ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : ---> หลวงปู่ทิม .... หลวงปู่พวง <-------

(N)
มีอาจารย์ท่านหนึ่งเมตตาเล่าให้ฟังว่า

ท่านจับพลังวิเศษได้ด้วยญาณสมาบัติด้วยการปฏิบัติพระกรรมฐานอยู่เป็นนิจศีล

ด้วยศรัทธาหลวงปู่ทิม วัดระหารไร่ จึงได้บูชาไม่เคยห่างกายได้ทดสอบบารมีด้วยการจับพลังเหรียญหลวงปู่ทิม ท่านบอกว่ายากที่จะหาเหรียญใดในปฐพีนี้เทียบได้ ( เป็นความเห็นของพระอาจารย์)

ต่อมาไม่นานได้มีลูกศิษย์ของท่านได้นำเหรียญพระใหม่ไปขอให้ท่านช่วยจับพลัง เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่พวง วัดน้ำพุสามัคคี จังหวัดเพชรบูรณ์ ดูแล้วท่านเป็นพระใหม่ในวงการแต่ที่เพชร์บูรณ์ถือว่าเป็นรุ่นเดอะและลายครามขนานแท้อาวุโสพรรษามากองค์หนึ่ง

พระอาจารย์ได้ทดสอบจับพลังให้ ท่านได้ขอยืมเอาไว้ 3 วันด้วยยังไม่มั่นใจ ได้นำเข้าห้องสวดมนต์ลองแล้วลองอีกจนเชื่อว่าไม่ผิด ได้บอกลูกศิษย์ไปว่า ในคอเรามีหลวงปู่ทิมอยู่เหรียญเดียวถือว่าวิเศษหาที่ใหนเปรียบได้ ไม่นึกว่ายุคนี้จะมีพลังบารมีที่ถึงกันได้ขนาดนี้ เป็นเหรียญที่ไม่สวยแต่อานุภาพมากนักยากจะหาคู่เปรียบ

ฟังมาก็เล่าผ่านกันไป เป็นวิทยาทาน

โดยคุณ มโนมยิทธิ (582)(1)   [พ. 20 มิ.ย. 2555 - 22:21 น.]



โดยคุณ lek_devils (645)  [พ. 20 มิ.ย. 2555 - 22:35 น.] #2305161 (1/17)

มีนวะ 1 เหรียญกำลังเดินทางมาๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

โดยคุณ kor_kai (1.1K)(1)   [พ. 20 มิ.ย. 2555 - 22:36 น.] #2305164 (2/17)

โดยคุณ มโนมยิทธิ (582)(1)   [พ. 20 มิ.ย. 2555 - 22:40 น.] #2305172 (3/17)


(N)
ร่วมรำลึกถึง หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ระยอง

เนื่องด้วยทุกวันที่ ๑๖ มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิดของ พระเดชพระคุณเจ้า ท่านพระครูภาวนาภิรัต หรือ หลวงปู่ทิม อิสริโก แห่งวัดละหารไร่ ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง พระผู้อยู่ในดวงใจชาวระยอง ทุกครัวเรือน คลอดจนผู้ที่ศรัทธาทั่วประเทศ.

หลวงปู่ทิม ท่านเปรียบเสมือนช้างเผือกที่อยู่ในป่า ดังคำกล่าวของบรรดาพระเกจิอาจารย์หลายท่านที่เคยกล่าวคำสรรญเสริญท่าน ไม่ว่าจะเป็นท่าน หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว หลวงพ่อเงิน วัดอนยายหอม เป็นต้น.
ชาติกำเนิด

หลวงปู่ทิม นามเดิมของท่านชื่อ ทิม งามศรี เป็นบุตรของนายแจ้ นางอินทร์ งามศรี มีนิสัยเดิมชอบเป็นคนพรานคะนอง ออกเที่ยวล่าสัตว์แต่มิเคยนำมาทำการค้า โดยใช้เลี้ยงชีวิตและครอบครัวเรื่อยมา จนถึงอายุ ๑๙ ปีเศษ จึงได้รับการถูกคัดเลือกเป็นทหารประจำการในสมัยนั้น โดยท่านอยู่ที่กรุงเทพฯ ถึง ๔ ปีเศษ จึงได้รับการปลดประจำการกลับสู่ภูมิลำเนาบ้านเกิดของท่าน บิดาของท่านจึงได้ขอให้ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เพื่อที่จะได้เกาะชายผ้าเหลืองของท่าน ซักครั้งในชีวิต.
อุปสมบท

หลวงปู่ทิม ท่านได้เข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์ โดยได้อุปสมบทเมื่อวันที่ ๗ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๙ ตรงกับปีมะแม เดือน ๖ วันเสาร์ ขึ้น ๗ ค่ำ โดยมีท่านพระคุณเจ้า พระอุปัชฌาย์ขาว วัดทับมา เป็นพระอุปัชฌายะ และพระอาจารย์สิงห์ เป็นพระอนุกรรมวาจา พระอาจารย์เกตุ เป็นพระกรรมวาจารย์ ณ พัทธสีมา วัดละหารไร่ ได้รับฉายาว่า อิสริโก.
การศึกษาทางด้านพุทธาคม

ศึกษากับท่านพระครูขาว พระอุปัชฌาย์ของท่าน ที่วัดทับมา ๑ พรรษา ต่อจากนั้นท่านได้เดินทางไปศึกษาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับ ท่านหลวงพ่อโด่ วัดนามะตูม จ.ชลบุรี ๒ พรรษา นอกจากนั้นท่านยังได้ศึกษาวิชากับพระเกจิอาจารย์แถว จ.ชลบุรีอีกหลายท่านด้วยกัน รวมทั้งที่เป็น ฆราวาสก็มีเท่าที่ท่านเล่าให้ฟัง เช่น โยมเริ่ม โยมรอด และ โยมสาย ทั้งสามท่านที่กล่าวมานี้เป็นฆราวาสที่มีวิชาอาคมสูงมาก เป็นที่นับถือของชาวบ้านในละแวกนั้นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นท่านได้ศึกษาตามตำราที่ท่านได้รับมรดกตกทอดจากท่าน หลวงปู่สังฆ์เฒ่า อดีตเจ้าอาวาสวัดเก๋งจีน ที่มีศักดิ์เป็นปู่แท้ๆของท่าน โดยท่านเคยเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่สังฆ์เฒ่าองค์นี้ท่านเก่งมากๆ ขนาดน้ำลายที่ท่านถ่มลงพื้น โดนพื้นยังแตกเลย และท่านยังเป็นผู้ก่อตั้งวัดละหารไร่ ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดเก๋งจีน ในสมัยนั้นอีกด้วย.
บุญบารมีและเกียรติคุณตลอดจนผลงานของหลวงปู่ทิม ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

๑ หลวงปู่ทิม ท่านสามารถสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ของวัดละหารไร่ให้แล้วเสร็จภายในเวลา ๑ปี

๒ ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ก็สามารถดำเนินการสร้างให้แล้วเสร็จได้ภายในเวลา ๑ ปีเศษเช่นกัน

๓ หอฉันมหาอุตตโม สามารถสร้างให้แล้วเสร็จได้ภายในเวลา ๔ เดือน

จากผลงานที่กล่าวมา หลวงปู่ทิม อิสริโก ถือว่าท่านเป็นพระที่มีบุญญาธิการ ตลอดจน บุญบารมีเป็นอย่างมาก เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะสามารถดำเนินการสร้างเสสนะต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมดให้แล้วเสร็จได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว.
วัตถุมงคล ที่ท่านได้เมตตาให้สร้างขึ้น

วัตถุมงคลทุกรุ่นที่หลวงปู่ทิมท่านได้เมตตาปลุกเสก เป็นที่เสาะแสวงหาและมีความต้องการเป็นอย่างมากในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น

๑ เหรียญรุ่นแรก และ รุ่นต่างๆของท่าน ตั้งแต่เหรียญรุ่นเจริญพร รุ่นครบ ๘ รอบ เหรียญผูกพัทสีมา และ เหรียญนั่งพาน มีความต้องการเป็นอย่างมากในบรรดาผู้ที่ศรัทธา และ นับถือท่าน ในปัจจุบัน.

โดยคุณ pockykung (1.2K)  [พ. 20 มิ.ย. 2555 - 22:41 น.] #2305175 (4/17)
ดูที่เวบนี้ครับ http://www.siamshop.com/0c54vo4gd76j630-category11255

โดยคุณ มโนมยิทธิ (582)(1)   [พ. 20 มิ.ย. 2555 - 22:47 น.] #2305187 (5/17)


(N)
กราบนมัสการหลวงปู่พวง ฐานวโร วัดน้ำพุสามัคคี เพชรบูรณ์

เจอตัวแล้ว!!! หลวงพ่อที่ม้วนตะกรุดให้หลวงพ่อทบ เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วเป็นพระหนุ่มตอนนี้อายุ 87 ปี 66 พรรษาแถมมีวาจาสิทธิ์

หลวงปู่ลมัย สำนักสวนสมุนไพร เคยบอกเป็นนัยๆ ว่า " เพชรบูรณ์ ยังมีช้างเผือกอีกเชือกหนึ่ง ชื่อหลวงพ่อพวง อยู่วัดน้ำพุ เขาแทนฉันได้ ของท่านมีรัศมีดีเหลือเกิน "

ค้นประวัติ สืบความรู้ สืบดูแน่ชัด องค์นี้ ศิษย์แท้ๆหลวงพ่อทบ วัดชนแดน,หลวงพ่อเขียน สำนักขุนเณร และหลวงพ่ออ้วน วัดดงขุย เสกก้อนหินบ้าง ก้านธูปบ้างให้ศิษย์เอาไปใช้ กันปืนได้,ขวานฟันไม่เข้า,รถชนไม่เป็นไร

หลวงปู่พวง วัดน้ำพุสามัคคีองค์นี้ อายุ 87 ปี 66 พรรษา ( เกิด พ.ศ.2468 ) บวชเมื่อเป็นเณร อายุครบบวชพระก็บวชเลย เรียนวิชากับหลวงพ่อทบ มากที่สุด (น่าจะเป็นศิษย์ที่อยู่กับหลวงพ่อทบนานที่สุดในปัจจุบันนี้ ) หลวงพ่อทบรักมาก สอนให้หมด ทั้งพาไปฝากให้เรียนวิชากับหลวงพ่อเขียน ด้วยตัวของท่านเอง ตอนอยู่กับหลวงพ่อทบ ท่านมีหน้าที่ช่วยหลวงพ่อทบ จารตะกรุดมั่งม้วนมั่ง ถักมั้ง ตอนอยู่กับหลวงพ่อเขียน ท่านมีหน้าที่ตักน้ำใส่ถัง ให้หลวงพ่อเขียนทำน้ำมนต์ ต่อมาท่านฝากตัวเรียนวิชากับหลวงพ่ออ้วน วัดดงขุย ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า หลวงพ่ออ้วนรับศิษย์ยากมาก ถ้าไม่เก่งจริงไม่มีพื้นฐาน ท่านจะปฏิเสธแต่กับหลวงพ่อพวง ท่านทดสอบจนแน่ใจว่า จิตดี บารมีสูง จึงรับเป็นศิษย์ต่อวิชาชั้นสูงให้

ไม่จำเป็นไม่สร้าง !!! วัตถุมงคลหลวงปู่พวง ถ้าไม่ถึงกาลไม่ถึงวาระจริงๆ ท่านไม่สร้างถ้าสร้างแล้วทำแล้ว ต้องเสกให้ถึงจริงๆให้เป็นของวิเศษจริงๆ พึ่งพาอาศัยได้จริง ยกชีวิต ยกฐานะได้จริง อุปมาดั่ง พลิกฟ้า พลิกดิน ได้จริง ท่านถึงจะสร้าง ท่านว่าถ้าทำแล้วดีกว่าท่อนไม้หน่อยเดียว เราจะทำทำไม ?? ถ้าทำแล้วช่วยเขาไม่ได้เราจะทำทำไม ??? เสียชื่อครูอาจารย์เรา !! ที่วัดน้ำพุสามัคคีจึงไม่สร้างพระพร่ำเพรื่อ ทั้งที่ลูกศิษย์รอวัตถุมงคลของท่านมานานนับสิบๆปี และทั้งที่วัดมีสภาพทรุดโทรมน่าบูรณะตั้งนานแล้ว ถามว่า เมื่อไม่มีพระเครื่องแล้วลูกศิษย์ที่นับถือท่านได้อะไรกลับไป ตอบได้ว่า ท่านหยิบอะไรได้ คว้าอะไรไกล้มือได้ เอามาเสกให้ทั้งนั้น ก้อนหินบ้างใบไม้บ้าง ก้านธูปบ้าง ซึ่งก็ปรากฏว่าของที่ท่านให้ไป มีพุทธคุณสูง ช่วยศิษย์ได้ทั้งนั้น

เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่พวงสร้างออกมาเพื่อซ่อมแซมเสนาสนะภายในวัดเมื่อต้นปี๕๕ ลูกศิษย์ลูกหาเช่ากันล้นหลามแม้กระทั่งมาเลสิงค์โปรเหมารถบัสมาเช่ากันถึงวัดด้วยความศรัทธา

ศาลาการเปรียญ กุฏิ หอสวดมนต์ ใช้เวลาในการสร้างใน ๑ ปี ด้วยบารมีหลวงปู่พวง

โดยคุณ boysuper (942)  [พ. 20 มิ.ย. 2555 - 22:49 น.] #2305196 (6/17)
?????? ใครพอจะให้ข้อมูลผมได้บ้างครับว่าการจับพลังเขาต้องฝึกอะไรมาบ้างครับถึงจะสามารถจับได้ (หมายถึงบุคลทั่วๆๆไปนะครับ) พอดีผมเคยเห็นที่วัดระฆัง ก็มีจับพลังครั้งละ 5 บาท แล้วอีกที่คนส่งหนังสือพิมพ์ที่ย่านประตูน้ำเขาก็บอกว่าจับพลังได้ชอบมาลองจับพลังแล้วบอกว่าดีในด้านเหนียว เมตาและอื่นๆๆ??????
( ขออนุญาติเจ้าของกระทู้ด้วยนะครับพอดีสงสัยมานานแล้ว )

โดยคุณ JCainfo (6K)  [พ. 20 มิ.ย. 2555 - 22:57 น.] #2305209 (7/17)
ผมเคยมีนวะแต่กำลังเดินทางไปหาเจ้าของใหมครับ

โดยคุณ lek_devils (645)  [พ. 20 มิ.ย. 2555 - 22:59 น.] #2305211 (8/17)

โดยคุณ มโนมยิทธิ (582)(1)   [พ. 20 มิ.ย. 2555 - 23:16 น.] #2305240 (9/17)


(N)


กราบนมัสการ หลวงปู่ขุ้ย วัดซับตะเคียน พระเกจิอีกรูปของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่กราบได้สนิทใจ

พระอธิการวิชัยรัตน์ ฐิตธัมโม (หลวงปู่ขุ้ย) แห่งวัดซับตะเคียน ต.ท่าด้วง อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์

“พระอธิการวิชัยรัตน์ ฐิตธัมโม” หรือ หลวงปู่ขุ้ย แห่งวัดซับตะเคียน ต.ท่าด้วง อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ เป็นพระภิกษุที่มีใจใฝ่ปฏิบัติธรรมและรักษาธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด จนได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากญาติโยมเป็นอย่างยิ่ง

แม้ล่วงวัย 88 ปี 66 พรรษา แต่ร่างกายยังดูแข็งแรง เดินเหินคล่องแคล่ว ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรมาทำเป็นยารักษาโรคให้แก่ชาวบ้านได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย

นอกจากนี้ หลวงปู่ขุ้ยยังเป็นพระเกจิสายพระครูวิชิตพัชราจารย์ หรือ หลวงพ่อทบ วัดช้างเผือก อ.เมืองเพชรบูรณ์ อีกด้วย

อัตโนประวัติ ถือกำเนิดในสกุล ท่อนทอง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2464 ที่บ้านท่ามะทัน ต.ท่าอีบุญ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ โยมบิดา-มารดา ชื่อนายทองดีและนางทองสุข ท่อนทอง

วัยเยาว์เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่บ้านเกิด พออายุได้ 12 ปี บิดาถึงแก่กรรม จึงได้บรรพชา แต่ด้วยความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา เมื่อเผาศพบิดาเสร็จ โยมมารดาได้ขอให้ลาสิกขา แต่สามเณรไม่ยินยอม

จากนั้นได้เดินทางไปหาหลวงพ่อทบที่วัดชนแดน เพื่ออยู่รับใช้อุปัฏฐาก ตักน้ำ เทกระโถนน้ำหมาก ล้างบาตร ปัดกวาดเสนาสนะ ด้วยความเมตตาที่หลวงพ่อทบมีต่อสามเณรขุ้ย ท่านได้ถ่ายทอดสรรพวิชาคาถา การทำตะกรุดโทน ลงเลขยันต์คาถา ผ้ายันต์ และได้ศึกษาวิปัสนากัมมัฏฐานและกำหนดจิต

ผลสัมฤทธิ์ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สามเณรขุ้ยมีความชำนาญอย่างยิ่ง

ครั้นอายุได้ 22 ปี สามเณรขุ้ย ได้เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดศรีมงคล อ.หล่มสัก เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2486 โดยมีพระมหาหยวก เจ้าคณะอำเภอหล่มสัก เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการคำปัน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการวันดี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ฐิตธมโม หมายความว่า ผู้มีจิตใจตั้งมั่นในธรรม

ภายหลังอุปสมบท อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอุปัชฌาย์ 2 พรรษา จึงได้กราบลา เดินทางไปจำพรรษายังวัดชนแดน เพื่อศึกษาเล่าเรียนวิทยาคมและปฏิบัติกัมมัฏฐาน

เมื่อการปฏิบัติธรรมแก่กล้า ท่านได้กราบลาหลวงพ่อทบ ออกเดินท่องธุดงควัตรไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ

ในที่สุด หลวงปู่ได้เดินทางมายังบ้านท่าด้วง ได้เล็งเห็นความเจริญที่จะเกิดขึ้นแก่หมู่บ้านนี้ในอนาคต ประกอบกับมีป่าไม้ แหล่งน้ำไหลผ่าน ท่านจึงได้หยุดธุดงค์ และชักชวนชาวบ้าน สร้างวัดขึ้นที่หมู่บ้านซับตะเคียน

หลวงปู่ขุ้ย อยู่จำพรรษาชักชวนชาวบ้านเข้าวัด ฟังธรรม รักษาศีล จนเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของชาวบ้านตราบเท่าทุกวันนี้ รวมทั้งได้รับแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดซับตะเคียนแห่งนี้

ด้านวัตถุมงคล หลวงปู่ขุ้ยได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อทบ บรรดาคณะศิษยานุศิษย์ที่รู้ในกิตติศัพท์ด้านวิทยาคมของท่าน จึงได้ขอร้องให้ท่านจัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อนำเงินมาจัดสร้างเสนาสนะ ศาลา อุโบสถ

ปัจจุบัน ได้สร้างเสร็จเรียบร้อย สมดังเจตนารมณ์

วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมสูงคือ ตะกรุดโทน ตะกรุด 9 ชั้น รูปหล่อลอยองค์ และอีกหลายรุ่น วัตถุมงคลที่สร้างขึ้นมีผู้มาขอบูชาหมดไปในเวลาไม่นาน และผู้ที่เช่าหาวัตถุมงคลของท่านต่างมีประสบการณ์แคล้วคลาดต่างๆ มากมาย

นอกจากนี้ ท่านยังรดน้ำมนต์ให้แก่ญาติโยม ในแต่ละวันจึงมีผู้เดินทางไปกราบไหว้หลวงปู่ขุ้ยจำนวนมาก

หลวงปู่ขุ้ยเป็นพระที่ทันสมัย ใช้ธรรมะสั่งสอนชาวบ้าน ให้รู้จักทำมาหากินด้วยความสุจริต มีความอดทน ขยันหมั่นเพียร มิให้ลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข ใช้ชีวิตอย่างสมถะ และพอเพียง ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หลวงปู่ขุ้ย ถือเป็นผู้นำทางคุณธรรมศีลธรรมของชาวบ้านซับตะเคียนอย่างแท้จริง ด้วยความที่เป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่สะสม และยึดติดในอติเรกลาภ ชาวบ้านทั้งอำเภอ ต่างจังหวัด จึงให้ความเคารพศรัทธา ด้วยกุศลจิตอย่างแท้จริง

นับได้ว่า เป็นพระดีอีกรูปหนึ่งแห่งเมืองมะขามหวาน.

โดยคุณ แก้วสระบุรี (7.9K)(1)   [พฤ. 21 มิ.ย. 2555 - 00:47 น.] #2305337 (10/17)
สาธุครับ

โดยคุณ jcainfo (6K)  [พฤ. 21 มิ.ย. 2555 - 07:29 น.] #2305417 (11/17)
เหรียญหลวงปู่พวงรุ่นแรกนี้ ไม่เป็นเพียงแค่รุ่นแรกเท่านั้นครับ แต่ยังเป็นรุ่นที่ครบทุกด้าน เรียกว่าดีนอกและดีใน คือ เจตนาการสร้าง ชนวนมวลสารและหลวงปู่ที่ปลุกเสกเป็นพระดีน่าเลื่อมใส ดังนั้น ผมว่าเหรียญรุ่นนี้จึงเลี่ยมขึ้นคอได้อย่างสนิทใจอีกรุ่นครับ

ผมก็มีพี่ที่ฝ่ายเก่าสามารถจับพลังพระเครื่องได้ ผมทดสอบมาหลายครั้งแล้วว่า "ของจริง" ครับ น่าเสียดายที่ตอนนี้ผมย้ายฝ่ายมาอยู่อีกที่หนึ่งก็เลยไม่ได้เจอกันครับ

โดยคุณ มโนมยิทธิ (582)(1)   [พฤ. 21 มิ.ย. 2555 - 19:55 น.] #2306175 (12/17)


(N)
กราบนมัสการ หลวงพ่อผอง ธัมมธีโร วัดพรหมยาม พระเกจิอีกรูปของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่กราบได้สนิทใจ


"พระครูธีรพัชโรภาส" หรือ "หลวงพ่อผอง ธัมมธีโร" เป็นพระเกจิดังแห่งเมืองมะขามหวาน และเป็นศิษย์สืบสายธรรมรูปสุดท้ายของ หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ หรือ พระครูวิชิตพัชราจารย์ วัดพระพุทธบาทชนแดน พระเกจิชื่อดังเมืองเพชรบูรณ์

หลวงพ่อผอง สิริอายุ 84 พรรษา 64 เป็นเจ้าอาวาสวัดพรหมยาม ต.สามแยก อ.วิเชียร บุรี จ.เพชรบูรณ์ และที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลสระประดู่

อัตโนประวัติหลวงพ่อผอง นามเดิมว่า ผอง อินทรผล เกิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2467 ที่บ้านหันน้อย ต.หนองมะเขือ อ.พล จ.ขอนแก่น โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายหลอดและนางบุญโฮม อินทรผล

ช่วงวัยเยาว์ ศึกษาเล่าเรียนและจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบำรุงไทย 2 อ.พล ซึ่งในสมัยนั้น ถือว่าผู้จบการศึกษาในระดับนี้ สามารถรับราชการได้อย่างสบาย แต่ด้วยใจที่ใฝ่ในธรรม เมื่ออายุครบ 20 ปี ท่านได้รบเร้าให้บิดามารดา พาไปอุปสมบท

ต่อมาเข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดบ้านเรือ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น โดยมีพระครูปฏิพัทธ์ธรรมคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์

