ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : ขอเชิญชม เหรียญแห่งตำนาน..ทีจัดให้จองยาวนานที่สุด



(N)


มาชมภาพแห่งประวัติสาตร์กันครับ

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:05 น.]



โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:08 น.] #1743952 (1/53)


(N)


มาชมภาพแห่งประวัติสาตร์กันครับ ที่วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา วันที่ 28 มกราคม2554 เวลา 09.09 น.

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:11 น.] #1743954 (2/53)


(N)


มาชมภาพแห่งประวัติสาตร์กันครับ ที่วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา วันที่ 28 มกราคม2554 เวลา 09.09 น.

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:12 น.] #1743955 (3/53)


(N)


ที่วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา วันที่ 28 มกราคม2554 เวลา 09.09 น.

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:13 น.] #1743956 (4/53)


(N)


ที่วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา วันที่ 28 มกราคม2554 เวลา 09.09 น.

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:15 น.] #1743957 (5/53)


(N)


ที่วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา วันที่ 28 มกราคม2554 เวลา 09.09 น.

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:16 น.] #1743960 (6/53)


(N)


ที่วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา วันที่ 28 มกราคม2554 เวลา 09.09 น.

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:17 น.] #1743961 (7/53)


(N)


ที่วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา วันที่ 28 มกราคม2554 เวลา 09.09 น.

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:21 น.] #1743963 (8/53)


(N)


วันนี้นำภาพ หลวงพ่อพุน วัดบ้านแพน
ปลุกเษกวัตถุมงคลดูเข้มชลัง สุดยอดมากๆๆครับ
พระครูสุวรรณศีลาธิคุณ หรือหลวงพ่อพูน ฐิตสีโล มีนามเดิมว่า ทองพูน นามสกุล สัญญะโสภี ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๕ (แรม ๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีวอก) โยมบิดาชื่อแบน โยมมารดาชื่อสมบุญ สัญญะโสภี ณ บ้านสามกอ หมู่ ๑ ตำบลสามกอ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
หลวงพ่อพูนหรือเด็กชายทองพูนในขณะนั้นได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากโรงเรียนศรีรัตนานุกูล หรือปัจจุบันนี้คือโรงเรียนวัดบ้านแพน ?ศรีรัตนานุกูล? จนกระทั่งจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ จึงได้ออกจากโรงเรียนมาช่วยพ่อแม่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง จนกระทั่งอายุได้ ๑๔ ปี จึงได้ติดตามหลวงปู่คำปัน พระธุดงค์มาจากจังหวัดลำพูน ขึ้นไปเมืองเหนือเป็นเวลา ๑ ปี จึงได้กลับมายังบ้านเกิดโดยสำเร็จวิชาด้านโหราศาสตร์กลับมา เมื่ออายุเพียง ๑๕ ปี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ นายทองพูนจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านแพน จากคำชวนของหลวงพ่อวาสน์ เจ้าอาวาสวัดบ้านแพนในขณะนั้น เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๔๙๒ โดยมี พระปลัดแจ่ม วัดโพธิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งในปีนั้นเองสามเณรทองพูนก็สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี และ หลังจากบรรพชาเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยได้ ๓ ปี สามเณรทองพูนจึงได้อุปสมบท เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ปีมะโรง โดยมีพระครูปริยัติคุณูปการณ์ (วาสน์) วัดบ้านแพน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูเกษมคณาภิบาล (หลวงพ่อมี) วัดมารวิชัย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวิบูลย์ธรรมศาสน์ (หลวงพ่อสังวาลย์)วัดกระโดงทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ สำเร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์เวลา ๐๘.๐๐ น. ได้รับนามฉายาว่า ?ฐิตสีโล? จากนั้นจึงได้ตั้งใจสอบนักธรรมชั้นโทและ ชั้นเอกได้สำเร็จภายใน ๒

การศึกษาพุทธาคม

ในด้านพระเวทย์วิทยาคมหลวงพ่อพูนท่านได้สนใจและได้ศึกษาในเรื่องพุทธเวทย์มหามนต์ซึ่งเป็นศาสตร์
แห่ง ?พุทธ? มาตั้งแต่อายุ ๑๔ ปี โดยในเวลานั้นได้ติดตามหลวงปู่คำปัน พระธุดงค์ที่มาจากภาคเหนือขึ้นไปอาศัยอยู่ภาคเหนือเป็นเวลา ๑ ปี จึงได้กลับมาบ้านเกิดพร้อมทั้งตำราการดูดวงที่ถือได้ว่าแม่นยำอย่างหาใครเปรียบได้ยาก ไม่เพียงแค่นั้นหลวงพ่อพูนท่านยังได้ฝึกเรียนกรรมฐานกับอาจารย์พริ้งฆราวาสจอมขมังเวทย์ในย่าน
บ้านแพน และได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำน้ำมนต์มาจากอาจารย์พริ้งจนจบหลักสูตรวิชา จึงเป็นเหตุให้น้ำพระพุทธมนต์ที่หลวงพ่อพูนทำขึ้นมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก สามารถใช้ขับไล่ภูตผี ปีศาจ เสนียดจัญไรได้อย่างชะงัด
นอกจากอาจารย์พริ้งแล้วหลวงพ่อพูนยังได้ร่ำเรียนวิชามาจากอาจารย์ลพ เกตุบุตร ซึ่งเป็นพี่ชายของหลวงพ่อวาสน์พระอุปัชฌาย์ของท่าน และเป็นศิษย์เอกของอาจารย์จาบแห่งตำบลสำเภาล่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยหลวงพ่อพูนได้รับการถ่ายทอดวิชาการลงยันต์ตรีนิสิงเห ซึ่งเป็นยันต์ที่หลวงพ่อมักใช้จารลงในแผ่นยันต์หรือแหวนอยู่เสมอ ๆ สำหรับครูบาอาจารย์ที่เป็นพระสงฆ์นั้น หลวงพ่อพูนได้ศึกษาวิชามาจากหลวงพ่อมี วัดมารวิชัย ที่เป็นพระกรรมวาจาจารย์ของท่าน จนมีความเชี่ยวชาญด้านพระเวทย์เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายวิชาพระคาถาชินบัญชรอันลือลั่นของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่แม้ว่าหลวงพ่อมีจะมีความเชี่ยวชาญในพระคาถานี้อย่างหาผู้ใดเทียบได้ยาก เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ยังชมหลวงพ่อพูนว่า ?มีความเชี่ยวชาญพระคาถาชินบัญชรมากกว่าท่าน?
งานการปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบัน

หลังจากที่หลวงพ่อพูนบวชได้เพียง ๔ พรรษา คือ ในพ.ศ. ๒๔๙๙ ก็ได้รับการมอบหมายจากหลวงพ่อวาสน์พระอุปัชฌาย์ของท่าน และเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านแพนในขณะนั้น ให้หลวงพ่อเป็นพระกรรมวาจาจารย์
คือเป็นพระคู่สวดประจำวัดบ้านแพน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สำคัญ ๆ ที่ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อวาสน์
เจ้าอาวาสวัดบ้านแพน คือ พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบ้านแพน พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้รับการมอบหมายให้เป็นรองเจ้าอาวาสวัดบ้านแพน วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๗
เนื่องจากหลวงพ่อ พระครูปริยัติคุณูปการณ์ (วาสน์) ท่านชราภาพมาก ท่านมีอายุถึง ๘๕ ปี ท่านจึงได้รับการยกฐานะเป็นเจ้าอาวาส
และเจ้าคณะตำบลกิตติมศักดิ์ หลวงพ่อพูนท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านแพน
ต่อจากหลวงพ่อวาสน์ มาจนถึงปัจจุบันนี้ ภายหลังจากที่หลวงพ่อพูนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส
วัดบ้านแพน ท่านได้ปกครองดูแลวัดและทำการก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะและถาวรวัตถุต่าง ๆ
ภายในวัดบ้านแพนให้เจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด จนในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๓ หลวงพ่อจึงได้รับพระมหากรุณาฯจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแต่งตั้งสมณศักด
ิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท (จร.ชท.) ในราชทินนามที่ ?พระครูสุวรรณศีลาธิคุณ?
วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ มีหน้าที่เป็นประธานและรับผิดชอบในการบรรพชาอุปสมบท และมีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๐๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอน พระอุปัชฌาย์
สำหรับงานและภาระหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์อำเภอเสนานั้น ท่านได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ๆ
ดังนี้ คือ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสุวรรณาราม
เจ้าคณะภาค ๒ในขณะนั้น ให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะอำเภอเสนา พ.ศ. ๒๕๔๓ ในปีนี้หลวงพ่อพระครูเสนาคณานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอเสนาในขณะนั้นท่านได้ลาออกจากตำแหน่ง เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงมอบหมายให้หลวงพ่อเป็น ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะอำเสนา และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอเสนา ในวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
และในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ หลวงพ่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้า ฯ พระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์
เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นเอก (จอ.ชอ.)


