เตือนกันสักนิด สำหรับผู้ปกครองทั้งหลาย อย่าหวังพึ่งพระท่านอย่างเดียวครับ
ในประเทศไทย การจมน้ำเป็นปัญหาสำคัญอันดับหนึ่ง ที่ทำให้เด็กเกิดการบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิต ในแต่ละปีมีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตกว่า 1,500คน เฉลี่ยวันละ 4 คน โดยจมน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อน้ำ ทะเลสาบ แม่น้ำ สระว่ายน้ำ และอ่างน้ำภายในบ้าน และพบว่าช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม เป็นช่วงที่พบเด็กจมน้ำมากที่สุด เหตุมักเกิดมากที่สุดในช่วงเวลาบ่ายของวันหยุด
สาเหตุการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กอายุ 1-4 ขวบ มักเกิดจากการเผอเรอของผู้ปกครอง ผู้ดูแล โดย พบการจมน้ำสูงในภาชนะกักเก็บน้ำ เช่น ถังน้ำ อ่างน้ำ กะละมัง เนื่องจากเด็กไม่สามารถดูแลตนเองได้ จึงขอเตือนผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กต้องดูแลเด็กใกล้ชิด ไม่ควรคลาดสายตาแม้เพียงชั่วขณะ เช่น รับโทรศัพท์ ล้างจาน ตากผ้า หรือเผลองีบหลับ ขณะที่เด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป มักเกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และเด็กว่ายน้ำไม่เป็น จะพบการจมน้ำสูงในแหล่งน้ำใกล้ๆ บ้านและแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ร่องน้ำ คู คลอง แม่น้ำ ทะเล เนื่องจากผู้ปกครองผู้ดูแลคิดว่าสิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้านหรือในละแวกบ้าน ไม่มีอันตราย
ขอให้ผู้ปกครองระวังดูแลบุตรหลาน อย่าปล่อยให้เด็กลงไปเล่นน้ำตามลำพัง สอนเด็กให้รู้จักอันตรายจากการเล่นน้ำ ดูแลสภาพแวดล้อมรอบๆบ้าน เช่น ทำรั้วกั้นบริเวณแหล่งน้ำ คู คลอง และควรสอนเด็กให้ว่ายน้ำเป็น สำหรับวิธีการป้องกันเด็กจมน้ำ คือ ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดอย่าให้คลาดสายตา ควรดูแลไม่ให้เด็ก ลงเล่นน้ำเพียงลำพัง และถึงแม้ว่าเด็กจะว่ายน้ำเป็น ก็ไม่ควรปล่อยให้เด็กไปเล่นน้ำ จับปลา พายเรือ หรือว่ายน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ ตามลำพัง เพราะเด็กอาจได้รับอันตรายจากสัตว์มีพิษที่อาศัยอยู่ใต้น้ำ เช่น งู ปลิง และเตือนเด็กหากพบเห็นเพื่อนจมน้ำ ควรห้ามไม่ให้เด็กลงไปช่วยเหลือเอง ควรแจ้งให้ผู้ใหญ่ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเข้าช่วยเหลือแทนพร้อมประยุกต์ใช้อุปกรณ์ชูชีพจากวัสดุที่หาง่ายและใกล้ตัวเพื่อช่วยชีวิตเด็กจมน้ำ เช่น แกลลอน เปล่าปิดฝา ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา กรณีเด็ก การช่วยเหลือคนตกน้ำหรือจมน้ำที่ถูกต้อง ไม่ควรลงไปช่วย แต่ควรช่วยด้วยการใช้อุปกรณ์โยนหรือยื่นให้คนตกน้ำหรือจมน้ำแล้วลากขึ้นฝั่ง เป็นต้น |
|