ภายหลังอุปสมบท ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดบ้านเรือ โดยพระครูปฏิพัทธ์ธรรมคุณ ได้เมตตาสอนการวิปัสสนากัมมัฏฐาน และทำสมาธิเจริญจิตตภาวนาให้แก่ท่าน พร้อมกันนี้ ท่านยังได้ศึกษาพระปริยัติธรรมไปด้วย จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท และสอบได้นักธรรมชั้นเอกในภายหลัง

ต่อมา ท่านได้กราบลาพระครูปฏิพัทธ์ธรรมคุณ เพื่อออกเดินท่องธุดงควัตรแสวงหาความวิเวก ตามเทือกเขาชัยภูมิ ไปจนถึง จ.พิจิตร

ท่านได้ทราบว่า หลวงพ่ออ้วน หรือพระครูวิชาญพัชรกิจ เจ้าอาวาสวัดสว่างเนตร ต.ดงขุย อ.ชนแดน เป็นพระเกจิที่เรืองวิทยาคม จึงได้เดินทางมาฝากตัวขอเป็นศิษย์ ซึ่งหลวงพ่ออ้วนก็ไม่ขัดข้อง ได้ถ่ายทอดวิทยาคม อีกทั้ง หลวงพ่อผอง ได้รับใช้ตอบแทนคุณ ด้วยการเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมให้แก่พระภิกษุ-สามเณร ในวัดสว่างเนตรและวัดใกล้เคียง ช่วยกิจการด้านพระพุทธศาสนา เป็นเวลา 10 พรรษา

ก่อนได้กราบลาไปอยู่จำพรรษากับหลวงพ่อทบ ที่วัดพระพุทธบาทเขาน้อย อ.ชนแดน เพื่อศึกษาพุทธาคมและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งหลวงพ่อทบยินดีถ่ายทอดสรรพวิชาให้ หลวงพ่อทบ เน้นย้ำว่า "การจะปลุกเสกพระเครื่องและเครื่องรางของขลังให้ศักดิ์สิทธิ์นั้น ใจจะต้องนิ่งสงบ ปราศจากกิเลส จิตจะต้องแข็งได้ฌาน จะปลุกเสกอะไรสิ่งนั้นก็จะดีไปทั้งหมด"

หลวงพ่อผอง ได้รับใช้อุปัฏฐากหลวงพ่อทบ คอยช่วยเหลือกิจการคณะสงฆ์ โดยหลวงพ่อทบได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะอำเภอชนแดน ส่วนตัวท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม จนได้รับแต่งตั้งจากหลวงพ่อทบให้เป็นพระใบฎีกา และเป็นพระคู่สวด ขณะที่หลวงพ่อทบ ถูกนิมนต์ให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ในเขตพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์

เวลาผ่านไป 10 ปี หลวงพ่อผอง ได้กราบลาหลวงพ่อทบ เพื่อออกท่องธุดงควัตรไปตามสถานที่ต่างๆ จนมาถึงบ้านพรหมยาม ต.สามแยก อ.วิเชียรบุรี ซึ่งขณะนั้นเป็นพื้นที่ป่า เต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด

พ.ศ.2506 หลวงพ่อผอง ได้ร่วมกับชาวบ้าน สร้างวัดพรหมยาม จัดสร้างกุฏิ ศาลาการเปรียญ เสนาสนะต่างๆ

แม้จะมีกุฏิที่ญาติโยมร่วมกันสร้างให้ แต่หลวงพ่อผองยังคงอาศัยอยู่ในกุฏิไม้หลังเล็กที่ไม่มีสิ่งของอำนวยความสะดวกอย่างอื่น แม้แต่มุ้งก็ไม่มี แต่ปรากฏว่าไม่มียุงหรือแมลงไปตอมหรือกัดหลวงพ่อผองแต่อย่างใด

เมื่อปี พ.ศ.2531 หลวงพ่อผอง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลสามแยก และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูธีรพัชโรภาส

วัดพรหมยาม ได้รับการยกฐานะเป็นวัด เมื่อปี พ.ศ.2514 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ปี พ.ศ.2520 ปัจจุบัน วัดพรหมยาม มีพระภิกษุ-สามเณร จำพรรษาปีละกว่า 20 รูป เสนาสนะภายในวัด ประกอบด้วย อุโบสถ กุฏิที่พักสงฆ์ จำนวน 12 หลัง ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ 1 หลัง ศาลาธรรมสังเวช 2 หลัง ศาลาโรงครัว หอระฆัง ห้องสมุด หอสวดมนต์ อย่างละ 1 หลัง