สำหรับงานในหน้าที่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์อำเภอเสนาในปัจจุบันนี้ หลวงพ่อต้องรับภาระหน้าที่ดูแลวัดจำนวน ๓๓ วัด โดยแบ่งการปกครองเป็น ๖ ตำบล มีพระภิกษุในพรรษา ๔๑๑ รูป นอกพรรษา ๓๓๗ รูป มีพระครูสัญญาบัตร ๑๘ รูป พระอุปัชฌาย์ ๑๐ รูป พระทรงปาฏิโมกข์ ๓๘ รูป พระมหาเปรียญธรรม ๗ รูป มีการประชุมคณะสงฆ์ ทุก ๆ ๒ เดือน คือ ประชุมในวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน คี่

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:22 น.] #1743964 (9/53)


(N)


พระครูสุวรรณศีลาธิคุณ หรือหลวงพ่อพูน ฐิตสีโล

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:23 น.] #1743965 (10/53)


(N)


พระครูสุวรรณศีลาธิคุณ หรือหลวงพ่อพูน ฐิตสีโล

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:24 น.] #1743966 (11/53)


(N)


พระครูสุวรรณศีลาธิคุณ หรือหลวงพ่อพูน ฐิตสีโล

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:25 น.] #1743967 (12/53)


(N)


พระครูสุวรรณศีลาธิคุณ หรือหลวงพ่อพูน ฐิตสีโล

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:26 น.] #1743968 (13/53)


(N)


พระครูสุวรรณศีลาธิคุณ หรือหลวงพ่อพูน ฐิตสีโล

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:30 น.] #1743969 (14/53)


(N)


พระเทพสีมาภรณ์ หรือ หลวงพ่อนวล

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:31 น.] #1743970 (15/53)


(N)


พระเทพสีมาภรณ์ หรือ หลวงพ่อนวล

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:31 น.] #1743971 (16/53)


(N)


พระเทพสีมาภรณ์ หรือ หลวงพ่อนวล

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:32 น.] #1743973 (17/53)


(N)


พระเทพสีมาภรณ์ หรือ หลวงพ่อนวล

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:37 น.] #1743976 (18/53)


(N)


ประวัติหลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว

ชาติภูมิ

หลวงพ่อเพิ่ม ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์เดือนมีนาคม พศ.2469 ตรงกับปีขาล เดือน4 ณ บ้านกลึง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเป็นบุตรคนที่ 3 ของโยมบิดาชื่อ นายเล็ก บำรุงสุข โยมมารดาชื่อนางแพร บำรุงสุข

ชีวิตวัยเยาว์
หลวงพ่อเพิ่มได้เริ่มการศึกษาเบื้องต้นที่วัดช่างเหล็ก โดยเรียนกับพี่ชาย จนกระทั่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จึงบรรพชาเป็นสามเณร อยู่ที่วัดบางยี่โถ เพื่อศึกษาอักขระขอม และบทสวดมนต์ต่างๆ

ต่อมาบิดาล้มป่วยลง ท่านจึงลาสิกขาออกมาเพื่อช่วยงานทางบ้านประกอบอาชีพ และเมื่ออายุครบเกณฑ์ทหาร ท่านได้เป็นทหารรับใช้ชาติอยู่ 2 ปี

ครั้นพอออกจากทหาร มารดาของท่านได้เสียชีวิต ท่านจึงตัดสินใจอุปสมบท เมื่อ พ.ศ.2493 ณ วัดสีกุก อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูประโชติวุฒิกร (หลวงพ่อโชติ) วัดป้อมแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูถาวรธรรมคุณ วัดสีกุก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูไพโรจน์ วัดเสาธง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา "อตฺตทีโป" แปลว่า "ผู้มีประทีปแห่งตน"

จากนั้นหลวงพ่อเพิ่มได้จำพรรษาอยู่ที่วัดสีกุกเพื่อเล่าเรียนวิชาเป็นเวลา 2 ปีก่อนที่จะย้ายมาอยู่วัดป้อมแก้วตามคำแนะนำของหลวงพ่อโชติและที่นี่เองท่านได้สำเร็จการศึกษาในขั้น นักธรรมเอกอีกด้วย

การศึกษาพุทธาคม

หลวงพ่อเพิ่มท่านได้สนใจศึกษาวิชาอาคมอย่างจริงจัง เมื่อครั้งย้ายมาจำพรรษาที่วัดป้อมแก้ว โดยได้รับการถ่ายทอดมาจาก หลวงพ่อโชติ อดีตเจ้าอาวาส ในขณะนั้น ผู้ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อห่วง วัดบางยี่โถ ในสายพุทธาคมของ หลวงปู่ปั้น วัดพิกุล สุดยอดพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของ จ.พระนครศรีอยุธยา ในอดีต

โดยในขั้นแรก ท่านได้เริ่มจากการเขียนอักขระเลขยันต์ต่างๆ จนได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อโชติ ให้เป็นผู้เขียนอักขระยันต์แทนหลวงพ่อโชติ ช่วงที่ท่านมีอายุมาก และสายตาไม่ดี

ต่อมาหลวงพ่อเพิ่มได้รับการมอบหมายให้จารอักขระเลข ยันต์ต่างๆ รวมทั้งการนั่งปรกปลุกเสกแทนหลวงพ่อโชติอีกด้วย จนกระทั่งหลวงพ่อโชติมรณภาพ หลวงพ่อเพิ่มจึงได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป้อมแก้ว แทน ตั้งแต่ พ.ศ.2511 เป็นต้นมา จนถึงทุกวันนี้

หลวงพ่อเพิ่ม ได้ใช้วิชาความรู้ต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนมา พัฒนาวัดป้อมแก้วตลอดเวลา จนทำให้สภาพของวัดดีขึ้นเรื่อยๆ และมีความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ดังที่เห็นในทุกวันนี้

ปัจจุบัน

หลวงพ่อเพิ่มมีอายุ 82 ปี มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงดีอยู่เสมอ และมักจะได้รับกิจนิมนต์นั่งปรกอธิษฐานจิตวัตถุมงคลต่างๆ ตามพิธีพุทธาภิเษก ทั้งที่วัดใน จ.พระนครศรีอยุธยา และใกล้เคียง รวมทั้งวัตถุมงคลของวัดป้อมแก้ว ที่ท่านได้จัดสร้างขึ้นเอง ซึ่งมีออกมาเป็นระยะๆ และมีผู้ทำบุญบูชาหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว แม้ว่าจะไม่ได้มีการโฆษณาตามสื่อต่างๆ ก็ตาม

หลวงพ่อเพิ่ม นับเป็นพระสุปฏิปันโนที่น่าเคารพกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง ด้วยปฏิปทาอันเรียบง่าย สมถะ สันโดษ เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของผู้พบเห็นอยู่เสมอ จนมีผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ ในการนั่งสมาธิฝักอบรมวิปัสสนากรรมฐาน มาจากพระเกจิอาจารย์ยุคก่อน อาทิ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ครูบาชุ่ม โพธิโก ครูบาพรหมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า ฯลฯ ได้ให้ข้อสังเกตว่า

ด้วยวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อเพิ่ม และการแสดงออกทางมหากิริยาบนใบหน้าของหลวงพ่อ บ่งบอกได้ว่า ท่านเป็นผู้มีบุญบารมีสูง และได้บรรลุธรรมในระดับหนึ่ง รวมทั้งเชื่อกันว่า ท่านเป็นผู้มีพลังจิตอันสูงส่ง มีความแก่กล้าในทางวิชาอาคมอันเข้มขลัง ซึ่งตรงกับคำเล่าลือของชาวบ้านที่ว่า วัตถุมงคลของหลวงพ่อเพิ่มทุกรุ่นที่ท่านได้ปลุกเสกเอาไว้ ล้วนมีอานุภาพความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอด จนปรากฏเกียรติคุณอันโด่งดังถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ชื่อของ "หลวงพ่อเพิ่ม" ยังเป็นมงคลนาม จึงเชื่อกันว่า ใครได้ทำบุญกับ "หลวงพ่อเพิ่ม" ชีวิตมีแต่ "เพิ่ม" ขึ้นในทางที่ดีเสมอไป






