ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : ท่านทราบไหมครับ

(N)
1.กสิณ คือ อะไร
ข้อนี้ ผมไปเสิชมาได้จาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%93 ตอบได้ดังนี้

กสิณ คือวิธีการปฏิบัติสมาธิแบบหนึ่งในพระพุทธศาสนา มีความหมายว่า เพ่งอารมณ์ เป็นสภาพหยาบ สำหรับให้ผู้ฝึกจับให้ติดตาติดใจ ให้จิตใจจับอยู่ในกสิณใดกสิณหนึ่งใน 10 อย่าง ให้มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว จิตจะได้อยู่นิ่งไม่ฟุ้งซ่าน มีสภาวะให้จิตจับง่ายมีการทรงฌานถึงฌาน 4 ได้ทั้งหมด กสิณทั้ง 10 เป็นพื้นฐานของอภิญญาสมาบัติ

การเพ่งกสิณนับว่าเป็นอุบายกรรมฐานกองต้นๆ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ ว่าด้วยการปฏิบัติสมาธิภาวนาเพื่ออบรมจิต (อันเป็นแนวทางแห่งการบรรลุสำเร็จมรรคผลนิพพาน หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้ออกไปได้) ซึ่งอุบายกรรมฐานมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสี่สิบกอง ภายใต้กรรมฐานทั้งสี่สิบกองนั้น จะประกอบไปด้วยกรรมฐานที่เกี่ยวเนื่องกับการเพ่งกสิณอยู่ถึงสิบกองด้วยกัน

การเพ่งกสิณ คือ อาการที่เราเพ่ง (อารมณ์) ไม่ได้หมายถึงเพ่งมอง หรือจ้องมอง ไปยังวัตถุหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาทิเช่น พระพุทธรูป เทียน สีต่างๆ หรือแม้กระทั่งอากาศ ฯลฯ แล้วเรียนรู้ รับรู้/บันทึก สภาพหรือคุณสมบัติเฉพาะ ของวัตถุ (ธาตุ) หรือสิ่งๆ นั้นไว้เช่น เนื้อ สี สภาพผิว ความหนาแน่น ความ เย็นในจิตจนกระทั่งเมื่อหลับตาลงจะปรากฏภาพนิมิต (นิมิตกสิณ) ของวัตถุหรือสิ่งๆ นั้นขึ้นมาให้เห็นในจิต หรือแม้กระทั่งยามลืมตาก็ยังสามารถมองเห็นภาพนิมิตกสิณดังกล่าวเป็นภาพติดตา

การเพ่งกสิณจัดเป็นอุบายวิธีในการทำสมาธิที่มีดีอยู่ในตัว กล่าวคือ การเพ่งกสิณเป็นเสมือนทางลัดที่จิตใช้ในการเข้าสู่สมาธิได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายกว่าการเลือกใช้อุบายกรรมฐานกองอื่นๆ มากมายนัก ทั้งนี้เนื่องจากแนวทางในการปฏิบัติสมาธิภาวนาด้วยการใช้อุบายวิธีการเพ่งกสิณนั้น จิตจะยึดเอาภาพนิมิตกสิณที่เกิดขึ้นมาเป็นเครื่องรู้ของจิต แทนอารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในจิต และเมื่อภาพนิมิตกสิณเริ่มรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันกับจิต จิตก็จะรับเอาภาพนิมิตกสิณนั้นมาเป็นหนึ่งเดียวกันกับจิต

จากนั้นภาพนิมิตกสิณดังกล่าวจะค่อยๆ พัฒนาไปเองตามความละเอียดของจิต ซึ่งจะส่งผลให้เกิดมีความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับภาพนิมิตกสิณนั้น เริ่มตั้งแต่ความคมชัดในการมองเห็นภาพนิมิตกสิณที่ปรากฏขึ้นภายในจิต และสามารถมองเห็นภาพนิมิตกสิณนั้นได้อย่างชัดเจน ราวกับมองเห็นด้วยตาจริงๆ ไปจนกระทั่งการที่จิตสามารถบังคับภาพนิมิตกสิณนั้นให้เลื่อนเข้า-เลื่อนออก หรือหมุนไปทางซ้าย-ทางขวา หรือยืด-หดภาพนิมิตกสิณดังกล่าวได้ อันเป็นพลังจิตที่เกิดขึ้นจากการเพ่งนิมิตกสิณ

แต่ในที่สุดแล้วภาพนิมิตกสิณทั้งหลายก็จะมาถึงจุดแห่งความเป็นอนัตตา อันได้แก่ ความว่างและแสงสว่าง กล่าวคือ ภาพนิมิตทั้งหลายจะหมดไปจากจิต แม้กระทั่งอาการและสัญญาในดวงจิตก็จะจางหายไปด้วย จากนั้นจิตจึงเข้าสู่กระบวนการของสมาธิในขั้นฌานต่อไปตามลำดับ[1]





1 กสิณทั้ง 10 อย่าง แบ่งออกเป็น 2 พวก
2 อานุภาพกสิณ 10
3 อำนาจฤทธิ์ในกสิณในทางพุทธศาสนามีดังนี้
4 วิธีอธิษฐานฤทธิ์
5 สถานที่ฝึกกสิณในประเทศไทย
6 อ้างอิง


