ขออนุญาติ แจมด้วยครับ
อันนี้ผมก๊อปมาจาก กรรมฐาน 40
โดย พระมหาวีระ ถาวโร (ฤาษีลิงดำ)
วัดจันทาราม (ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี
18 มกราคม 2518
บทที่ 39
กสิณนี่มี ๑๐ อย่าง คำว่ากสิณ แปลว่า นิมิต ในที่บางแห่งกสิณเขาแปลว่า สะดึง เป็นนิมิตสำหรับจับ กสิณนี่เป็นกรรมฐานหยาบ มีสภาวะจัดได้ง่าย คือมีการทรงฌานสี่ทั้งหมดเป็นพื้นฐานของอภิญญาสมาบัติ
สำหรับกสิณทั้ง ๑๐ อย่างนี้ แบ่งออกเป็น ๒ พวกด้วยกัน กสิณพวกหนึ่งเป็นกรรมฐานกลาง จริตทั้งหมดทำได้โดยไม่ต้องเลือก นี่จุดหนึ่ง อีกพวกหนึ่งเป็นเฉพาะจริต สำหรับกสิณที่เป็นกรรมฐานกลางนี่มี ๖ อย่าง คือ ปถวิกสิณ เพ่งดิน, เตโชกสิณ เพ่งไฟ, อาโปกสิณ เพ่งน้ำ, วาโยกสิณ เพ่งลม, อากาสกสิณ เพ่งอากาศ และอาโลกกสิณ เพ่งแสงสว่าง ๖ อย่างนี้เป็นกสิณกลาง สำหรับจริต บรรดาพุทธบริษัททุกจริตทำได้โดยไม่ต้องเลือก เพราะเป็นของกลางๆ จะเป็นคนมีจริตไหนก็ตามใช้ได้ทั้งหมด นี่เรื่องกรรมฐานกับจริตนี่มีความสำคัญมาก ต้องจำให้ดีนะ ถ้าจำพลาดไปทำขวางกันเข้า มันไม่ค่อยเดิน มันไปเหมือนกันไปช้าๆ ไปขวางๆ
สำหรับกสิณอีก ๔ อย่างคือ โลหิตกสิณ กสิณสีแดง, นีลกสิณ กสิณสีเขียว, ปีตกสิณ กสินสีเหลือง, โอทาตกสิณ กสิณสีขาว ทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นกสิณที่เป็นคู่ปรับกับโทสะจริต คนที่โมโหโทโสมาก โกรธง่าย เจริญกสิณ ๔ อย่างนี่ อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อกสิณเกิดขึ้นเป็นฌานแล้ว อารมณ์ของโทสะก็จะคลายสลายตัวไป นี่การเจริญกรรมฐานให้เหมาะสมกับจริต คำว่าจริตแบบไหนมันนำหน้า เราก็คว้าแบบนั้นทำเสียก่อน ทำลายให้พินาศไปแล้วผลที่จะพึงได้ก็คือจิตสบาย
ตัวอย่างพระลูกชายนายช่างทอง ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เวลานั้นอัครสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครู คือ พระสารีบุตรมีกุลบุตรมาบวชด้วย เป็นลูกชายนายช่างทอง เป็นคนหนุ่มและเป็นคนรวย ท่านก็มาคิดว่าคนหนุ่มคนรวยก็ดีมักจะหนักไปในความเจ้าชู้ นี่พูดแบบภาษาไทยๆ ถ้าพูดแบบภาษาธรรมะก็ว่าเป็นคนมีราคจริต เพราะในฐานะคุณเธอเป็นคนโสดก็เลยคิดอย่างนั้น ในเมื่อท่านคิดแบบนี้แล้ว ท่านก็เลยให้กรรมฐานคืออสุภกรรมฐาน และกายคตาสติกรรมฐานที่
เราผ่านมาแล้ว ให้เธอเจริญเพื่อเป็นการทำลายราคจริตคือความรักสวยรักงาม เป็นอันว่าพรรษาหนึ่งทั้งพรรษาลูกชายนายช่างทองจะว่าไม่ได้ก็ไม่ได้ นั่งหลับตาภาวนาพิจารณาไปแต่จิตใจไม่มีอะไรเป็นผล เมื่อถึงเวลาออกพรรษาแล้ว พระสารีบุตรก็คิดว่ากุลบุตรผู้นี้ไม่ใช่วิสัยของตนที่ควรจะฝึก ควรจะเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า