วัตถุมงคล

หลวงพ่อเพิ่มท่านสร้างวัตถุมงคลไว้หลายรุ่นโดยวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นครั้งแรกในปี2517 เป็นเหรียญรุ่นแรกฉลองอายุครบ 5 รอบ

ปี2520 สร้างพระสมเด็จพิมพ์ใหญ่รุ่นแรก (กดพิมพ์ที่วัด)จำนวนสร้างน้อยมาก

ปี2531 สร้างเหรียญรุ่นฉลองอายุครบ ๖๐ ปี พระสมเด็จหลังรูปเหมือนและรูปหล่อลอยองค์รุ่นแรก ซึ่งในปัจจุบันวัตถุมงคลรุ่นนี้หายากและมีประสบการณ์มาก

ปี2535 สร้างเหรียญเจ้าสัวหลวงพ่อนาคพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด

ปี2542 สร้างวัตถุมงคลรุ่นเพิ่มทรัพย์ประกอบด้วยพระปิดตาคำหมาก พระสังกัจจายน์จันทร์เพ็ญ เหรียญน้ำมนต์ขอบสตางค์ โดยทำพิธีพุทธาภิเษกในวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๒

ปี2543 สร้างวัตถุมงคลรุ่นเพิ่มสุข ประกอบด้วยรูปเหมือนบูชาเสาร์ ๕ ฐานบรรจุเหรียญแจกทาน พระปิดตาหล่อรุ่นแรก พระสมเด็จหล่อรุ่นแรก พระสมเด็จต่อลาภ พระปรกใบมะขาม แหวนตะกร้อ ตะกรุดโทน ฯลฯ

ปี2544 สร้างพระสมเด็จคำหมากรุ่นแรก รูปหล่อแซยิด
ฯลฯ

นอกจากวัตถุมงคลหลายรูปแบบแล้วสิ่งหนึ่งที่บรรดาลูกศิษย์ของหลวงพ่อเพิ่มเสาะแสวงหาก็คือตะกรุดนั่นเอง โดยหลวงพ่อเพิ่มท่านจะทำตะกรุดขึ้นปีละครั้งโดยท่าน ทำเฉพาะช่วงเข้าพรรษา จารเอง เสกเอง ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นดังนั้นตะกรุดที่ท่านทำจึงมีจำนวนน้อยมากสร้างขึ้นปีละไม่ถึง ๑๐๐ ดอก

สำหรับพุทธคุณของตะกรุดท่านนั้นดีเด่นด้านคงกระพันชาตรี วิธีใช้ก็คือให้ห้อยคอห้ามห้อยเอวเด็ดขาดและมีข้อห้ามคือห้ามดื่มสุราและผิดลูก ผิดเมียชาวบ้านเด็ดขาดมิฉะนั้นตะกรุดจะเสื่อมทันที

หลวงพ่อเพิ่ม ได้ใช้วิชาความรู้ต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนมา พัฒนาวัดป้อมแก้วตลอดเวลา จนทำให้สภาพของวัดดีขึ้นเรื่อยๆ และมีความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ดังที่เห็นในทุกวันนี้

ปัจจุบันหลวงพ่อเพิ่มมีอายุ 84 ปี มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงดีอยู่เสมอ และมักจะได้รับกิจนิมนต์นั่งปรกอธิษฐานจิตวัตถุมงคลต่างๆ ตามพิธีพุทธาภิเษก ทั้งที่วัดใน จ.พระนครศรีอยุธยา และใกล้เคียง รวมทั้งวัตถุมงคลของวัดป้อมแก้ว ที่ท่านได้จัดสร้างขึ้นเอง ซึ่งมีออกมาเป็นระยะๆ และมีผู้ทำบุญบูชาหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว แม้ว่าจะไม่ได้มีการโฆษณาตามสื่อต่างๆ ก็ตาม

ขณะนี้ทางวัดป้อม แก้วกำลังดำเนินการก่อสร้าง ศาลาการเปรียญอเนกประสงค์ แต่ยังขาดปัจจัยเป็นจำนวนมาก ที่จะใช้ในการก่อสร้างต่อไป โดยศาลาหลังนี้เป็นศาลา ๒ ชั้น ด้านล่างเป็นปูน ด้านบนเป็นไม้ ขนาดกว้างประมาณ ๑๔.๕ เมตร ยาว ๔๙ เมตร

จุดประสงค์ของทางวัด นอกจากนี้ เพื่อใช้ในการปฏิบัติศาสนกิจแล้ว ยังต้องการมีไว้เพื่อบริการชุมชน และหน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่น อีกด้วย

จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญทุกท่าน ได้ร่วมทำบุญกับหลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว ในโอกาสนี้ด้วย ติดต่อสอบถามได้วัดโดยตรง

หลวงพ่อเพิ่ม นับเป็นพระสุปฏิปันโนที่น่าเคารพกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง ด้วยปฏิปทาอันเรียบง่าย สมถะ สันโดษ เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของผู้พบเห็นอยู่เสมอ จนมีผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ ในการนั่งสมาธิฝักอบรมวิปัสสนากรรมฐาน มาจากพระเกจิอาจารย์ยุคก่อน อาทิ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ครูบาชุ่ม โพธิโก ครูบาพรหมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า ฯลฯ ได้ให้ข้อสังเกตว่า

ด้วยวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อเพิ่ม และการแสดงออกทางมหากิริยาบนใบหน้าของหลวงพ่อ บ่งบอกได้ว่า ท่านเป็นผู้มีบุญบารมีสูง และได้บรรลุธรรมในระดับหนึ่ง รวมทั้งเชื่อกันว่า ท่านเป็นผู้มีพลังจิตอันสูงส่ง มีความแก่กล้าในทางวิชาอาคมอันเข้มขลัง

ซึ่งตรงกับคำเล่าลือของชาวบ้านที่ว่า วัตถุมงคลของหลวงพ่อเพิ่มทุกรุ่นที่ท่านได้ปลุกเสกเอาไว้ ล้วนมีอานุภาพความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอด จนปรากฏเกียรติคุณอันโด่งดังถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ชื่อของ "หลวงพ่อเพิ่ม" ยังเป็นมงคลนาม จึงเชื่อกันว่า ใครได้ทำบุญกับ "หลวงพ่อเพิ่ม" ชีวิตมีแต่ "เพิ่ม" ขึ้นในทางที่ดีเสมอไป
ที่มา...

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:38 น.] #1743977 (19/53)


(N)


หลวงพ่อเพิ่ม อตฺตทีโป
วัดป้อมแก้ว อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:39 น.] #1743979 (20/53)


(N)


หลวงพ่อเพิ่ม อตฺตทีโป
วัดป้อมแก้ว อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:40 น.] #1743980 (21/53)


(N)


หลวงพ่อเพิ่ม อตฺตทีโป
วัดป้อมแก้ว อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:42 น.] #1743981 (22/53)


(N)


หลวงพ่อเพิ่ม อตฺตทีโป
วัดป้อมแก้ว อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:43 น.] #1743982 (23/53)


(N)


หลวงพ่อเพิ่ม อตฺตทีโป
วัดป้อมแก้ว อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:43 น.] #1743983 (24/53)


(N)


หลวงพ่อเพิ่ม อตฺตทีโป
วัดป้อมแก้ว อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยคุณ kcasanova (2.8K)  [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:48 น.] #1743985 (25/53)

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:49 น.] #1743986 (26/53)


(N)
พระครูรัตนญาณวิสุทธิ์ เดิมชื่อ นิยม นามสกุล รัตนรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 17
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2461 ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเมีย ที่บ้านทับช้าง ตำบล
หนองระเวียง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา บิดาชื่อ นายใน มารดา ชื่อ นางแก้ว
รัตนรักษ์ อาชีพทำนา ทำไร่ หลวงปู่นิยมท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.
2482 ได้รับฉายาว่า “กมโล” หลังจากที่ท่านอุปสมบทได้พรรษาที่ 10 ซึ่งตรงกับปี
พ.ศ. 2493 ท่านได้เดินทางเข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งในปีนั้น
หลวงปู่นาค (พระเทพสิทธินายก) ดำรงค์ตำแหน่งเจ้าอาวาส ซึ่งท่านเป็นชาว
โคราชเหมือนกัน ท่านเล็งเห็นความขยันขันแข็งของหลวงปู่นิยมจึงได้มอบหมาย
หน้าที่การงานทางสงฆ์ให้กับหลวงปู่นิยมช่วยทำหลายเรื่องและในช่วงนี้เองที่หลวงปู่
นาคท่านได้ทดสอบและถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆให้กับหลวงปู่นิยมจากนั้น เมื่อ
ประมาณปี พ.ศ. 2511–2513 ทางวัดแจ้งนอกได้ขาดเจ้าอาวาสชาวบ้านจึงได้ไป
นิมนต์ให้หลวงปู่นิยมเดินทางกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดแจ้งนอกในช่วงปี พ.ศ. 2513
เมื่อท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสท่านก็ได้พัฒนาเสนาสนะต่างๆภายในวัดให้ดีขึ้นเป็น
ลำดับ
สำหรับวัตถุมงคลที่หลวงปู่นิยมได้สร้างขึ้นที่วัดแจ้งนอกนั้นมีอยู่เพียงไม่กี่ครั้งเพราะ
ท่านมักจะไม่สร้างวัตถุมงคลพร่ำเพรื่อเพราะท่านได้เล็งเห็นว่าปัจจุบันนี้การจัดสร้าง
วัตถุมงคลต่างๆนั้นส่วนใหญ?่จะเน้นทางด้านพุทธพาณิชย์เสียมากกว่า ไม่เน้นทางด้าน
ของพุทธคุณเพื่อให้ชาวบ้านนำไปเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจดังนั้นวัตถุมงคลของท่านจึง
ไม่ค่อยที่จะมีให้เห็นกันมากนักซึ่งครั้งแรกนั้นสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 เป็นเหรียญ
พระพุทธชินราชรูปทรงเสมา เหรียญ?นี้สร้างขึ้นพร้อมกับเหรีย?ญรูปไข่รุ่นแรกของ
หลวงพ่อคูณ เหตุที่หลวงพ่อคูณมาออกเหรีย?ญรุ่นแรกที่วัดแจ้งนอกนั้นสืบเนื่องมา
จากว่าหลวงพ่อคูณมีความเคารพและศรัทธาในองค์หลวงปู่นิยมมากและมักจะเรียก
หลวงปู่นิยมว่า “หลวงพ่อใหญ่” ทุกครั้งเลยทีเดียวและเมื่อหลวงปู่นิยมเอ่ย
ปากบอกกับหลวงพ่อคูณว่าจะสร้างวัตถุเพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานหล่อพระประธาน
หลวงพ่อคูณเห็นสมควรด้วยจึงได้มาช่วยสร้างเหรียญรุ่นนี้

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:50 น.] #1743989 (27/53)


(N)
หลวงพ่อจอย ชินวํโส วัดโนนไทย
พระครูอนุวัตร ชินวงศ์

ที่โนนไทยนี้ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนไม่ว่าเด็กเล็กไปจนถึงคนเฒ่าคนแก่ ก็ล้วนเคารพนับถือหลวงพ่อวัดโนนไทยกันทั่วทุกคน หลวงพ่อองค์นี้ ดีจริง “ลานโพธิ์” จึงขอนำเสนอแนะนำท่านผู้อ่านให้รู้จัก เผื่อมีโอกาสผ่านไปโคราชก็เลี้ยวรถเข้าไปกราบไหว้ท่านได้ ถ้าผ่านไปทางขุนทดก็แวะไหว้หลวงพ่อคูณ ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งโคราช ถ้าผ่านมาทางโนนไทยก็แวะไหว้ “หลวงพ่อจอย” ศิษย์เอกของหลวงพ่อคูณ เหตุที่เรียกว่าศิษย์เอกหลวงพ่อคูณก็เพราะว่า หลวงพ่อคูณท่านกล่าวรับรองเอาไว้กับคนโคราชว่า “หลวงพ่อจอยองค์นี้แหละที่ทดแทนตัวกูได้” ข้อความนี้คนโคราชส่วนใหญ่เขาก็รู้กันทั่วไป



“ลานโพธิ์” ฉบับนี้ขอนำท่านไปกราบ หลวงพ่อจอย แห่งวัดโนนไทย“หลวงพ่อจอย” เดิมชื่อ วิชิต นามสกุล มานะดี เป็นบุตร นายเที่ยง -นางชื่น มานะดี เกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 5 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 3 เมษายน 2482 ที่บ้านเลขที่ 74 หมู่ 9 ตำบลบ้านตาล อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ เรียกว่า เป็นคนชัยภูมิ หรือดินแดนแห่งความ มีชัยชนะนั่นเอง เมื่อโตขึ้นได้เข้าศึกษาจนจบการศึกษาจากโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ระดับ 4 เหตุที่ต้องเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ก็เพราะต้องช่วยบิดา-มารดาทำงานบ้านไปด้วย เมื่อวัยเด็กมีอุปนิสัยฝักใฝ่ในบวรพระพุทธศาสนา ชอบเข้าวัดฟังธรรม ทำบุญตักบาตรแทนคุณพ่อ-คุณแม่อยู่เป็นประจำ เมื่อถึงหน้าเทศกาลงานประจำปี พ่อ-แม่ให้เงินไปเที่ยวครั้งละ 5 บาท 10 บาท ก็ต้องแบ่งปัน เอาไปทำบุญเสียก่อน แล้วจึงค่อยจับจ่ายใช้สอย เหลือจากนั้นก็นำไปให้พ่อ-แม่เก็บไว้ นับว่าเป็นผู้มีกตัญญูเป็นที่ตั้ง



จวบจนอายุได้ 24 ปี ว่างเว้นจากงานทางบ้านพอจะให้ญาติพี่น้อง ช่วยเหลือได้แล้ว จึงได้ตัดสินใจที่มีความฝักใฝ่มาแต่เดิม ขอบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสาริกา ตำบลบ้านตาล อำเภอบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2505 โดยมี พระครูพิศิษย์ภัทรธรรม (หลวงพ่อแย้ม) วัดโคกสว่าง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูโพธิวุฒิคุณ อดีตเจ้าคณะอำเภอบำเหน็จณรงค์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ชม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาจากพระอุปัชฌาย์ว่า “ชินวังโส”

หลวงพ่อจอยท่านชอบนั่งสมาธิ เจริญจิตภาวนามาตั้งแต่อุปสมบทจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านเป็นพระที่ชอบสันโดษ ฉันน้อย ไม่ชอบสวมรองเท้า เวลาจำวัดท่านจะหนุนหมอนที่ทำด้วยไม้ เพื่อดำรงสติให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา หมอนไม้นี้หลวงพ่อคูณถวายให้ และตั้งใจว่าจะหนุนหมอนไม้ไปตลอดชีวิต หลวงพ่อจอยได้เคยปลุกเสกเหรียญรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่พรรษาแรก ที่อุปสมบท น้องชายของท่านชื่อ “นายเต๊าะ” ได้พาเพื่อนนำไปทดลอง ยิงดู ปรากฏว่ายิงไม่ออก จากนั้นท่านก็ไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องวัตถุมงคลอีกเลย





จนมาถึง พ.ศ.2533 พรรษาที่ 27 จึงได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นตามคำเรียกร้องของญาติโยมและศิษยานุศิษย์ จำนวน 112 องค์ โดยทำเป็นรูปล็อกเกต เมื่อปี 2533 ปรากฏว่าผู้นำไปแขวนคอได้รับประสบการณ์ทางเมตตาแคล้วคลาดดี มีคนต้องการมาก จึงทำเพิ่มอีก 300 องค์ ซึ่งท่านก็ได้มอบให้ญาติโยมและศิษยานุศิษย์ไปจนหมด ต่อมาในปี 2534 คณะศิษยานุศิษย์ได้ขออนุญาตสร้างเหรียญทองแดงรมดำรูปไข่ขึ้นอีก จำนวน 9,700 เหรียญ ซึ่งหลวงพ่อจอยได้ปลุกเสกถึง 3 พรรษา จนแน่ใจ



ในพรรษาสุดท้ายปี 2536 ขณะที่หลวงพ่อจอยกำลังนั่งอธิษฐานจิตพุทธาภิเษกอยู่นั้น ลูกประคำที่หลวงพ่อใช้บริกรรมปลุกเสก ขณะปลุกเสกนั้นได้แตกออกจากกันท่ามกลางสายตาของพระภิกษุ-สามเณร จำนวน 34 รูป ที่อยู่ในอุโบสถ ถึงแม้ว่าเสียงที่แตกนั้นจะเบามาก แต่พระภิกษุ-สามเณรทุกรูปก็ได้ยินอย่างชัดเจน เมื่อปลุกเสกเสร็จแล้วจึงนำมาให้ญาติโยมและคณะศิษย์บูชา เมื่อวันที่ 7-8-9 กุมภาพันธ์ 2537 อันเป็นงานประจำปีของวัดโนนไทย บรรดาลูกศิษย์และชาวโนนไทยก็บูชากันไปจนหมดเกลี้ยง ไม่มีเหลือแม้แต่เหรียญเดียว ซึ่งรุ่นนี้ได้รับการขนานนามว่า “รุ่นประคำแตก”

หลังจากเหรียญทองแดงรมดำ รูปไข่ รุ่นประคำแตก หมดเกลี้ยงไม่มีให้บูชา ทางคณะกรรมการวัดจึงทำการขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นตามคำเรียกร้องของญาติโยมและศิษยานุศิษย์ โดยขออนุญาตสร้างเหรียญจากหลวงพ่อคูณเพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ผู้นำไปบูชาอีกแรงหนึ่ง เหรียญรุ่นนี้จึงได้ชื่อว่า รุ่นคู่บารมี “หลวงพ่อคูณ-หลวงพ่อจอย”



นอกจากวัตถุมงคลทั้งสองรุ่นนี้ได้หมดไปแล้วคือ “รุ่นประคำแตก” ส่วนรุ่น “รุ่นคู่บารมี” ยังคงเหลืออยู่ หลวงพ่อจอยได้สร้าง “ตะกรุดโทนและสายคาดเอว” ซึ่งมีอานุภาพทาง คุ้มครองป้องกันภัยได้ขลังมาก มีผู้นำไปใช้ได้รับประสบการณ์มากมาย “พระสมเด็จเสาร์ห้า ตะกรุดทองคำ” เป็นพระพิมพ์เนื้อผงที่สร้าง จากผงพุทธคุณที่หลวงพ่อจอย รวบรวมมานานได้ตั้งใจเป็นพิเศษ โดยจารตะกรุดทองคำแท้ฝังไว้ที่ฐานของพระพิมพ์สมเด็จ ส่วนด้านหลังเป็นรูปหลวงพ่อจอยเต็มองค์ เป็นพระผงที่พุทธคุณทางเมตตามหานิยม เป็นเลิศ



นอกจากนี้ยังมีมงคลวัตถุรุ่นต่างๆ อีกมากมายหลายรุ่นที่หลวงพ่อจอยสร้างขึ้นตามความต้องการของลูกศิษย์ และผู้ที่เคารพศรัทธาเลื่อมใส มงคลวัตถุทุกรุ่นของท่าน ท่านจะปลุกเสกเป็นอย่างดี จนแน่ใจว่ามีพุทธานุภาพปกป้องคุ้มครองได้ จึงได้นำออกแจกจ่ายในโอกาสที่ลานโพธิ์เดินทางไปพบท่านได้นำ “พระพุทธชินราชอินโดจีนจิ๋ว” ซึ่งจะแจกให้ท่านผู้อ่านลานโพธิ์ไปขอเมตตาจากท่านให้ปลุกเสกให้ท่านก็เมตตาปลุกเสกให้อย่างเต็มที่



อนึ่ง วัตถุมงคลของท่านตามภาพถ่าย นอกจากเหรียญ “รุ่นประคำแตก” ส่วนมากยังมีให้ทำบุญ ท่านที่สนใจติดต่อขอทำบุญได้ที่ พระครูอนุวัตรชินวงศ์ (หลวงพ่อจอย) หรือ พระมหาดุลจิรวัฑโฒ พระเลขาเจ้าอาวาสวัดโนนไทย อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา โทร. 044-381-098

หลวงพ่อจอยเป็นพระเถระแห่งเมืองโคราชอีกองค์หนึ่ง ซึ่งมีศีลาจารวัตรงดงามและมีเมตตาบารมีสูง ควรค่าแก่การบูชาสักการะนับเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐแห่งดินแดนที่ราบสูงที่เรืองโรจน์ในปัจจุบันนี้

(ย่อจาก ลานโพธิ์ 974 เดือนพฤษภาคม 2550 โดย...สุธน ศรีหิรัญ )

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:51 น.] #1743993 (28/53)


(N)


พระครูรัตนญาณวิสุทธิ์ หรือ หลวงปู่นิยม

หลวงพ่อจอย ชินวํโส วัดโนนไทย
พระครูอนุวัตร ชินวงศ์

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:52 น.] #1743994 (29/53)


(N)


พระครูรัตนญาณวิสุทธิ์ หรือ หลวงปู่นิยม

หลวงพ่อจอย ชินวํโส วัดโนนไทย
พระครูอนุวัตร ชินวงศ์

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:54 น.] #1743995 (30/53)


(N)


พระครูรัตนญาณวิสุทธิ์ หรือ หลวงปู่นิยม

หลวงพ่อจอย ชินวํโส วัดโนนไทย
พระครูอนุวัตร ชินวงศ์

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:55 น.] #1743998 (31/53)


(N)


พระครูรัตนญาณวิสุทธิ์ หรือ หลวงปู่นิยม

หลวงพ่อจอย ชินวํโส วัดโนนไทย
พระครูอนุวัตร ชินวงศ์

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:56 น.] #1744002 (32/53)


(N)


พระครูรัตนญาณวิสุทธิ์ หรือ หลวงปู่นิยม

หลวงพ่อจอย ชินวํโส วัดโนนไทย
พระครูอนุวัตร ชินวงศ์

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:57 น.] #1744003 (33/53)


(N)


พระครูรัตนญาณวิสุทธิ์ หรือ หลวงปู่นิยม

หลวงพ่อจอย ชินวํโส วัดโนนไทย
พระครูอนุวัตร ชินวงศ์

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:58 น.] #1744004 (34/53)


(N)


พระครูรัตนญาณวิสุทธิ์ หรือ หลวงปู่นิยม

หลวงพ่อจอย ชินวํโส วัดโนนไทย
พระครูอนุวัตร ชินวงศ์

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 00:59 น.] #1744005 (35/53)


(N)


พระครูรัตนญาณวิสุทธิ์ หรือ หลวงปู่นิยม

หลวงพ่อจอย ชินวํโส วัดโนนไทย
พระครูอนุวัตร ชินวงศ์

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:00 น.] #1744007 (36/53)


(N)
.

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:06 น.] #1744010 (37/53)


(N)


พระครูปทุมวรกิจ (ชำนาญ อุตตมปญโญ)

สถานเดิม

ชำนาญ นามสกุล พันธ์หว้า เกิดวันอาทิตย์ ชึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีชวด วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2515 บิดา นายชะโอด

มารดา นางสำเนียง บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 7 ตำบลบางกะดี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี

บรรพชา

ตรงกับ วันเสาร์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 ปีขาล วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 ณ วัดบางหลวง ตำบลบางหลวง อำเภอ

เมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี

อุปสมบท

ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 7 ปีวอกวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2538 ณ วัดบางกุฎีทอง ตำบลบางกะดี อำเภอ

เมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี

พระอุปัชฌาย์พระสุเมธาภรณ์ วัดบางหลวง ตำบลบางหลวง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

พระกรรมวาจาจารย์ พระครูปทุมธรรมานุสิฐ วัดบางกุฎีทอง ตำบลบางกะดี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี

พระอนสาวนาจารย์ พระครูปทุมสุตคุณ วัดสังลาน ตำบลบางกะดี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี

วิทยฐานะทางการศึกษา

พ.ศ. 2527 สำเร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดบางกุฎีทอง ตำบลบางกะดี อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี

พ.ศ. 2533 สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน จังหวัดปทุมธานี)

พ.ศ. 2548 สอบได้นักธรรมชั้นเอก

พ.ศ. 2549 สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์ (ป.บส.)

พ.ศ. 2551 ได้รับปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาการจัดการเชิงพุทธ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง

กรณราชวิทยาลัย

มีความชำนาญการ

1. ด้านการแสดงพระธรรมเทศนา

2. ด้านนวกรรมาทิฎฐายี ควบคุมดูแลการก่อสร้างและบูรณะปฎิสังขรณ์ถาวรวัตถุ

3. ชำนาญการด้านภาษามอญ

สมณศักดิ์

พ.ศ. 2543 เป็นพระสมุห์ ฐานานุกรม ใน พระครูโสภณพิทักษ์ พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอ ชั้นเอก

วัดโสภาราม ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานีจังหวัดปทุมธานี

พ.ศ. 2549 ได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฏร์ชั้นโท ราชทินนามที่ พระครูปทุมวรกิจ


การเข้าสู่ภายใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนา

โดยที่บ้านของท่านอยู่ใกล้กับวัดบางกุฎีทอง ชีวิตของท่านจึงวนเวียนผูกพันอยู่กับวัด อาจกล่าวได้ว่าชีวิต

ของท่านส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในวัดมากกว่า เพราะท่านจะเข้าไปรับใช้หลวงปู่สุรินทร์ เรวโต(พระครูปทุมธรรมนุสิฐ)

เจ้าอาวาสวัดบางกุฎีทองในขณะนั้นอยู่เป็นประจำ จึงทำให้หลวงปู่สุรินทร์ มีความรักและเมตตาต่อท่านตั้งแต่เด็ก













เมื่อหลวงพีได้เรียนจบชั้นประถมศึกษาภาคบังคับแล้ว หลวงปู่สุรินทร์ ก็ได้ให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณร ตั้งแต่อายุ

ได้ 14 ปี เมื่อท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ทำให้ท่าน ได้รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่สุรินทร์ได้เรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติและ

และวิชาการต่าง ๆ จากหลวงปู่สุรินทร์ ซึ่งหลวงปู่สุรินทร์ได้เรียนวิชาอาคมต่าง ๆ จากพระอาจารย์ของท่านโดย

เฉพาะสายรามัญคือท่านเจ้าคุณรามัญมุนี วัดบางหลวง จังหวัดปทุมธานี หลวงพ่อชำนาญ ท่านสนใจศาสตร์วิชาอาคม

และสักยันต์ตั้งแต่เยาว์วัย ทั้งจากพระภิกษุสงฆ์ผู้เรืองเวทและฆราวาสผู้เชี่ยวชาญ เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้ไปศึกษา

วิชาถึงเมืองมอญประเทศพม่า ได้พบ และสนทนาธรรมกับหลวงพ่ออุตตม สาโร พระชาวมอญผู้มีวิชาอาคมขลังเป็น

ที่เคารพศรัทธาของชาวมอญและชาวพม่าทั่วไป

เมื่อใครได้ไปพบหลวงพ่อที่วัด จะเห็นได้ว่ารูปภาพด้านหลังที่ท่านนั่งอยู่นั้นจะเป็นรูปภาพครูบาอาจารย์ที่

ประสิทธิ์ประศาสน์วิชาความรู้ให้แก่หลวงพ่อท่าน ท่านถือความกตัญญูนั้นเป็นคุณธรรมสำคัญ เพราะเป็นคุณธรรม

ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นคนดี แสดงให้เห็นถึงความเป็นบุคคลที่โลกยกย่อง ชื่นชม นิยมบูชา ความกตัญญู คู่กับ

คำว่า กตเวที คำว่า กตัญญู แปล ว่ารู้ความดี กตเวที แปลว่า หาวิธีตอบแทนความดีของท่าน ใครก็ตามที่มีคุณธรรม

ความดีต่อเรา วิสัยคนดีย่อมจะต้องกตัญญู ย่อมจะต้องกตเวที ด้วยบทกวีที่ว่า

กตัญญูรู้คุณท่านสำคัญนัก นี้เป็นหลักคนดีมีครบถ้วน

ตอบแทนท่านให้งามตามสมควร คนดีล้วนใจมั่นกตัญญู




หลวงพ่อชำนาญมีความเชี่ยวชาญทั้งวิชาการสักยันต์ และการทำตะกรุด ท่านได้เรียนวิชาจาก

อาจารย์อยู่ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านอาจารย์อยู่บอกหลวง

พ่อว่า ถ้าท่านอยากได้วิชาอาคมดังกล่าว ท่านต้องพิจารณาซากศพที่เน่าเหม็นนั้น ให้เห็นเป็นซากศพที่ไม่เหม็นไม่

มีกลิ่นเหมือนท่อนไม้ จึงจะเรียนวิชาได้ผลจากการปฏิบัติเช่นนี้ จิตใจของหลวงพ่อ จึงเย็นและสงบนิ่ง โดยเฉพาะ

อิริยาบถการเดินของท่านเบาและเสมือนไร้ร่องรอย ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไกลไร้พรหมแดน แต่แปลก

ท่านไม่มีแม้ทั้งวิทยุและโทรทัศน์

สิ่งหนึ่งท่าครองใจศิษย์ไม่เสื่อมคลาย คือท่านเป็นที่รัก และเป็นที่พึ่งของศิษย์ โดยเฉพาะความรักลูกศิษย์

ของท่านที่มีมากจนรู้ซึ้งในน้ำใจของศิษย์ทุกคน ใครที่น้อมเข้ามาเป็นศิษย์ของท่านแล้ว ท่านจะช่วยเหลือจนถึงที่สุด

ดังคำสอนของหลวงพ่อที่บอกต่อศิษย์เสมอว่า

อันครูบาอาจารย์ไม่เคยทอดทิ้งศิษย์ มีแต่ศิษย์นั้นแหละที่ลืมและทอดทิ้งอาจารย์

หากศิษย์ไม่ลืมครูบาอาจารย์ มีหรือจะทิ้งศิษย์ต้องช่วยกันจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:08 น.] #1744012 (38/53)


(N)


พระครูปทุมวรกิจ หลวพ่อชำนาญ อุตตมปญโญ

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:09 น.] #1744014 (39/53)


(N)


พระครูปทุมวรกิจ หรือ หลวงพ่อชำนาญ อุตตมปญโญ

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:09 น.] #1744015 (40/53)


(N)


พระครูปทุมวรกิจ หรือ หลวงพ่อชำนาญ อุตตมปญโญ

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:10 น.] #1744016 (41/53)


(N)
พระครูปทุมวรกิจ หรือ หลวงพ่อชำนาญ อุตตมปญโญ

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:14 น.] #1744018 (42/53)


(N)


ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2497 ที่บ้านโตนด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา โดยเป็นบุตรคนที่ 9 ของครอบครัว เดิมชื่อ สรุเดช ตับกลาง บิดา-มารดาของท่านเป็นแพทย์แผนโบราณ เป็นหมอยากลางบ้าน สืบต่อกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ดังนั้นท่านจึงได้เรียนรู้วิชา
หมอยา การแพทย์แผนโบราณ พืชสมุนไพร คาถาอาคม มาแต่เยาว์วัย ครั้งเติบโตเป็นหนุ่ม ท่านได้ถือบวชเป็นโยคีผ้าขาว ออกเดินทางไปยังภูเขาควาย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมสรรพวิชาต่าง ๆ ทางไสยเวทย์และคาถาอาคม ณ ภูเขาควายนี้เอง ท่านได้ศึกษา ไสยเวทย์ คาถาอาคม กับทางปู่ฤาษี โดยที่ท่าน ถือบวชเป็นโยคีครูบากฤษณะ อินทวัณโณ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2497 ที่บ้านโตนด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา โดยเป็นบุตรคนที่ 9 ของครอบครัว เดิมชื่อ สรุเดช ตับกลาง บิดา-มารดาของท่านเป็นแพทย์แผนโบราณ เป็นหมอยากลางบ้าน สืบต่อกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ดังนั้นท่านจึงได้เรียนรู้วิชาหมอยา การแพทย์แผนโบราณ พืชสมุนไพร คาถาอาคม มาแต่เยาว์วัย ครั้งเติบโตเป็นหนุ่ม ท่านได้ถือบวชเป็นโยคีผ้าขาว ออกเดินทางไปยังภูเขาควาย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมสรรพวิชาต่าง ๆ ทางไสยเวทย์และคาถาอาคม ณ ภูเขาควายนี้เอง ท่านได้ศึกษา ไสยเวทย์ คาถาอาคม กับทางปู่ฤาษี โดยที่ท่าน ถือบวชเป็นโยคีพราหมณ์ หลังจากอยู่รับใช้ครูบาอาจารย ์ และ ศึกษาวิชาคาถาอาคม ได้รับความรู้พอประมาณแล้วท่านจึงได้
เดินทางกลับ ประเทศไทย และ ใช้ชีวิตในเพศฆราวาส ได้ระยะเวลาหนึ่งท่านเกิด ความเบื่อหน่ายทางโลก จึงดำริที่จะละจากเพศฆราวาส

เข้าอุปสมบทในพระพุทธศาสนา จึงนำความเข้าปรึกษาคุณสุรพันธ์ และคุณมาลี งามจิตรสุขศรี เจ้าของบริษัท รุ่งสินก่อสร้าง จำกัด ซึ่งก็ได้ รับการสนับสนุนจากท่านทั้งสองเป็นอย่างดี ครูบากฤษณะ อุปสมบทเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2522 ณ พัทธสีมา วัดโคกอู่ทอง ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี โดยมีพระครูธรรมรงโพธิเขต เจ้าอาวาสวัดโคกอู่ทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ฝั้น ชุตินทโรเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ กลมวิมโล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "อินทวัณโณ" ภายหลังที่อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ด้วยอุปนิสัยที่รักการศึกษาหาความรู้ ท่านได้สนใจศึกษาพระปริยัตธรรม ทั้งจากพระไตรปิฏก และจากครูบาอาจารย์ ผู้เป็นปราชญ์ทรงคุณธรรมหลายท่าน จนจิตใจมั่นคงด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ท่านจึงได้จาริกธุดงค ์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร เพื่อเจริญจิตบำเพ็ญภาวนาโดยถือุดงควัตรอย่างเคร่งครัด ยอมมอบกายถวายชีวิตแด่ พระพุทธศาสนาตลอดมา

ครูบากฤษณะได้จาริกไปตามลำพังในป่าเขาดงดิบ เทือกเขาใหญ่ตลอดแนวภาคอีสานได้ข้ามกลับไปยัง ภูเขาควาย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อศึกษาเพิ่มเติมวิชาอาคมต่างๆ ต่อจากนั้น จึงได้ผ่านไปยังประเทศเขมร และ กลับเข้าประเทศไทย ทางด้านจังหวัดจันทบุรีต่อมาในปีพ.ศ. 2532 ครูบากฤษณะได้ธุดงค์มาบำเพ็ญสมณธรรมบริเวณเทือกเขาจอมทอง เหนือเขื่อนมูลบน อ.ครบุรี ชาวบ้านเมื่อทราบ ข่าวว่า มีพระภิกษุมาเจริญสมณธรรมในป่าเขา เกิดความศรัทธาพากันขึ้นไปทำบุญและรับการอบรมสั่งสอนจาก ท่านเป็นประจำ จนในที่สุดชาวบ้านคลองยางจึงพร้อมใจกันนิมนต์ ท่านครูบากฤษณะ เป็นประธานในการก่อสร้างสำนักสงฆ์ ป่ามหาวัน ขึ้นเพื่อเป็นดินแดนแห่งร่มเงาของพระพุทธศาสนาเพื่อชาวบ้านเหนือเขื่อนมูลบนจะได้มีสถานที่ประกอบศาสนกิจทางพุทธศาสนา สืบต่อไปสำนักสงฆ์ป่ามหาวันได้รับการประกาศยกขึ้นเป็นวัดป่ามหาวันอย่างสมบูรณ์ตามกฏระเบียบของคณะสงฆ์ไทยเมื่อปีพ.ศ. 2536


ครูบากฤษณะ อินทวันโน พระเกจิอาจารย์เมืองโคราช ผู้สร้างสรรค์วัตถุมงคล "เทพจำแลงภมร" ที่มีพิมพ์ทรงแปลกไปจากวัตถุมงคลของพระเกจิอาจารย์ทั่วไป กล่าวคือ เป็นรูปองค์พระศิวะ (อิศวร) กับพระอุมาเทวี ผู้มีความรักเป็นอมตะ หันหน้าเข้าหากัน แต่ดูอีกมุมหนึ่งจะเป็นภาพผีเสื้อ ที่มีความงดงามล้ำเลิศในเชิงศิลปะ โดยมีอักขระจารึกเป็นตัวอักษร "เทวะนาคี" ของโบราณาจารย์ที่มีความเก่าแก่มานานนับพันปี

ทางด้านพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคล ครูบากฤษณะ ก็ใช้วิชาไสยศาสตร์ที่เร้นลับซับซ้อน ไม่เหมือนพระเกจิอาจารย์ท่านอื่นใด คือวิชา "มนต์ธีรญาณ" ที่มีอานุภาพครอบจักรวาล ซึ่งได้ศึกษามาจาก "ปู่ฤาษีบังบด" ในประเทศลาว รวมทั้งวิชาไสยศาสตร์จากพระเกจิอาจารย์ในประเทศกัมพูชาอีกหลายท่าน โดยใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนมานานกว่า 20 ปี


"เทพจำแลงภมร" จึงนับเป็นวัตถุมงคลที่มีความแปลกพิสดารทั้งด้านพิมพ์ทรง เนื้อหามวลสาร ที่ประกอบด้วย ผงวิเศษนับร้อยแปดชนิดที่ไม่เหมือนของพระเกจิอาจารย์ทั่วไป อีกทั้งความแปลกในวิชาอาคมที่ใช้ในการปลุกเสก บรรจุพลังความเข้มขลังที่มีอานุภาพโดยเด่นด้านเมตตามหานิยม และโชคลาภ เป็นสำคัญ จนเป็นที่นิยมแสวงหาของลูกศิษย์อย่างกว้างขวาง ที่ไม่ใช่เฉพาะชาวไทยเท่านั้น แม้ชาวสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และชาวพุทธในประเทศตะวันตกอีกมากมาย ก็ศรัทธาเลื่อมใสในวัตถุมงคลทุกรุ่นของครูบากฤษณะ

ทุกปีในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 3 ทางจันทรคติ ครูบากฤษณะ จะจัดพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ขึ้นเป็นประจำ (หมายถึงการไหว้ครูของท่านครูบาเอง และลูกศิษย์ครูบาสักการะไหว้ท่านในฐานะเป็นครูบาอาจารย์) ซึ่งปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ และเป็นปีที่ครบรอบ 11 ปีของการจัดพิธีไหว้ครู โดยเริ่มตั้งแต่เวลาเช้า พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ แล้วถวายภัตตาหาร ในช่วงเย็นจะมีเทศนา พิธีไหว้ครู และอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคล "เทพจำแลงภมร" เนื้อผงโม่งดำ ย้อนยุค และวัตถุมงคลรุ่น 12 นักษัตร เนื้อผง พระผงรูปเหมือนพิมพ์แปดเหลี่ยม รุ่น 12 นักษัตร เทพจำแลงรูปไข่ เนื้อผง-เหรียญ และตลับสีผึ้งเทพจำแลง เมตตามหานิยม

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:15 น.] #1744019 (43/53)


(N)


ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:16 น.] #1744020 (44/53)


(N)


ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:17 น.] #1744021 (45/53)


(N)


ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:18 น.] #1744022 (46/53)


(N)


ครูบากฤษณะ อินทวัณโณ

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:21 น.] #1744023 (47/53)


(N)