[แก้] กสิณทั้ง 10 อย่าง แบ่งออกเป็น 2 พวก

พวกที่หนึ่ง คือ กสิณกลาง มี 6 อย่าง คนทุกจริตฝึกกสิณได้ทั้ง 6 เพราะเหมาะกับทุกอารมณ์ ทุกอุปนิสัยของคน
1.ปฐวีกสิณ (ธาตุดิน/ของแข็ง (ไม่ใช่เฉพาะดิน) จิตเพ่งดิน โดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นดิน หายใจเข้าให้ภาวนาว่า "ปฐวี" หายใจออกให้ภาวนาว่า "กสิณัง" เมื่อปฏิบัติอยู่ดังนี้ ก็จะข่มนิวรณ์ธรรมเสียได้โดยลำดับ กิเลศก็จะสงบระงับจากสันดาน สมาธิก็จะกล้าขึ้น จิตนั้นก็ชื่อว่าตั้งมั่น เป็นอุปจารสมาธิ เมื่อทำได้สำเร็จปฐมฌานแล้ว ก็พึงปฏิบัติในปฐมฌานนั้นให้ชำนาญคล่องแคล่วด้วยดีก่อนแล้วจึงเจริญทุติยฌานสืบต่อไปได้
2.เตโชกสิณ (ธาตุไฟ ธาตุร้อน]) จิตเพ่งไฟ คือการเพ่งเปลวไฟ โดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นไฟ หายใจเข้าให้ภาวนาว่า "เตโช" หายใจออกภาวนาว่า "กสิณัง"
3.วาโยกสิณ (ธาตุลม) จิตเพ่งอยู่กับลม นึกถึงภาพลม โดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นลม หายใจเข้าให้ภาวนาว่า "วาโย" หายใจออกภาวนาว่า "กสิณัง"
4.อากาสกสิณ (ช่องว่าง) จิตเพ่งอยู่กับอากาศ นึกถึงอากาศ คือการเพ่งช่องว่าง โดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นช่องว่าง เวลาหายใจเข้าให้ภาวนาว่า "อากาศ" หายใจออกภาวนาว่า "กสิณัง"
5.อาโลกสิณ (กสิณแสงสว่าง) จิตเพ่งอยู่กับแสงสว่าง นึกถึงแสงสว่าง วิธีเจริญอาโลกกสิณให้ผู้ปฏิบัติยึดโดยทำความรู้สึกถึงความสว่าง ไม่ใช่เพ่งที่สีของแสงนั้น เวลาหายใจเข้าให้ภาวนาว่า "อาโลก" หายใจออกให้ภาวนาว่า "กสิณัง"
6.อาโปกสิณ (ธาตุน้ำ/ของเหลว) จิตนึกถึงน้ำเพ่งน้ำไว้ คือการเพ่งน้ำ โดยกำหนดว่าสิ่งนี้เป็นน้ำ หายใจเข้าให้ภาวนาว่า "อาโป" หายใจออกภาวนาว่า "กสิณัง" ให้เลือกภาวนากสิณใดกสิณหนึ่งให้ได้ถึงฌาน 4 หรือฌาน 5 กสิณอื่นๆ ก็ทำได้ง่ายทั้งหมด พวกที่สองคือกสิณเฉพาะอุปนิสัยหรือเฉพาะจริตมี 4 อย่าง สำหรับคนโกรธง่าย คือพวกโทสจริต
7.โลหิตกสิณ เพ่งกสิณ หรือนิมิตสีแดงจะเป็นดอกไม้แดง เลือดแดง หรือผ้าสีแดงก็ได้ทั้งนั้นจิตนึกภาพสีแดงแล้วภาวนาว่า โลหิต กสิณัง
8.นีลกสิณ ตาดูสีเขียวใบไม้ หญ้า หรืออะไรก็ได้ที่เป็นสีเขียว แล้วหลับตาจิตนึกถึงภาพสีเขียว ภาวนาว่า นีล กสิณัง
9.ปีตกสิณ จิตเพ่งของอะไรก็ได้ที่เป็นสีเหลือง ภาวนาว่า ปีต กสิณัง
10.โอทากสิณ ตาเพ่งสีขาวอะไรก็ได้แล้วแต่สะดวก แล้วหลับตานึกถึงภาพสีขาว ภาวนาโอทา กสิณัง จนจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่วอกแวกไม่รู้ลมหายใจภาพกสิณชัดเจน

ท่านว่าจิตเข้าถึงฌาน 4 พอถึงฌานที่ 5 ก็เป็นจิตเฉยมีอุเบกขาอยู่กับภาพกสิณต่างๆ ที่จิตจับเอาไว้

[แก้] อานุภาพกสิณ 10

กสิณ 10 ประการนี้ เป็นปัจจัยให้แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ตามนัยที่กล่าวมาแล้วในฉฬภิญโญ เมื่อบำเพ็ญปฏิบัติใน กสิณกองใดกองหนึ่งสำเร็จถึงจตตุถฌานแล้ว ก็ควรฝึกตามอำนาจที่กสิณกองนั้นมีอยู่ให้ชำนาญ ถ้าท่านปฏิบัติถึงฌาน 4 แล้ว แต่มิได้ฝึกอธิษฐานต่างๆ ตามแบบ กล่าวกันว่าผู้นั้นยังไม่จัดว่าเป็นผู้เข้าฌานถึงกสิณ