วัตถุมงคลหลวงพ่อผอง ที่คณะศิษย์ได้จัดสร้างขึ้นในวาระต่างๆ ได้รับความนิยมสูง ไม่ว่าจะเป็นพระมหาว่านพิมพ์สมเด็จ เหรียญรุ่นแรกปี 2531 และ 2536 รูปหล่อลอยองค์ รุ่นแรก ปี 2536 ซึ่งผู้ที่มีไว้ในครอบครอง ล้วนแต่มีประสบการณ์อัศจรรย์ แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตราย

โดยคุณ Ottokung (1K)  [พฤ. 21 มิ.ย. 2555 - 20:17 น.] #2306200 (13/17)
สุดยอดมากๆครับ ข้อมูลดีๆแบบนี้ อ่านแล้วเกิดศรัทธา
ขอบคุณมากๆครับ

โดยคุณ หนึ่งข้าวแกง (0)(1)   [ศ. 22 มิ.ย. 2555 - 18:02 น.] #2307556 (14/17)
ดีดีครับ

โดยคุณ ปุ้ยสาธุ (133)(1)   [ส. 23 มิ.ย. 2555 - 23:10 น.] #2309510 (15/17)
สาธุด้วยความนับถือคับขอแสดงตนว่าเป็นคนที่นับถือหลวงพ่อทบมากคับ ทุกวันนี้บูชาท่านขึ้นคอไว้เสมอครับ ปี2491ครับ เดินทางอุ่นใจมากครับ
และส่วนตัวถือว่าเป็นศิษหลวงพ่อผ่อง คนหนึ่งครับ บ้านผมอยู่ใกล้วัดเลยครับ อาบนํ้ามนท่านประจําคับรถที่บ้านทุกคันท่านเจิมให้หมดครับ ไม่เคยชนหนักครับคลาดแคล้วเสมอ ประสบการณ์ส่วนตัวครับพี่ชายพาพี่สะใภ้ไปฝากท้องครับที่ตัวเมืองขากลับฝนตกครับถนนลื่นรถที่ขับไปเยียบนํ้ารถหมุนบนถนนครับ ผลคือรถลงข้างทางตัวรถห่างจากหลักกิโลแค่ฝ่ามือเดียวคับ คิดเอาเถอะครับถ้าฟาดเข้าหลักกิโลเข้าจะเป็นอย่างไร หลานผมในท้องพี่สะใภ้จะเป็นอย่างไร สนิทใจมากครับที่จะกราบท่าน และภูมิใจมากครับที่บ้านเกิดมีพระเกจิที่น่านับถือจําวัดคับ อย่าอิจฉากันนะครับ ประสบการณ์ยังมีอีกมากจริงๆๆคับ เนื่องจากใช่โทรศัพท์โพสท์ครับ อาจจะพิพมพ์ผิดถูกบ้างต้องขออภัยด้วยครับ

โดยคุณ yod-bell (3.3K)  [พฤ. 12 ก.ค. 2555 - 15:02 น.] #2341274 (16/17)
สุดยอดครับ

โดยคุณ yod-bell (3.3K)  [ส. 14 ก.ค. 2555 - 12:21 น.] #2345711 (17/17)
เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่พวง สุดยอดครับ ถ้าสัมผัสพลังแบบผิวเผินดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ถ้าสัมผัสลึกลงไปในพลังที่หลวงปู่ได้ทำการเสกนั้น ต้องบอกว่าสุดยอดจริงๆครับ ครบทุกด้านและแรงมากๆ ขึ้นอยู่กับจิตผู้นั้นจะสื่อถึงและะสัมผัสถึงพลังนั้นได้หรือเปล่าเท่านั้นเองครับ เพราะจิตแต่ล่ะคน จะสัมผัสพลังได้ไม่เท่ากันครับ.

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www5