ครูบาแบ่ง ฐามุตตโม เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2496 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 9 ปีมะเส็ง ที่หมู่บ้านโตนด ตำบลโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา จึงถือได้ว่าเป็นชาวโคราชโดยกำเนิด ชื่อเดิมของท่าน นายเสมา จุ่มกลาง เป็นบุตรของนายมาก จุ่มกลาง กับนางอ่อง จุ่มกลาง มีพี่น้องชายหญิงรวมกัน 7 คน โดยท่านเป็นบุตรคนที่ 3 ด้วยความที่ครอบครัวของท่านเป็นแพทย์แผนโบราณและเป็นหมออาคมไสยเวทย์ ที่ถ่ายทอดวิชาสืบต่อกันมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย ทำการรักษาผู้คนในหมู่บ้านและละแวกใกล้เคียงที่เจ็บป่วย ครั้นเมื่อท่านอายุได้ 12 ปีก็เรียนจบระดับประถมต้นจากโรงเรียนวัดบ้านโตนด จากนั้นท่านก็ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น แต่ท่านได้เริ่มศึกษาสรรพวิชาแพทย์แผนโบราณ การรักษาโรคภัยด้วยยาหม้อและสมุนไพร ท่านมีโอกาสได้ศึกษาอ่านเขียนอักขระขอมตามหลักคัมภีร์โบราณ และได้รับการถ่ายทอดเวทย์มนต์คาถามหาบทต่างๆจากนายมากผู้เป็นบิดา จากการที่ท่านตั้งใจรับการถ่ายทอดวิชาความรู้ทางการแพทย์แผนโบราณเป็นอย่างดี เมื่อท่านอายุได้ 14 ปีก็สามารถรักษาชาวบ้านให้หายจากอาการเจ็บป่วยได้ บิดาจึงไว้วางใจให้ช่วยรักษาชาวบ้านตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหมอน้อย ที่ได้รับการนับถือจากชาวบ้านโตนดตั้งแต่เยาว์วัย เมื่ออายุย่างเข้าวัยหนุ่มชีวิตในวัยนี้ของท่านได้พบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต เมื่อในหมู่บ้านโตนดของท่านมีชีปะขาวผู้หนึ่ง ซึ่งมีร่างกายสูงใหญ่ผิดจากคนธรรมดา เดินธุดงค์จาริกแสวงบุญมาปักกลดอยู่ที่ชายป่าท้ายหมู่บ้าน สอบถามได้ความว่าท่านเดินทางข้ามแม่น้ำโขงมาจากฝั่งประเทศลาว มีอาศรมถิ่นที่พำนักอยู่ภูเขาควาย ดินแดนที่มีความลี้ลับอาถรรพ์ เป็นป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยถ้ำและหุบเขาสูงชันที่ทอดตัวอยู่ทางตอนเหนือของประเทศลาว ที่ภูเขาควายแห่งนี้คือสถานที่ที่พระเกจิอาจารย์ของไทยหลายรูปได้ธุดงค์ไปถึงมาแล้ว และที่ภูเขาควายแห่งนี้ก็เป็นตักศิลาวิชาอาคมไสยเวทย์ของชีปะขาวผู้นี้ ท่านมีชื่อว่า”ครูบาสีหราช” ผู้ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมสาย พลต้อง เณรคำ และท่านหมอเทพจากสาย”สำเร็จลุน” ซึ่งเป็นพระเกจิระดับปรมาจารย์ของประเทศลาว เมื่อท่านทราบดังนี้จึงเกิดความเลื่อมใส ท่านจึงได้ฝากตัวขอเป็นศิษย์ ออกติดตามรับใช้ครูบาสีหราชในระหว่างที่เดินธุดงค์ในไทย ทั้งๆที่ท่านยังเป็นเพศฆราวาส จากนั้นก็เดินทางข้ามฝั่งไทยไปจนถึงอาศรมที่พำนักภูเขาควาย ท่านได้คอยรับใช้และได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจากครูบาสีหราชจนสำเร็จในระดับหนึ่ง ท่านจึงกราบลาครูบาเพื่อเดินทางกลับมายังบ้านโตนดอีกครั้ง พอถึง พ.ศ.2521 มีอายุได้ 25 ปี ถึงเกณฑ์บวชเรียนศึกษาพระธรรม ท่านได้กราบลาอุปสมบทที่วัดบ้านโตนด โดยมีพระอุปัชฌาย์ คือ “พระครูวัชรญาณวิสุทธิ์” เจ้าอาวาสวัดด่านทองหลาง เจ้าคณะอำเภอโนนสูงในขณะนั้น ท่านได้รับฉายาทางธรรมว่า “ฐามุตตโม” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้มีฐานะอันอุดม” เมื่อบวชได้ 4 เดือน หลังจากออกพรรษาในปีนั้น ท่านได้ปลีกวิเวกเริ่มออกเดินธุดงค์โดยทันที ด้วยความมีมานะเป็นมุ่งมั่นและมีจิตใจที่แน่แน่ว ประกอบกับเป็นผู้มีวิชาอาคมติดตัว หลังจากที่ท่านได้ออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆเป็นเวลา 1 ปี ท่านมีโอกาสได้พบกับครูบาสีหราชที่อาศรมภูเขาควายอีกครั้งหนึ่ง จึงได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจนสำเร็จถึงขั้นสูงสุด จากนั้นท่านได้เดินธุดงค์ข้ามฝั่งลาวกลับมายังวัดโตนดอีกครั้งหนึ่ง แต่พอถึง พ.ศ.2523 ครูบาสีหราชได้ละสังขาร ท่านจึงเดินทางกลับไปยังภูเขาควายและอยู่จัดการศพจนเรียบร้อย ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ท่านเสียใจมากจนต้องลาสิกขาบทกลับมาเป็นฆราวาส จากนั้นท่านได้เดินทางไปที่ต่างๆเพื่อค้นหาสัจจะธรรมบางสิ่งให้กับตัวเอง จนกระทั่ง พ.ศ.2536 ท่านได้รับข่าวบิดาล้มป่วยด้วยอาการอัมพฤกษ์ ท่านได้ทำการรักษาโดยใช้วิชาความรู้ที่มีแต่ก็ไม่สามารถรักษาบิดาให้หายได้ ท่านจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานขอบวชแก้บนให้บิดาโดยตั้งใจจะบวชเป็นเวลา 15 วัน แต่ในระหว่างที่บวชแก้บนอยู่นี้ ท่านได้เห็นความเจ็บป่วยของบิดา เห็นการเจ็บป่วยล้มตายของชาวบ้าน และเห็นความทุกข์ยากลำบากของชาวบ้าน ทำให้ท่านได้มีโอกาสได้เข้าใจถึงหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเกิดคิดเปลี่ยนใจขออยู่ในร่มกาสาวพักตร์ต่อไป เพื่อคอยช่วยเหลือญาติพี่น้องและชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ให้ได้นำหลักธรรมะมาใช้ในการนำพาชีวิตให้กลับมาดีขึ้นได้ ท่านได้รับการเรียกขานชาวบ้านและลูกศิษย์ว่า “ครูบาแบ่ง” ด้วยเพราะความใจดี เมื่อชาวบ้านขออะไรท่านก็ให้โดยไม่หวงหรือยึดติด จากนั้นท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์ตามป่าเขาในประเทศไทยเรื่อยมา และได้มีโอกาสจำพรรษาร่วมกับครูบากฤษณะซึ่งเป็นศิษย์ของครูบาสีหราชอีกผู้หนึ่ง จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ.2544 ท่านจึงได้ยุติการออกเดินธุดงค์และจำพรรษาอยู่ที่วัดโตนดตั้งแต่นั้นมา เนื่องจากปัญหาสุขภาพร่างกายและอายุที่มากขึ้น และในปี พ.ศ.2550 ท่านได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เป็น “พระครูสังฆารักษ์”
การที่ชาวบ้านเรียกขานพระเสมาว่า”ครูบา”นั้น เป็นเพราะท่านได้ศึกษาธรรมะและวิชาอาคมอยู่ที่ประเทศลาวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งชาวลาวและชาวไทยล้านนาจะใช้ภาษาถิ่นเรียกพระภิกษุที่มีความรู้ และสามารถถ่ายทอดความรู้นั้นให้กับผู้รับการศึกษาจนเข้าใจและสามารถนำไปถ่ายทอดต่อไปได้อีก ซึ่งถือว่าเป็นอาจารย์ของอาจารย์อีกผู้หนึ่ง
สำหรับวัตถุมงคลที่ท่านครูบาแบ่งได้เริ่มสร้างเป็นครั้งแรกนั้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2537 โดยสร้างวัตถุมงคลชุดแรกขึ้นมาเป็นจำนวน 3 พิมพ์ด้วยกัน คือ
1.พระพิมพ์สมเด็จสามชั้นเนื้อว่านแก้ยาสั่ง เนื้อขาวผงพุทธคุณ และเนื้อดำผงใบลานเผา
2.พิมพ์เทพสาลิกาเดี่ยว (หรือที่ลูกศิษย์นิยมเรียกกันว่า”ม้าน้ำ”) สร้างไว้ 3 สี ได้แก่ สีขาวเนื้อผงพุทธคุณ ผงสมเด็จ สีน้ำตาลเนื้อว่านเสน่ห์ ว่านมงคล และเนื้อสีแดงว่านสบู่เลือด โดยสร้างครั้งเดียวและวันเดียวกัน รวมแล้วประมาณ 140 องค์
3.พิมพ์ขุนแผนเนื้อสุริยะคลาส สร้างประมาณ 300 องค์
วัตถุมงคลชุดแรกที่ครูบาแบ่งสร้าง ปัจจุบันหาได้ยากมาก เพราะหมดไปจากวัดนานแล้ว สำหรับการสร้างวัตถุมงคลในแต่ละรุ่นนั้น ครูบาแบ่งจะเป็นผู้กดพิมพ์ ผสมส่วนประกอบมวลสารด้วยตัวของท่านเอง ในการสร้างแต่ละครั้งก็มีจำนวนน้อยตามสูตรผสมมวลสารและฤกษ์ยามโบราณที่ได้ศึกษามา โดยท่านจะพิจารณามอบให้ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดหรือผู้ที่ศรัทธาเป็นรายๆไป



ครูบาแบ่ง ฐามุตตโม

เรียบเรียงโดย

นายวันเรืองเดช เนาว์ประเสริฐ (เสี่ยหนึ่ง)

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:22 น.] #1744024 (48/53)


(N)


ครูบาแบ่ง ฐามุตตโม

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:23 น.] #1744026 (49/53)


(N)


ครูบาแบ่ง ฐามุตตโม

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:23 น.] #1744027 (50/53)


(N)


ครูบาแบ่ง ฐามุตตโม

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [อา. 17 ก.ค. 2554 - 01:24 น.] #1744028 (51/53)


(N)
(N)




ครูบาแบ่ง ฐามุตตโม

โดยคุณ พรวีชอ (2.7K)  [จ. 18 ก.ค. 2554 - 06:07 น.] #1744695 (52/53)
พิธีดี เข้มขลัง รูปแบบเหรียญสวยงาม ต้องเจ้าสัวอายุยืน

โดยคุณ manop_nak (7.7K)(1)   [พฤ. 28 มิ.ย. 2555 - 21:22 น.] #2316312 (53/53)
เยี่ยมครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www5