[แก้] อำนาจฤทธิ์ในกสิณในทางพุทธศาสนามีดังนี้
ปฐวีกสิณ มีฤทธิ์ดังนี้ เช่น เนรมิตคนๆ เดียวให้เป็นคนมากๆ ได้ ให้คนมากเป็นคนๆ เดียวได้ ทำน้ำและอากาศให้แข็งได้ สามารถย่อแผ่นดินให้ใกล้กำลังการในเดินทาง
อาโปกสิณ สามารถเนรมิตของแข็งให้อ่อนได้ เช่นอธิษฐานสถานที่เป็นดินหรือหรือหินที่กันดารน้ำให้เกิดบ่อน้ำ อธิษฐานหินดินเหล็กให้อ่อน อธิษฐานในสถานที่ขาดแคลนฝน ให้เกิดมีฝนอย่างนี้เป็นต้น
เตโชกสิณ อธิษฐานให้เกิดเป็นเพลิงเผาผลาญหรือให้เกิดแสงสว่างได้ ทำแสงสว่างให้เกิดแก่จักษุญาณ สามารถเห็นภาพต่าง ๆ ในที่ไกลได้คล้ายตาทิพย์ ทำให้เกิดความร้อนในที่ทุกสถานได้ เมื่ออากาศหนาว สามารถทำให้เกิดความอบอุ่นได้
วาโยกสิณ อธิษฐานจิตให้ตัวลอยตามลม หรืออธิษฐานให้ตัวเบา เหาะไปในอากาศก็ได้ สถานที่ใดไม่มีลมอธิษฐานให้มีลมได้
นีลกสิณ สามารถทำให้เกิดสีเขียว หรือทำสถานที่สว่างให้มืดครึ้มได้
ปีตกสิณ สามารถเนรมิตสีเหลืองหรือสีทองให้เกิดได้
โลหิตกสิณ สามารถเนรมิตสีแดงให้เกิดได้ตามความประสงค์
โอทากสิณ สามารถเนรมิตสีขาวให้ปรากฏ และทำให้เกิดแสงสว่างได้ เป็นกรรมฐาน ที่อำนวยประโยชน์ในทิพยจักขุญาณ เช่นเดียวกับเตโชกสิณ
อาโลกสิณ เนรมิตรูปให้มีรัศมีสว่างไสวได้ ทำที่มืดให้เกิดแสงสว่างได้เป็นกรรมฐานสร้างทิพยจักขุญาณโดยตรง
อากาสกสิณ สามารถอธิษฐานจิตให้เห็นของที่ปกปิดไว้ได้ เหมือนของนั้นวางอยู่ในที่แจ้ง สถานที่ใดเป็นอับด้วยอากาศ สามารถอธิษฐานให้เกิดความโปร่งมีอากาศสมบูรณ์เพียงพอแก่ความต้องการได้

[แก้] วิธีอธิษฐานฤทธิ์
วิธีอธิษฐานจิตที่จะให้เกิดผลตามฤทธิ์ที่ต้องการท่านให้ทำดังต่อไปนี้ ท่านให้เข้าฌาน 4 ก่อน
แล้วออกจากฌาน 4
แล้วอธิษฐานจิตในสิ่งที่ตนต้องการจะให้เป็นอย่างนั้น
แล้วกลับเข้าฌาน 4 อีก
ออกจากฌาน 4
แล้วอธิษฐานจิตทับลงไปอีกครั้ง สิ่งที่ต้องการจะปรากฏสมความปรารถนา



ข้อ.2 ผมอยากทราบว่าพี่ๆรู้ไหมครับพระเกจิท่านใดใช้กสิณใดในการปลุกเสกวัตถุมงคล

ยากไปไหมครับพี่ๆ แบบว่าอยากเรียนรู้เรื่องนี้ร่วมกับพี่เจครับ พี่เจเก่งครับ

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [อา. 07 ต.ค. 2555 - 13:56 น.]



โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [อา. 07 ต.ค. 2555 - 14:01 น.] #2491585 (1/25)
กระทู้ที่แล้วผมถามเรื่องนี้กับพี่เจ พี่เจตอบผมไว้อย่างน่ารับฟังว่า
----------------------------------------------------------------------------------------


โดยคุณ Phoenix (891) (115.67.67.*) [6 Oct 2012 19:59] #2490766 (31/40)

หลวงพี่ท่านหนึ่งที่วัดเล่าให้ผมฟังว่าที่วัดพายุพัดมาหนักจนหลังคากำลังจะเปิดหลวงปูท่านเดินไปที่ลมพายุพัดมาแล้วพายุหยุดทันทีแบบนี้เรียกว่าเตโชกสิณใช่ไหมครับพี่เจ



โดยคุณ Phoenix (891) (115.67.67.*) [6 Oct 2012 20:02] #2490769 (32/40)

ผมเห็นหลวงปู่ท่านอ่านหนังสือในที่มืดๆเวลาประมาณหนึ่งทุ่มเขาเรียกวิชากสิณไหมครับพี่ๆ



โดยคุณ Phoenix (891) (115.67.67.*) [6 Oct 2012 20:06] #2490776 (33/40)

หลวงพี่ท่านเดิมเล่าให้ฟังว่ามีพระจากนครปฐมนำมาขอให้หลวงปู่ปลุกเสกถึง3ครั้งในครั้งที่3หลวงปู่ท่านบอกพระรูปนั้นว่าเราปลุกเสกให้แล้วหมายถึงอะไรครับ นี่คือวิชาใดหรือครับพี่ๆ



โดยคุณ JCainfo (2450) (58.11.226.*) [6 Oct 2012 20:42] #2490823 (34/40)

กสิณไฟหรือเตโชกสิณเน้นด้านคงกระพันชาตรีครับพี่ทนาย การฝึกเตโชกสิณคือการเพ่งไฟเพื่อกำหนดจิตให้เป็นสมาธิ อย่างที่มีพระบางรูปรับศิษย์โดยการทดสอบให้เพ่งเทียนให้ดับ นั่นคือเตโชกสิณครับ บางท่านอาจเข้าใจว่าการเพ่งให้เทียนดับต้องใช้กลิณลมหรือวาโยกสิณแต่จริงๆ แล้วต้องเป็นเตโชกสิณ กำหนดจิตบังคับไฟครับ

การสยบพายุจะใช้กสิณลมหรือวาโยกสิณครับเพราะการฝึกกสิณแต่ละอย่างจะเป็นการฝึกจิตสมาธิเพื่อามารถควบคุมสิ่งนั้นๆ ได้ หรือสามารถใช้สะกดธาตุตรงกันข้ามได้

การอ่านหนังสือในที่มืดเป็นเตโชกสิณครับ

ขอให้ทานปลุกเสก 3 ครั้ง ในครั้งที่ 3 ท่านบอกว่าท่านเสกแล้วหมายถึงท่านได้กำหนดจิตอัดพลังลงไปจนเต็มแล้วครับ โดยท่านสามารถรับรู้ได้ด้วยฌาณถึงกระแสพลังที่ท่านตั้งจิตลงไปในวัตถุมงคลนั้นๆ แล้วครับ

