 (N)
สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น มีวัดอารามอันศักดิ์สิทธิ์ที่นิยมใช้สถานที่ทำพิธีสำคัญต่าง ๆ ในช่วงศึกสงครามมากมายหลายแห่ง แต่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดสมัยกรุงศรีอยุธยาคือ วัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา นับได้ว่าเป็นแหล่งตำนานแห่งตำราพิชัยสงครามของไทยโดยแท้ เพราะเป็นแหล่งรวบรวมสรรพวิชาต่าง ๆ ทั้งพระเวทย์ ไสยเวทย์ การแพทย์แผนโบราณ ไว้ครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง
ตามประวัติวัดพุทไธศวรรย์ สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) เมื่อครั้งตั้งพลับพลาที่ประทับระหว่างทรงอพยพมาสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีประมาณ พ.ศ. ๑๘๙๖ และทรงเรียกสถานที่นั้นว่า พระตำหนักเวียงเหล็ก ในยุคหลังกลายเป็นสถานที่สำคัญใน การฝึกอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารไทยเมื่อวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๓๕ วัดพุทไธศวรรย์ได้เป็นสถานที่ประกอบพิธียิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติไทย โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์พระสังฆราชฝ่ายซ้ายคู่กับสมเด็จพระวันรัตน์ (พนรัตน์) วัดป่าแก้ว (วัดเจ้าพระยาไทหรือวัดใหญ่ชัยมงคล) พระสังฆราชฝ่ายขวา ได้ทำพิธีอาบน้ำว่านศักดิ์สิทธิ์ถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วีรกษัตริย์ยอดนักรบ ก่อนทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา อุปราชแห่งเมืองหงสาวดีของพม่า จนได้รับชัยชนะ ด้วยพระองค์ทรงฟันพระมหาอุปราชาด้วยพระแสงของ้าวขาดสะพายแล่งสิ้นพระชนม์บนคอช้าง จนกองทัพพม่าแตกพ่ายกลับไป จากนั้นมาไม่มีเมืองใดชาติใดยกทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยาอีกนานหลายปี
ในตำนานระบุว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช วีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย ก็เคยทรงร่ำเรียนพระเวทย์และอาบน้ำว่านยาวิเศษจากพระอาจารย์ชาวไทยพระอาจารย์ชาวพม่า มหาเถรคันฉ่อง จนฝรั่งสมัยนั้นขนานนามพระองค์ว่า ราชาแห่งไฟ เนื่องจากทรงอาบว่านยาบนไฟที่ลุกโชนจนผิวหนังไหม้เกรียม เพื่อความคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด ปลอดภัย อันเป็นที่มาของพระนามว่า พระ องค์ดำ หลังเสร็จศึกกับพม่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงบูรณะวัดพุทไธศวรรย์ ทรงสร้างพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทาน้ำรักสีดำประดิษฐานในพระอุโบสถด้วย ซึ่งได้รับการเรียกขานว่า หลวงพ่อองค์ดำ ตราบจนทุกวันนี้
นอกเหนือจากพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อดำแล้ว ในวัดพุทไธศวรรย์ยังมีพระปรางค์องค์ใหญ่ศิลปะขอมโบราณตั้งตระหง่านอยู่บนฐานไพที มีลักษณะย่อเหลี่ยมมีบันไดขึ้น ๒ ทาง ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ส่วนทิศเหนือและทิศใต้มีมณฑป ๒ หลัง ในมณฑปมีพระประธานประดิษฐานอยู่ ในอดีตเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระสังฆราชฝ่ายซ้าย โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ประเภทพระอารามหลวง ได้รับประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘
ในตำนานระบุว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช วีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย ก็เคยทรงร่ำเรียนพระเวทย์และอาบน้ำว่านยาวิเศษจากพระอาจารย์ชาวไทยพระอาจารย์ชาวพม่า มหาเถรคันฉ่อง จนฝรั่งสมัยนั้นขนานนามพระองค์ว่า ราชาแห่งไฟ เนื่องจากทรงอาบว่านยาบนไฟที่ลุกโชนจนผิวหนังไหม้เกรียม เพื่อความคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด ปลอดภัย อันเป็นที่มาของพระนามว่า พระ องค์ดำ หลังเสร็จศึกกับพม่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงบูรณะวัดพุทไธศวรรย์ ทรงสร้างพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทาน้ำรักสีดำประดิษฐานในพระอุโบสถด้วย ซึ่งได้รับการเรียกขานว่า หลวงพ่อองค์ดำ ตราบจนทุกวันนี้
นอกเหนือจากพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อดำแล้ว ในวัดพุทไธศวรรย์ยังมีพระปรางค์องค์ใหญ่ศิลปะขอมโบราณตั้งตระหง่านอยู่บนฐานไพที มีลักษณะย่อเหลี่ยมมีบันไดขึ้น ๒ ทาง ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ส่วนทิศเหนือและทิศใต้มีมณฑป ๒ หลัง ในมณฑปมีพระประธานประดิษฐานอยู่ ในอดีตเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระสังฆราชฝ่ายซ้าย โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ประเภทพระอารามหลวง ได้รับประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ |