(N)
 วัดพุทไธศวรรย์ วัดคู่เมืองอโยธยามากว่า "๖๕๘ ปี"
"วัดพุทไธศวรรย์" ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้พระราชวังเดิมของกรุงศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันมีอายุเก่าแก่ถึง ๖๕๘ ปี
โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ทรงโปรดสถาปนาสร้างไว้ ณ บริเวณท้องพระโรงตรงตำหนักเดิมของพระองค์
ตามพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๔ ได้บันทึกไว้ว่า หลังจากพระเจ้าอู่ทองที่ ๔
ได้สืบราชสมบัติได้ ๖ ปี ได้เกิดโรคห่าขึ้นในพระนคร พระองค์จึงได้ย้ายมาตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงศรีอยุธยา
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น หลังจากกองทัพพม่าเข้าห้ำหั่นเผาบ้านทำลายเมืองกรุงศรีอยุธยา วัดแทบทุกวัดได้ถูกเผาทำลายเกือบทั้งหมด
คงเหลือเพียงซากปรักหักพังที่ยากแก่การบูรณปฏิสังขรณ์ บ้างก็กลายเป็นวัดร้าง คงเหลือแต่วัดวัดพุทไธศวรรย์เพียงวัดเดียวในบริเวณเกาะเมืองที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด
และได้รับพระราชอุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์หลายพระองค์จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วัดมีความรุ่งเรืองมาก
เนื่องจากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ประมุขสงฆ์ฝ่ายคามวาสี ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ในขณะนั้นเป็นพระอาจารย์ที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงเคารพนับถืออย่างมาก
และตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันพระตำหนักของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ยังคงได้รับการบูรณะดูแลเป็นอย่างดี
ล่วงเข้ามาในสมัยรัตนโกสินทร์ มีหลักฐานปรากฏว่า รัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จมายังวัดวัดพุทไธศวรรย์
ทั้งในงานพระราชทานกฐินประจำกาล และในโอกาสอื่นๆ อีกหลายครั้งหลายคราด้วยกัน และในกาลครั้งสำคัญยุคเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันซึ่งก็คือ
"พระพุทไธศวรรย์วรคุณ" หรือ หลวงพ่อหวล ภูริภัทโท เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมรี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดพุทไธศวรรย์ เป็นการส่วนพระองค์
พร้อมกันนี้ หลวงพ่อหวลท่านยังได้ถวายพระเครื่องอู่ทองจำนวน ๒,๒๐๐ องค์ อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในสมัยโบราณมีคำกล่าวขานที่เรียกว่า วัดพุทไธศวรรย์เป็นดินแดนอันมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับด้านอยู่ยงคงกระพัน เป็นที่ลือเลื่องจากอดีตตราบเท่าปัจจุบัน
นั่นคือ วัดพุทไธศวรรย์เป็นสถานที่ฝึกอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหาร ก่อนออกศึกสงคราม โดยเฉพาะเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระสังฆราชฝ่ายซ้ายคู่กับ
สมเด็จพระวันรัตน์ (พนรัตน์) วัดป่าแก้ว (วัดเจ้าพระยาไทหรือวัดใหญ่ชัยมงคล) พระสังฆราชฝ่ายขวา ได้ทำพิธีอาบน้ำว่านให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก่อนทำสงครามยุทธหัตถี
กับพระมหาอุปราชา เมืองหงสาวดี ประเทศพม่า ในเช้าของวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕
เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ จึงเป็นที่มาของนามพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นพระประธานในพระอุโบสถอันมีรูปลักษณ์เป็นสีดำ และถูกเรียกว่า พระองค์ดำ
ตามพระนามของสมเด็จพระนเรศวร และเพี้ยนมาเป็น หลวงพ่อดำ เช่นในปัจจุบัน "หลวงพ่อดำ" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ปางมารวิชัยขนาดใหญ่ ลักษณะปูนปั้นทาด้วยสีดำ
พระพักตร์รูปไข่ เป็นศิลปะอู่ทอง หรืออยุธยาตอนต้น เชื่อว่าสร้างควบคู่มาพร้อมกับการสร้างพระอุโบสถ เล่าขานต่อกันมาว่า
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา หากใครเจ็บป่วยไข้ เมื่อผ่านมาที่วัดแห่งนี้จะขึ้นไปสักการะ หลวงพ่อดำเพื่อขอให้หายเจ็บป่วยซึ่งปรากฏปาฏิหาริย์หายเจ็บป่วยไปตามๆ กัน
รวมทั้งขอพรหลวงพ่อดำให้ดลบันดาลสิ่งที่ตนเองปรารถนา ซึ่งส่วนมากก็สมปรารถนากันทุกคน |
|