ผมก็ฟังจากตาๆ ลุงๆ เล่ามาครับ ผิดถูกอย่างไรขอท่านพี่ช่วยชี้แนะครับ

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [อา. 07 ต.ค. 2555 - 14:09 น.] #2491598 (2/25)
อานุภาพกสิณ 10
กสิณ 10 ประการนี้ เป็นปัจจัยให้แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เมื่อบำเพ็ญปฏิบัติกสิณกองใดกองหนึ่งสำเร็จถึงจตุตถฌานแล้ว ก็ควรฝึกให้ชำนาญในกสิณนั้น ๆ ถ้าปฏิบัติถึงฌาน 4 แล้ว แต่มิได้ฝึกอธิษฐานต่าง ๆ ตามแบบ ท่านว่าผู้นั้นยังไม่จัดว่าเป็นผู้เข้าถึงกสิณ อำนาจฤทธิ์ในกสิณต่าง ๆ มีดังนี้
• ปฐวีกสิณ มีฤทธิ์ เช่น นิรมิตคน ๆ เดียวให้เป็นคนมากได้ ให้คนมากเป็นคน ๆ เดียวได้ ทำน้ำและอากาศให้แข็งได้
• อาโปกสิณ สามารถนิรมิตของแข็งให้อ่อนได้ เช่นอธิษฐานสถานที่เป็นดินหรือหินที่กันดารน้ำให้เกิดบ่อน้ำ อธิษฐานหินดินเหล็กให้อ่อน อธิษฐานในสถานมีฝนแล้งให้เกิดฝนอย่างนี้เป็นต้น
• เตโชกสิณ อธิษฐานให้เกิดเป็นเพลิงเผาผลาญ หรือให้เกิดแสงสว่างได้ ทำให้แสงสว่างเกิดแก่จักษุญาณสามารถเห็นภาพต่าง ๆ ในที่ไกลได้คล้ายตาทิพย์ ทำให้เกิดความร้อนในทุกที่ทุกสถานได้
• วาโยกสิณ อธิษฐานจิตในตัวลอยตามลม หรืออธิษฐานให้ตัวเบา เหาะไปในอากาศก็ได้ สถานที่ใดไม่มีลม อธิษฐานให้มีลมได้
• นีลกสิณ สามารถทำให้เกิดสีเขียว หรือทำสถานที่สว่างให้มืดครื้มได้
• ปีโตกสิณ สามารถนิรมิตสีเหลืองหรือสีทองให้เกิดได้
• โลหิตกสิณ สามารถนิรมิตสีแดงให้เกิดได้ตามความประสงค์
• โอทาตกสิณ สามารถนิรมิตสีขาวให้ปรากฎ และทำที่มืดให้เกิดแสงสว่างได้ เป็นกรรมฐานที่อำนวยประโยชน์ในทิพยจักษุญาณ เช่นเดียวกับเตโชกสิณ
• อาโลกกสิณ นิรมิตรูปให้มีรัศมีสว่างไสวได้ ทำที่มืดให้สว่างได้ เป็นกรรมฐานสร้างทิพยจักษุญาณโดยตรง
• อากาสกสิณ สามารถอธิษฐานจิตให้เห็นของที่ปกปิดไว้ได้ ล่องหนหายตัว เหมือนของนั้นวางอยู่ในที่แจ้ง สถานที่ใดอับด้วยอากาศ ก็สามารถอธิษฐานให้เกิดความโปร่งมีอากาศเพียงพอแก่ความต้องการได้

โดยคุณ โมบายล์ (1.6K)  [อา. 07 ต.ค. 2555 - 14:11 น.] #2491599 (3/25)
ข้อมูลยอดเยี่ยมมากครับ

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [อา. 07 ต.ค. 2555 - 14:20 น.] #2491611 (4/25)
สวัสดีครับพี่โมบายล์ได้เนื้อนวะเยอะไหมครับพี่ ถ้าได้เยอะน้องจะขอแบ่งบ้างครับ

โดยคุณ โมบายล์ (1.6K)  [อา. 07 ต.ค. 2555 - 14:29 น.] #2491619 (5/25)
หากพี่ทนายจะแบ่งมาเพิ่มทางนี้ยินดีมากครับ .. ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ

โดยคุณ พง_คลองหก (1.4K)  [อา. 07 ต.ค. 2555 - 14:30 น.] #2491621 (6/25)
ขออนุญาติ แจมด้วยครับ

อันนี้ผมก๊อปมาจาก กรรมฐาน 40

โดย พระมหาวีระ ถาวโร (ฤาษีลิงดำ)
วัดจันทาราม (ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี
18 มกราคม 2518

