อความในคัมภีร์แบ่งออกเป็นบัญญัติเกี่ยวกับคุณของการกระทำดี การกระทำชั่ว การบังคับและอนุญาตให้ปฏิบัติและห้ามมิให้ปฏิบัติ การเปรียบเทียบ พงศาวดาร การอนุญาตและการห้ามเรื่องอุปโภคและบริโภค การวิงวอนบางวรรคที่ไม่เหมาะสมก็จะถูกยกเลิก จึงเป็นคัมภีร์ทีสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่มีการแก้ไขหรือสังคายนาโดยมนุษย์ และไม่มีข้อความที่ขัดแย้งกัน
ความสำคัญของพระคัมภีร์ฯก็คือ เป็นหลักปฏิบัติโดยทั่วไป ประกอบด้วยภาคนมัสการ ความแพ่ง ครอบครัว มรดก และความอาญา และวิทยาการต่างๆอีกมากมาย ซึ่งพระพุทธเจ้าเคยประทานแก่ศาสดาองค์ก่อนๆ และยิ่งกว่านั้นสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีที่วางไว้ และพร้อมกันนั้นก็ต้องเริ่มปฏิบัติอย่างน้อยที่สุดเมื่อมีอายุตามศาสนภาวะ หากมิได้เริ่มปฏิบัติก็คงมีพันธะติดตัว และต้องรับโทษตามที่กำหนดไว้ในโลกหน้า
ศาสนาอิสลามให้ทางสว่างแก่มนุษย์โดยทั่วไป ผู้ใดปฏิบัติตามหลักศาสนาอย่างจริงจัง จึงเป็นผู้ที่ควรแก่การยกย่องทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า
ในเรื่องของความกตัญญูรู้คุณ ศาสนาอิสลามสอนไว้เป็นอย่างมาก นับตั้งแต่พ่อแม่ ครูอาจารย์ ผู้มีพระคุณ ตลอดจนประเทศชาติ ให้ความรัก การเสียสละความสุขเพื่อผู้มีพระคุณ รวมทั้งประเทศชาติ ดังท่านนบีมุฮัมมัดได้พระวจนะไวว่า
"ความรักประเทศชาติเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา"
เพราะฉะนั้นมุสลิมจะอยู่ในประเทศใด จะเป็นประเทศมุสลิมหรือไม่ก็ตาม หากเป็นผู้ยึดมั่นในหลักการศาสนาแล้ว ก็ย่อมจะมีความรักในประเทศนั้นๆ ย่อมเสียสละเพื่อประเทศชาติ เพราะเราจะอยู่อย่างเป็นสุขประกอบศาสนกิจได้เป็นอย่างดี ก็อยู่ที่ความสงบสุขในประเทศด้วย
จากหนังสือฉลอง 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พุทธศักราช 2543 |