นี่ตอนนี้อาจจะไม่เข้าใจ วานี่อย่างไรกันแน่ ความจริงมีอยู่ว่าบุคคลบางคนเขาบำเพ็ญบารมีมาเพื่อพระพุทธเจ้าทรงฝึกโดยตรง อันนี้คนอื่นฝึกไม่มีผล บางคนบำเพ็ญมาให้ใครจะฝึกก็ได้ อันนี้พระสาวกฝึกได้ผล ในสมัยเวลานี้ก็เหมือนกัน คนที่มาคณะเราทุกคนจะให้เขาได้ผลเหมือนกันกับเรา อย่างน้อยที่สุดเกิดสัทธาก็ไม่ได้เหมือนกัน ว่าโดยอัธยาศัยเดิมบารมีเดิมมาไม่มีมาเพื่อจะฝึกฝนได้ จะไปกะเกณฑ์ให้เขาได้มรรคได้ผลอันนี้ไม่ต้องพูดถึง หรือได้ฌานโลกีย์ก็ไม่ต้องพูดถึง แม้แต่ให้เขาเลื่อมใสสัทธามันก็ไม่มี นี่เรียกว่าไม่ใช่คนเป็นคู่ปรับกัน
เมื่อพระสารีบุตรดำริดังนั้นก็นำพระลูกชายนายช่างทองไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลให้ทรงทราบว่าอยู่กับท่านมา ๓ เดือน คือ ๑ พรรษา สอนอสุภกรรมฐานกับกายคตาสติในฐานะที่เป็นคนหนุ่มให้ระงับความพอใจในความสวยสดงดงามแล้วเธอไม่ได้อะไรเลย พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาแล้วได้ความทราบชัด คือพระพุทธเจ้าไม่ต้องนั่งเสียเวลาภาวนา เห็นเข้าก็รู้เลยว่าคนนี้ควรจะฝึกแบบไหนจึงได้ บอกพระสารีบุตร ดูก่อน สารีบุตร เธอกลับได้กุลบุตร ผู้มีสัทธาที่ตถาคตไม่สามารถจะสอนให้ได้มรรคผลนั้น ไม่มี เมื่อพระสารีบุตรลุกไปแล้ว องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงทราบว่าพระลูกนายช่างทองไม่ใช่คนมีราคจริต เป็นคนหนักไปในทางโทสะจริต คือ เป็นคนโมโหง่าย ฉะนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงให้โลหิตกสิณแทนที่จะให้อสุภกรรมฐาน โดยทรงเนรมิตดอกบัวทองคำขึ้นมาดอกหนึ่งมีสีแดง กสิณสีแดงนี่เขาเรียกว่า โลหิตกสิณ แล้วก็สั่งให้พระลูกนายช่างทองไปนั่งที่กองทรายหน้าวิหารโน่น เอาดอกบัวสีแดงไปปัก เอาก้านปักเข้ากับกองทรายลืมตาจำภาพให้ได้ เวลาหลับตานึกถึงภาพแล้วนั่งภาวนาว่าสีแดงๆ ๆ ให้ภาวนาไม่ใช้อะไร ให้ค้ำใจเข้าไว้ เกรงว่าใจมันยังจะกระสับกระส่าย คำภาวนาเป็นเครื่องโยงใจให้เข้าถึงจุด และถ้าหากว่าบังเอิญจิตใจมันฟุ้งซ่าน ภาพมันเลือนไปก็ลืมตาขึ้นมาดูใหม่ จำภาพได้แล้วภาวนา สีแดงๆ ๆ จนกระทั่งพระลูกนายช่างทองก็ไปปฏิบัติแบบนั้น คือเอาก้านปักลงไปกับทราย ทำเนินทรายขึ้นลืมตาจำภาพดอกบัว จำภาพได้แล้วก็หลับตา นึก
ถึงภาพว่าสีแดงๆ พอภาพนั้นมันเลื่อนไปจากใจก็ลืมตาดูใหม่ ทำอย่างนี้ ๒ ๓ ครั้ง ปรากฏว่าเธอได้ฌาน ๔ ให้ดอกบัวนั้นเป็นสีแดง แต่ถ้าเวลาหลับตาไปภาวนาไปนึกถึงภาพดอกบัว ภาพองดอกบัวกลายจากสีแดง เป็นสีเหลือง จากสีเหลืองเป็นสีขาว กลายจากสีขาวเป็นสีประกายพรึกแพรวพราวจะบังคับให้ใหญ่ก็ได้ จะบังคับให้เล็กก็ได้ ให้สูงก็ได้ ให้ต่ำได้ อยู่ข้างหน้า อยู่ข้างหลังก็ได้ จนคล่องแคล่วดีแล้ว
องค์สมเด็จพระประทีปแก้วอยู่ ณ พระมหาวิหาร สมเด็จพระพิชิตมารจึงได้ดำริว่า เวลานี้พระลูกชายนายช่างทองได้ฌาน ๔ แล้ว ต่อไปเป็นตอนของวิปัสสนาญาณ ถ้าเราไม่ช่วยเธอๆ จะสามารถได้บรรลุมรรคผลไหม องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงทราบด้วยอำนาจพระพุทธญาณว่า ถ้าเราไม่ช่วยได้ได้มรรคผลแน่ เราต้องช่วย วิธีช่วยของพระองค์ พระองค์นั้นกำลังเพลิน เพลิดเพลินมีความสุขใจ จิตเป็นอุเบกขารมณ์ก็ทรงสบาย ไม่ต้องลืมตาเลย เห็นภาพดอกบัวแพรวพรายสวยสดงดงามบังคับให้ใหญ่ก็ใหญ่ บังคับให้เล็กก็เล็ก บังคับให้สูงก็สูง บังคับให้ต่ำก็ต่ำ บังคับให้อยู่ข้างซ้ายข้างขวาข้างหน้าข้างหลังนึกไปให้อยู่ที่ไหนก็ได้ตามความประสงค์เกิดความชื่นใจ
องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงเนรมิตดอกบัวเติมให้มีสีเศร้าหมองเหี่ยวแห้งลงไป พระลูกนายช่างทองเล่นฌานจนเพลิน มีความชุ่มชื่นดีแล้วก็ลืมตาขึ้นมาดูใหม่ดูดอกบัวสีแดง คราวนี้ความสดใสของดอกบัวไม่ปรากฏ สีก็เศร้าหมอง กลีบก็เหี่ยว เกสรก็แห้ง เอ๊ะ นี่มันป็นอย่างไรกันแน่ ท่านก็มานึกในใจว่ามันอย่างไรกันนี่ เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่ เอา มันจะเหี่ยวมันจะแห้งก็ช่างมัน ก็มานึกในใจว่า ชีวิตและร่างกายของคนกับดอกบัวนี่มันมีสภาพคล้ายคลึงกัน เมื่อมีความเกิดขึ้นแล้วก็มีความเปลี่ยนแปลงไป สึกหรอร่อยหรอลงไปแบบนี้ มันหาอะไรคงที่ไม่ได้ พิจารณาแบบนี้ไปจนชื่นใจ เห็นภาพก็คงเป็นไปตามเดิม สำหรับภาพเป็นประกายตามเดิม แต่ว่าดอกบัวจริงๆ เศร้าหมอง จิตใจก็คงที่ลดลงไปจากอำนาจกิเลส
ต่อมา องค์สมด็จพระบรมโลกเชษฐ์ทรงเห็นจิตของเธอหดเหี่ยวลงไปเล็กน้อยแล้วชักจะหมดกำลัง เห็นว่าร่างกายมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์แบบนี้มันหาอะไรทรงตัวไม่ได้ องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงได้เนรมิตดอกบัวให้มีกลีบหล่นเกสรหล่น ความเหี่ยวแห้งปรากฏก้านค้อมลงไปจนทนไม่ไหว เรียกว่าหมดสภาพของความเป็นดอกบัว เธอพิจารณาตามปกติพอสบายใจลืมตามาดูดอกบัวใหม่ เอาแล้ว เมื่อกี้แค่เหี่ยวเท่านั้น เวลานี้
กลีบที่หล่นหมดแล้วหรือนี่เกสรก็ร่วง มันงอหงิกเหี่ยวจะตายอยู่แล้ว มันแห้งไปเสียหมดแล้ว ก็เลยหลับตาใหม่ มานั่งนึกถึงชีวิตของตัว โอ หนอ ร่างกายของเรานี้ไม่ต่างกับพืชพรรณธัญญาหารถึงดอกบัวนี้เดิมก็ดีเป็นสาระเป็นแก่นสาร มีความแข็งแรงมาก เป็นดอกบัวทองคำแล้วอยู่ๆ ต่อมาก็เหี่ยวแห้งลงไป เวลานี้กลีบดอกบัวทั้งหลายก็หล่นหมด เกสรก็ร่วงหมดความแห้งปรากฏมาก ก้านที่เหี่ยวแห้งลงไปไม่สามารถจะต้านทานแม้แต่ฝักเล็กๆ ที่เป็นของเดิมภายในก็หักลงไป
แล้วมานั่งพิจารณาว่าชีวิตและร่างกายของเรานี้ก็เหมือนกับดอกบัว มันไม่มีอะไรเป็นของจีรังยั่งยืน ไม่มีอะไรคงที่ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แปร ปรวนไปในท่ามกลาง สลายตัวไปในที่สุด ขณะที่ทรงตัวก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ดอกบัวเหี่ยว ดอกบัวบานไม่รู้ตัวว่ามันจะทุกข์ เพราะไม่มีจิตใจ แต่เราเป็นคนที่มีจิตใจ ใจจับอยู่ในกาย ไปยึดถือว่าร่างกายเป็นเราเป็นของเรา มันก็มีความทุกข์เพราะว่าร่างกายนี้เป็นของธรรมดา มันมีความทรุดโทรมเป็นของธรรมดา เป็นเรื่องต่อไปข้างหน้า อันนี้เป็นความจริงแท้ นี่ดอกบัวกับเรามีสภาพอย่างนั้น ในเมื่อทรุดโทรมลงไปแล้ว ในที่สุดมันก็สลายตัวลงไป หมดสภาพฉันใด แม้ชีวิตและร่างกายเราก็มีสภาพเช่นนั้น คือว่ามันเกิดแล้วไม่ช้ามันก็สลาย มันก็พังลงไป