บทที่ 39

กสิณนี่มี ๑๐ อย่าง คำว่ากสิณ แปลว่า นิมิต ในที่บางแห่งกสิณเขาแปลว่า สะดึง เป็นนิมิตสำหรับจับ กสิณนี่เป็นกรรมฐานหยาบ มีสภาวะจัดได้ง่าย คือมีการทรงฌานสี่ทั้งหมดเป็นพื้นฐานของอภิญญาสมาบัติ
สำหรับกสิณทั้ง ๑๐ อย่างนี้ แบ่งออกเป็น ๒ พวกด้วยกัน กสิณพวกหนึ่งเป็นกรรมฐานกลาง จริตทั้งหมดทำได้โดยไม่ต้องเลือก นี่จุดหนึ่ง อีกพวกหนึ่งเป็นเฉพาะจริต สำหรับกสิณที่เป็นกรรมฐานกลางนี่มี ๖ อย่าง คือ ปถวิกสิณ เพ่งดิน, เตโชกสิณ เพ่งไฟ, อาโปกสิณ เพ่งน้ำ, วาโยกสิณ เพ่งลม, อากาสกสิณ เพ่งอากาศ และอาโลกกสิณ เพ่งแสงสว่าง ๖ อย่างนี้เป็นกสิณกลาง สำหรับจริต บรรดาพุทธบริษัททุกจริตทำได้โดยไม่ต้องเลือก เพราะเป็นของกลางๆ จะเป็นคนมีจริตไหนก็ตามใช้ได้ทั้งหมด นี่เรื่องกรรมฐานกับจริตนี่มีความสำคัญมาก ต้องจำให้ดีนะ ถ้าจำพลาดไปทำขวางกันเข้า มันไม่ค่อยเดิน มันไปเหมือนกันไปช้าๆ ไปขวางๆ
สำหรับกสิณอีก ๔ อย่างคือ โลหิตกสิณ กสิณสีแดง, นีลกสิณ กสิณสีเขียว, ปีตกสิณ กสินสีเหลือง, โอทาตกสิณ กสิณสีขาว ทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นกสิณที่เป็นคู่ปรับกับโทสะจริต คนที่โมโหโทโสมาก โกรธง่าย เจริญกสิณ ๔ อย่างนี่ อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อกสิณเกิดขึ้นเป็นฌานแล้ว อารมณ์ของโทสะก็จะคลายสลายตัวไป นี่การเจริญกรรมฐานให้เหมาะสมกับจริต คำว่าจริตแบบไหนมันนำหน้า เราก็คว้าแบบนั้นทำเสียก่อน ทำลายให้พินาศไปแล้วผลที่จะพึงได้ก็คือจิตสบาย
ตัวอย่างพระลูกชายนายช่างทอง ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เวลานั้นอัครสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครู คือ พระสารีบุตรมีกุลบุตรมาบวชด้วย เป็นลูกชายนายช่างทอง เป็นคนหนุ่มและเป็นคนรวย ท่านก็มาคิดว่าคนหนุ่มคนรวยก็ดีมักจะหนักไปในความเจ้าชู้ นี่พูดแบบภาษาไทยๆ ถ้าพูดแบบภาษาธรรมะก็ว่าเป็นคนมีราคจริต เพราะในฐานะคุณเธอเป็นคนโสดก็เลยคิดอย่างนั้น ในเมื่อท่านคิดแบบนี้แล้ว ท่านก็เลยให้กรรมฐานคืออสุภกรรมฐาน และกายคตาสติกรรมฐานที่


เราผ่านมาแล้ว ให้เธอเจริญเพื่อเป็นการทำลายราคจริตคือความรักสวยรักงาม เป็นอันว่าพรรษาหนึ่งทั้งพรรษาลูกชายนายช่างทองจะว่าไม่ได้ก็ไม่ได้ นั่งหลับตาภาวนาพิจารณาไปแต่จิตใจไม่มีอะไรเป็นผล เมื่อถึงเวลาออกพรรษาแล้ว พระสารีบุตรก็คิดว่ากุลบุตรผู้นี้ไม่ใช่วิสัยของตนที่ควรจะฝึก ควรจะเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า
นี่ตอนนี้อาจจะไม่เข้าใจ วานี่อย่างไรกันแน่ ความจริงมีอยู่ว่าบุคคลบางคนเขาบำเพ็ญบารมีมาเพื่อพระพุทธเจ้าทรงฝึกโดยตรง อันนี้คนอื่นฝึกไม่มีผล บางคนบำเพ็ญมาให้ใครจะฝึกก็ได้ อันนี้พระสาวกฝึกได้ผล ในสมัยเวลานี้ก็เหมือนกัน คนที่มาคณะเราทุกคนจะให้เขาได้ผลเหมือนกันกับเรา อย่างน้อยที่สุดเกิดสัทธาก็ไม่ได้เหมือนกัน ว่าโดยอัธยาศัยเดิมบารมีเดิมมาไม่มีมาเพื่อจะฝึกฝนได้ จะไปกะเกณฑ์ให้เขาได้มรรคได้ผลอันนี้ไม่ต้องพูดถึง หรือได้ฌานโลกีย์ก็ไม่ต้องพูดถึง แม้แต่ให้เขาเลื่อมใสสัทธามันก็ไม่มี นี่เรียกว่าไม่ใช่คนเป็นคู่ปรับกัน
เมื่อพระสารีบุตรดำริดังนั้นก็นำพระลูกชายนายช่างทองไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลให้ทรงทราบว่าอยู่กับท่านมา ๓ เดือน คือ ๑ พรรษา สอนอสุภกรรมฐานกับกายคตาสติในฐานะที่เป็นคนหนุ่มให้ระงับความพอใจในความสวยสดงดงามแล้วเธอไม่ได้อะไรเลย พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาแล้วได้ความทราบชัด คือพระพุทธเจ้าไม่ต้องนั่งเสียเวลาภาวนา เห็นเข้าก็รู้เลยว่าคนนี้ควรจะฝึกแบบไหนจึงได้ บอกพระสารีบุตร ดูก่อน สารีบุตร เธอกลับได้กุลบุตร ผู้มีสัทธาที่ตถาคตไม่สามารถจะสอนให้ได้มรรคผลนั้น ไม่มี เมื่อพระสารีบุตรลุกไปแล้ว องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงทราบว่าพระลูกนายช่างทองไม่ใช่คนมีราคจริต เป็นคนหนักไปในทางโทสะจริต คือ เป็นคนโมโหง่าย ฉะนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงให้โลหิตกสิณแทนที่จะให้อสุภกรรมฐาน โดยทรงเนรมิตดอกบัวทองคำขึ้นมาดอกหนึ่งมีสีแดง กสิณสีแดงนี่เขาเรียกว่า โลหิตกสิณ แล้วก็สั่งให้พระลูกนายช่างทองไปนั่งที่กองทรายหน้าวิหารโน่น เอาดอกบัวสีแดงไปปัก เอาก้านปักเข้ากับกองทรายลืมตาจำภาพให้ได้ เวลาหลับตานึกถึงภาพแล้วนั่งภาวนาว่าสีแดงๆ ๆ ให้ภาวนาไม่ใช้อะไร ให้ค้ำใจเข้าไว้ เกรงว่าใจมันยังจะกระสับกระส่าย คำภาวนาเป็นเครื่องโยงใจให้เข้าถึงจุด และถ้าหากว่าบังเอิญจิตใจมันฟุ้งซ่าน ภาพมันเลือนไปก็ลืมตาขึ้นมาดูใหม่ จำภาพได้แล้วภาวนา สีแดงๆ ๆ จนกระทั่งพระลูกนายช่างทองก็ไปปฏิบัติแบบนั้น คือเอาก้านปักลงไปกับทราย ทำเนินทรายขึ้นลืมตาจำภาพดอกบัว จำภาพได้แล้วก็หลับตา นึก

ถึงภาพว่าสีแดงๆ พอภาพนั้นมันเลื่อนไปจากใจก็ลืมตาดูใหม่ ทำอย่างนี้ ๒ – ๓ ครั้ง ปรากฏว่าเธอได้ฌาน ๔ ให้ดอกบัวนั้นเป็นสีแดง แต่ถ้าเวลาหลับตาไปภาวนาไปนึกถึงภาพดอกบัว ภาพองดอกบัวกลายจากสีแดง เป็นสีเหลือง จากสีเหลืองเป็นสีขาว กลายจากสีขาวเป็นสีประกายพรึกแพรวพราวจะบังคับให้ใหญ่ก็ได้ จะบังคับให้เล็กก็ได้ ให้สูงก็ได้ ให้ต่ำได้ อยู่ข้างหน้า อยู่ข้างหลังก็ได้ จนคล่องแคล่วดีแล้ว
องค์สมเด็จพระประทีปแก้วอยู่ ณ พระมหาวิหาร สมเด็จพระพิชิตมารจึงได้ดำริว่า เวลานี้พระลูกชายนายช่างทองได้ฌาน ๔ แล้ว ต่อไปเป็นตอนของวิปัสสนาญาณ ถ้าเราไม่ช่วยเธอๆ จะสามารถได้บรรลุมรรคผลไหม องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงทราบด้วยอำนาจพระพุทธญาณว่า ถ้าเราไม่ช่วยได้ได้มรรคผลแน่ เราต้องช่วย วิธีช่วยของพระองค์ พระองค์นั้นกำลังเพลิน เพลิดเพลินมีความสุขใจ จิตเป็นอุเบกขารมณ์ก็ทรงสบาย ไม่ต้องลืมตาเลย เห็นภาพดอกบัวแพรวพรายสวยสดงดงามบังคับให้ใหญ่ก็ใหญ่ บังคับให้เล็กก็เล็ก บังคับให้สูงก็สูง บังคับให้ต่ำก็ต่ำ บังคับให้อยู่ข้างซ้ายข้างขวาข้างหน้าข้างหลังนึกไปให้อยู่ที่ไหนก็ได้ตามความประสงค์เกิดความชื่นใจ
องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงเนรมิตดอกบัวเติมให้มีสีเศร้าหมองเหี่ยวแห้งลงไป พระลูกนายช่างทองเล่นฌานจนเพลิน มีความชุ่มชื่นดีแล้วก็ลืมตาขึ้นมาดูใหม่ดูดอกบัวสีแดง คราวนี้ความสดใสของดอกบัวไม่ปรากฏ สีก็เศร้าหมอง กลีบก็เหี่ยว เกสรก็แห้ง เอ๊ะ นี่มันป็นอย่างไรกันแน่ ท่านก็มานึกในใจว่ามันอย่างไรกันนี่ เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่ เอา มันจะเหี่ยวมันจะแห้งก็ช่างมัน ก็มานึกในใจว่า ชีวิตและร่างกายของคนกับดอกบัวนี่มันมีสภาพคล้ายคลึงกัน เมื่อมีความเกิดขึ้นแล้วก็มีความเปลี่ยนแปลงไป สึกหรอร่อยหรอลงไปแบบนี้ มันหาอะไรคงที่ไม่ได้ พิจารณาแบบนี้ไปจนชื่นใจ เห็นภาพก็คงเป็นไปตามเดิม สำหรับภาพเป็นประกายตามเดิม แต่ว่าดอกบัวจริงๆ เศร้าหมอง จิตใจก็คงที่ลดลงไปจากอำนาจกิเลส
ต่อมา องค์สมด็จพระบรมโลกเชษฐ์ทรงเห็นจิตของเธอหดเหี่ยวลงไปเล็กน้อยแล้วชักจะหมดกำลัง เห็นว่าร่างกายมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์แบบนี้มันหาอะไรทรงตัวไม่ได้ องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงได้เนรมิตดอกบัวให้มีกลีบหล่นเกสรหล่น ความเหี่ยวแห้งปรากฏก้านค้อมลงไปจนทนไม่ไหว เรียกว่าหมดสภาพของความเป็นดอกบัว เธอพิจารณาตามปกติพอสบายใจลืมตามาดูดอกบัวใหม่ เอาแล้ว เมื่อกี้แค่เหี่ยวเท่านั้น เวลานี้
กลีบที่หล่นหมดแล้วหรือนี่เกสรก็ร่วง มันงอหงิกเหี่ยวจะตายอยู่แล้ว มันแห้งไปเสียหมดแล้ว ก็เลยหลับตาใหม่ มานั่งนึกถึงชีวิตของตัว โอ หนอ ร่างกายของเรานี้ไม่ต่างกับพืชพรรณธัญญาหารถึงดอกบัวนี้เดิมก็ดีเป็นสาระเป็นแก่นสาร มีความแข็งแรงมาก เป็นดอกบัวทองคำแล้วอยู่ๆ ต่อมาก็เหี่ยวแห้งลงไป เวลานี้กลีบดอกบัวทั้งหลายก็หล่นหมด เกสรก็ร่วงหมดความแห้งปรากฏมาก ก้านที่เหี่ยวแห้งลงไปไม่สามารถจะต้านทานแม้แต่ฝักเล็กๆ ที่เป็นของเดิมภายในก็หักลงไป
แล้วมานั่งพิจารณาว่าชีวิตและร่างกายของเรานี้ก็เหมือนกับดอกบัว มันไม่มีอะไรเป็นของจีรังยั่งยืน ไม่มีอะไรคงที่ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แปร ปรวนไปในท่ามกลาง สลายตัวไปในที่สุด ขณะที่ทรงตัวก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ดอกบัวเหี่ยว ดอกบัวบานไม่รู้ตัวว่ามันจะทุกข์ เพราะไม่มีจิตใจ แต่เราเป็นคนที่มีจิตใจ ใจจับอยู่ในกาย ไปยึดถือว่าร่างกายเป็นเราเป็นของเรา มันก็มีความทุกข์เพราะว่าร่างกายนี้เป็นของธรรมดา มันมีความทรุดโทรมเป็นของธรรมดา เป็นเรื่องต่อไปข้างหน้า อันนี้เป็นความจริงแท้ นี่ดอกบัวกับเรามีสภาพอย่างนั้น ในเมื่อทรุดโทรมลงไปแล้ว ในที่สุดมันก็สลายตัวลงไป หมดสภาพฉันใด แม้ชีวิตและร่างกายเราก็มีสภาพเช่นนั้น คือว่ามันเกิดแล้วไม่ช้ามันก็สลาย มันก็พังลงไป
ตอนนี้ละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ท่านก็เลยหมดอาลัยในชีวิต หมดอาลัยในร่างกาย คิดอยู่ว่านี่เรามาหลงร่างกายว่ามันเป็นเรามันเป็นของเรา มันจะสภาพคงที่ แต่เนื้อแท้ที่จริง เวลาที่เราเกิดใหม่ๆ มันเกิดเป็นเด็ก เวลานี้มันโตเป็นผู้ใหญ่ มันมีการเจริญขึ้นเหมือนกับดอกบัวที่เกิดมาใหม่ๆ มันก็เล็กเป็นตุ่มน้อย ต่อมามันก็ขยายตัวมีความเจริญถึงบานเต็มที่ บานเต็มที่แล้วก็ในที่สุดดอกบัวก็คลายตัวมาถึงความเหี่ยวแห้งแล้วก็สลายตัว ชีวิตของเราก็เหมือนกัน ร่างกายของเราก็จะมีสภาพเหมือนดอกบัวอย่างนี้ ในที่สุดก็จะล้มทับพื้นปฐพี เรียกว่าตาย มีประโยชน์อะไร เป็นอันว่าร่างกายของเรานี้ มีสภาพใช้ไม่ได้ ไม่ควรคบ คือมันมีสภาพกลับกลอกไม่คงที่ จะบำรุงบำเรออย่างไรก็ตามที มันก็ไม่หยุดยั้งในการเสื่อมเพื่อจะสลายตัว เมื่อท่านมาพิจารณาแบบนี้แล้วก็คิดว่า ถ้าง่วงการเกิดขึ้นมามันไม่มีประโยชน์ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ขึ้นชื่อว่าร่างกายที่มีสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างนี้คิดว่าไม่ควรจะมีกับเราอีก
เพราะอาศัยอารมณ์ที่จับอยู่ฌาน ๔ เกิดปัญญา มันเกิดมาก ความแหลมคมมาก กำลังใจมีกำลังสูง ชั่วครู่เดียวเธอก็สำเร็จอรหัตผล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา
นี่ตัวอย่างในการเจริญกสิณ กสิณทุกกองมีสภาพเหมือนกัน เกี่ยงแต่เพียงว่าสีสันวรรณะเท่านั้น ให้เป็นไปตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกสิณ ๔ อย่าง กสิณสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว นี่เป็นกสิณสำหรับทำลายโทสะ ความโกรธและความพยาบาทความคิดประทุษร้าย จะเป็นเพราะเหตุใดก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ลักษณะแห่งการเพ่งเหมือนกัน ทำไมจะเข้าไปทำลายโทสะ ทำลายพยาบาท อันนี้ห้ามถาม ถามตอบไม่ได้ ถ้าจะตอบให้ได้ก็ต้องถามต่อ ไม่ถามดีกว่า ไม่จำเป็น ให้จำไว้ก็แล้วกัน ว่ากสิณ ๑๐ อย่าง ๖ อย่างเป็นกสิณสำหรับกสิณกลาง จริตอย่างไหนทำได้หมด คือ ปถวีกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ อาโปกสิณ อากาสกสิณ โอทาตกสิณ ๖ อย่างนี่เป็นกรรมฐานกลางขอบอกไว้เลยมันมี ๑๐ อย่าง มีอรูปฌานอีก ๔ เป็นกรรมฐานกลาง แต่อรูปฌานต้องได้กสิณอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนแล้วจึงจะได้ สำหรับกสิณอีก ๔ อย่าง คือ สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว นี้เป็นกสิณสำหรับชำระจิตที่ประกอบด้วยความโกรธ ความพยาบาท เป็นกาจองล้างจองผลาญ แต่ว่าทั้ง ๔ อย่างนี้เราก็ไม่จำเป็นที่ต้องว่าครบ ๔ อย่าง แต่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น พระลูกชายนายช่างทอง และถ้าทำตรงกับจริตจริงๆ ไม่วางมือไม่ละภาระเสีย จะบรรลุมรรคผลได้โดยง่าย
*************
ขอบคุณครับ...

โดยคุณ พง_คลองหก (1.4K)  [อา. 07 ต.ค. 2555 - 14:35 น.] #2491626 (7/25)
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเก่า
ผมจ้างเขาพิมพ์เก็บไว้นาน......แล้วครับ


โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [อา. 07 ต.ค. 2555 - 14:35 น.] #2491627 (8/25)
ขอบคุณมากครับพี่ พง_คลองหก ได้ศึกษาเรื่องแบบนี้ไว้บ้างก็ดีนะครับ วิทยาศาสตร์ยังตามไม่ทัน

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [อา. 07 ต.ค. 2555 - 14:37 น.] #2491629 (9/25)
พี่ พง_คลองหก พอจะอธิบายฤทธิ์ อันเกิดจากการฝึกกสิณให้ห้องๆฟังได้ไหมครับพี่ ผมเคยอ่านของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า นี่ที่สุดของที่สุดเลยครับ

โดยคุณ พง_คลองหก (1.4K)  [อา. 07 ต.ค. 2555 - 14:54 น.] #2491643 (10/25)

ผมก็อ่านมาอีกทีครับ..

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [อา. 07 ต.ค. 2555 - 14:59 น.] #2491650 (11/25)
ไม่เป็นไรครับพี่รอท่านผู้รู้ท่านอื่นมาแจม

โดยคุณ uthai08 (2.5K)  [อา. 07 ต.ค. 2555 - 16:53 น.] #2491739 (12/25)
ขอบคุณครับพี่.

โดยคุณ supap (1.6K)  [อา. 07 ต.ค. 2555 - 18:13 น.] #2491811 (13/25)
อันนี้ไม่รู้เรื่องเลยครับ 555555555

โดยคุณ Phoenix (2.9K)(2)   [อา. 07 ต.ค. 2555 - 18:41 น.] #2491860 (14/25)
สวัสดีครับพี่สุภาพไม่มีอะไรครับพี่เริ่มจากศูนย์เหมือนกันศึกษาเรื่องวัตถุมงคลผมว่าเรื่องนี้สำคัญมากครับ

โดยคุณ สิงห์บุรี (217)  [อา. 07 ต.ค. 2555 - 19:12 น.] #2491908 (15/25)
ขอบคุณครับพี่Phoenix.....สงสัยต้องค่อยๆทำความเข้าใจครับ

โดยคุณ Phoenix (2.9K)(2)   [อา. 07 ต.ค. 2555 - 19:49 น.] #2491967 (16/25)
สวัสดีครับพี่สิงห์บุรีต้องค่อยๆทำความเข้าใจครับพี่แล้วว่างๆเรามาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องนี้กันครับพี่

โดยคุณ Hippy_chon (1.8K)  [อา. 07 ต.ค. 2555 - 20:45 น.] #2492051 (17/25)
ขอรับฟังข้อมูลดีๆครับ พี่ทนายครับที่ว่าอ่านหนังสือตอนทุ่มหนึ่งนี้ ไม่ได้เปิดไฟใช่ไหมครับ
ผมเข้าใจถูกไหมครับ

โดยคุณ _DomeO_ (3.2K)  [อา. 07 ต.ค. 2555 - 20:53 น.] #2492059 (18/25)
ตอนนี้ระยองฝนตก-น้ำท่วมไหมครับ เดือนนี้ลูกชายปิดเทอมว่าจะไปเที่ยวระยองพายุดันเข้าซะได้อยู่แต่กทม.เบื่อจังครับ คิดถึงระยองจัง จะพาลูกไปกราบหลวงปู่อีก หากมีโอกาศดีๆคงได้เจอกันนะครับพี่ Phoenix

โดยคุณ Phoenix (2.9K)(2)   [อา. 07 ต.ค. 2555 - 20:57 น.] #2492063 (19/25)
สวัสดีครับพี่hippy_chonถูกต้องครับผมเห็นเป็นประจำเลยครับพี่

โดยคุณ Phoenix (2.9K)(2)   [อา. 07 ต.ค. 2555 - 21:00 น.] #2492068 (20/25)
ระยองฝนตกทุกวันครับพี่โดมน้ำยังไม่ถึงกับท่วมครับพี่ยินดีต้อนรับพี่โดมและครอบครัวเสมอครับพี่มาก็รบกวนเมลมาบอกล่วงหน้าสักหน่อยครับพระพร้อมมาเกือบปีที่จะให้หลานครับพี่

โดยคุณ Jingjaipra (99)  [จ. 08 ต.ค. 2555 - 00:08 น.] #2492349 (21/25)
ต้องมีสมาธิ. สมาธิต้องได้ก่อน
ตัดอะไรได้บ้าง. ก่อนที่จะมาฝึก. ต้องฝึกจิต. ไม่มีกิเลส. ไม่โลภ. ไม่หลง. จิตเป็นกลาง. ความถูกต้อง. ความเป็นไปได้. ความเป็นจริง. ต้องรับได้. ไม่เบี่ยงเบน. ผิดพราดก็คือผิดพราด. ไม่แก้ตัว. ถึงจะเริ่มฝึกได้ครับ

โดยคุณ Jingjaipra (99)  [จ. 08 ต.ค. 2555 - 00:09 น.] #2492353 (22/25)
ต้องมีครูอาจารย์คอยชี้แนะและฝึกด้วยตัวเราเองด้วยนะครับ.

โดยคุณ jcainfo (6K)  [จ. 08 ต.ค. 2555 - 07:15 น.] #2492474 (23/25)
ตามอ่านมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ ได้สาระดีมีประโยชน์มากๆ ครับพี่ทนาย

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [จ. 08 ต.ค. 2555 - 08:41 น.] #2492521 (24/25)
ขอบคุณครับท่าน Jingjaipra เห็นภาพชัดเจนเลยครับ

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [จ. 08 ต.ค. 2555 - 08:43 น.] #2492523 (25/25)
ขอบคุณครับพี่เจ คิดว่าค่อยๆเรียนรู้ร่วมกันน่าจะเป็นประโยชน์ดีเหมือนกันครับพี่

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www5