ตอนนี้ละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ท่านก็เลยหมดอาลัยในชีวิต หมดอาลัยในร่างกาย คิดอยู่ว่านี่เรามาหลงร่างกายว่ามันเป็นเรามันเป็นของเรา มันจะสภาพคงที่ แต่เนื้อแท้ที่จริง เวลาที่เราเกิดใหม่ๆ มันเกิดเป็นเด็ก เวลานี้มันโตเป็นผู้ใหญ่ มันมีการเจริญขึ้นเหมือนกับดอกบัวที่เกิดมาใหม่ๆ มันก็เล็กเป็นตุ่มน้อย ต่อมามันก็ขยายตัวมีความเจริญถึงบานเต็มที่ บานเต็มที่แล้วก็ในที่สุดดอกบัวก็คลายตัวมาถึงความเหี่ยวแห้งแล้วก็สลายตัว ชีวิตของเราก็เหมือนกัน ร่างกายของเราก็จะมีสภาพเหมือนดอกบัวอย่างนี้ ในที่สุดก็จะล้มทับพื้นปฐพี เรียกว่าตาย มีประโยชน์อะไร เป็นอันว่าร่างกายของเรานี้ มีสภาพใช้ไม่ได้ ไม่ควรคบ คือมันมีสภาพกลับกลอกไม่คงที่ จะบำรุงบำเรออย่างไรก็ตามที มันก็ไม่หยุดยั้งในการเสื่อมเพื่อจะสลายตัว เมื่อท่านมาพิจารณาแบบนี้แล้วก็คิดว่า ถ้าง่วงการเกิดขึ้นมามันไม่มีประโยชน์ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ขึ้นชื่อว่าร่างกายที่มีสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างนี้คิดว่าไม่ควรจะมีกับเราอีก
เพราะอาศัยอารมณ์ที่จับอยู่ฌาน ๔ เกิดปัญญา มันเกิดมาก ความแหลมคมมาก กำลังใจมีกำลังสูง ชั่วครู่เดียวเธอก็สำเร็จอรหัตผล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา
นี่ตัวอย่างในการเจริญกสิณ กสิณทุกกองมีสภาพเหมือนกัน เกี่ยงแต่เพียงว่าสีสันวรรณะเท่านั้น ให้เป็นไปตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกสิณ ๔ อย่าง กสิณสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว นี่เป็นกสิณสำหรับทำลายโทสะ ความโกรธและความพยาบาทความคิดประทุษร้าย จะเป็นเพราะเหตุใดก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ลักษณะแห่งการเพ่งเหมือนกัน ทำไมจะเข้าไปทำลายโทสะ ทำลายพยาบาท อันนี้ห้ามถาม ถามตอบไม่ได้ ถ้าจะตอบให้ได้ก็ต้องถามต่อ ไม่ถามดีกว่า ไม่จำเป็น ให้จำไว้ก็แล้วกัน ว่ากสิณ ๑๐ อย่าง ๖ อย่างเป็นกสิณสำหรับกสิณกลาง จริตอย่างไหนทำได้หมด คือ ปถวีกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ อาโปกสิณ อากาสกสิณ โอทาตกสิณ ๖ อย่างนี่เป็นกรรมฐานกลางขอบอกไว้เลยมันมี ๑๐ อย่าง มีอรูปฌานอีก ๔ เป็นกรรมฐานกลาง แต่อรูปฌานต้องได้กสิณอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนแล้วจึงจะได้ สำหรับกสิณอีก ๔ อย่าง คือ สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว นี้เป็นกสิณสำหรับชำระจิตที่ประกอบด้วยความโกรธ ความพยาบาท เป็นกาจองล้างจองผลาญ แต่ว่าทั้ง ๔ อย่างนี้เราก็ไม่จำเป็นที่ต้องว่าครบ ๔ อย่าง แต่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น พระลูกชายนายช่างทอง และถ้าทำตรงกับจริตจริงๆ ไม่วางมือไม่ละภาระเสีย จะบรรลุมรรคผลได้โดยง่าย
*************
ขอบคุณครับ...
 |
|