ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : วัดในอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ครับ

(N)
อำเภอที่เต็มไปด้วยเกจิอาจารย์ ผู้เรืองวิทยาคม ลองมาดู และ ลองมาช่วยกันครับ ว่าวัดไหน มีเกจิอาจารย์ท่านใด ช่วยๆกันนะครับ เพื่อความรู้ร่วมกันครับ


วัดกระบกขึ้นผึ้ง ม. 3 ตำบลบ้านค่าย บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดบ้านค่าย ม. 5 ตำบลบ้านค่าย บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดไผ่ล้อม ม. 1 ตำบลบ้านค่าย บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดเขาโพธิ์ ม. 10 ตำบลหนองละลอก บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดเชิงเนินสุทธาวาส ม. 5 ตำบลหนองละลอก บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดดอนจันทน์ ม. 1 ตำบลหนองละลอก บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดมาบตอง ม. 10 ตำบลหนองละลอก บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดละหารไร่ ม. 8 ตำบลหนองละลอก บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดสวนหลาว ม. 1 ตำบลหนองละลอก บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดหนองกะบอก ม. 4 ตำบลหนองละลอก บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดอ่างแก้ว ม.1 หนองละลอก ตำบลหนองละลอก บ้านค่าย ระยอง21120
วัดเกาะ ม. 1 ตำบลหนองตะพาน บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดปากป่า ม. 4 ตำบลหนองตะพาน บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดหนองสะพาน ม. 3 ตำบลหนองตะพาน บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดตาขัน ม. 5 ตำบลตาขัน บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดบ้านเก่า ม. 2 ตำบลตาขัน บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดสามัคคีคุณาวาส ม. 6 ตำบลตาขัน บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดหนองคอกหมู ม. 3 ตำบลตาขัน บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดหนองตะแบก ม. 4 ตำบลตาขัน บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดหนองหว้า ม.4 หนองหว้า ตำบลตาขัน บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดเขาหวาย ม. 6 ตำบลบางบุตร บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดเทพนิมิตร ม. 6 ตำบลบางบุตร บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดเนินสว่าง ม. 6 ตำบลบางบุตร บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดหนองพะวา ม.4 ตำบลบางบุตร บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดหวายกรอง ม. 2 ตำบลบางบุตร บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดปทุมาวาส ม. 6 ตำบลหนองบัว บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดป่าหวาย ม.5 ตำบลหนองบัว บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดปิปผลิวนาราม ม. 8 ตำบลหนองบัว บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดละหารใหญ่ ม. 1 ตำบลหนองบัว บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดศาลาน้ำลึก ม. 9 ตำบลหนองบัว บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดหนองกรับ ม. 3 ตำบลหนองบัว บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดหนองฆ้อ ม.7 หนองฆ้อ ตำบลหนองบัว บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดหินโค้ง ม. 6 ตำบลหนองบัว บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดเขาลอย ม.5 เขาลอย ตำบลชากบก บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดเจ็ดลูกเนิน ม. 4 ตำบลชากบก บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดชากกอไผ่ ม. 1 ตำบลชากบก บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดบึงต้นชัน ม. 4 ตำบลชากบก บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดห้วงหิน ม. 3 ตำบลชากบก บ้านค่าย ระยอง 21120
วัดกระเฉท ม. 1 กระเฉท ตำบลมาบข่า บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดซากผักกูด ม. 8 ตำบลมาบข่า บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดปกรณ์ธรรมาราม ม. 8 ตำบลมาบข่า บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดมาบข่า ม. 5 ตำบลมาบข่า บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดหนองบอน ม. 9 ตำบลมาบข่า บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดหนองผักหนาม ม.4 ตำบลมาบข่า บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดคลองตาทัย ม.3 คลองตาทัย ตำบลพนานิคม บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดเจริญศรีราษฎร์ ม. 1 ตำบลพนานิคม บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดนพเก้าพนาราม ม. 7 ตำบลพนานิคม บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดประสิทธาราม ม. 1 ตำบลพนานิคม บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดพนานิคม ม. 1 ตำบลพนานิคม บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดมะขามเดี่ยว ม. 6 ตำบลพนานิคม บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดหนองระกำ ม.2 หนองระกำ ตำบลพนานิคม บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดหนองหว้า ม. 6 ตำบลพนานิคม บ้านค่าย ระยอง 21180
วัดอัษฎาราม ม. 4 ตำบลพนานิคม บ้านค่าย ระยอง 21180


โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 13:24 น.]



โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 13:30 น.] #1693708 (1/23)
วัดละหารไร่

ก่อตั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ.2354 โดยหลวงพ่อสังข์เฒ่า รองเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่สมัยนั้น เห็นว่าพื้นที่ทางฝั่งคลองด้านตรงข้ามทางทิศเหนือของวัดละหารใหญ่มีทำเลดี เหมาะแก่การปลูกพืชผัก จึงได้หักล้างถางพงใช้เป็นพื้นที่ปลูกพืชผัก ขึ้นแรกได้สร้างที่พักร่มเงาไว้เมื่อถึงเวลาเข้าพรรษา ก็จำพรรษาที่วัดละหารใหญ่ ต่อมามีผู้คนไปทำไร่ในแถบใกล้ๆ ที่นั้นมากขึ้น เห็นว่ามีพระสงฆ์อยู่ เมื่อถึงวันพระก็จัดภัตตาหารไปถวายเป็นประจำ ต่อมาได้มีพระภิกษุไปอยู่เพิ่มมากขึ้น จึงได้ก่อสร้างกุฏิวิหาร พระสงฆ์ก็มาจำพรรษาที่นั่น ตั้งชื่อว่า "วัดไร่วารี" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดละหารไร่" โดยมีหลวงพ่อสังข์เฒ่าเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก

ในภายหลัง ทางวัดละหารไร่ได้มีพระภิกษุแก่อาวุโสขึ้น หลวงพ่อสังข์เฒ่าจึงมอบให้ปกครองกันเอง ส่วนตัวท่านได้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่ (ทราบว่าภายหลังได้รับการนิมนต์จากเจ้าเมืองระยองไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเก๋ง จังหวัดระยอง) มอบหมายให้หลวงพ่อแดง เป็นเจ้าอาวาสแทน ต่อมาได้มีเจ้าอาวาสอีกหลายรูปปกครองวัดละหารไร่ คือ หลวงพ่อเกิด หลวงพ่อสิงห์ หลวงพ่อจ๋วม ต่อมาหลวงพ่อจ๋วมได้ลาสิกขาบท ทำให้วัดละหารไร่ขาดพระภิกษุจำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน ในขณะนั้นหลวงพ่อทิม อิสริโก (งามศรี) ได้เดินทางกลับจากจังหวัดชลบุรี พุทธศาสนิกชนบ้านละหารไร่จึงพร้อมใจกันนิมนต์เป็นเจ้าอาวาส เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2450 หลวงพ่อทิมจึงได้สร้างอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งทำด้วยไม้ ปัจจุบันได้เลื่อนย้ายมาห่างจากที่เดิมประมาณ 20 วา และบูรณะให้อยูในสภาพเดิม

หลวงปู่ทิม อิสริโก
นาม เดิมชื่อ "ทิม งามศรี" เป็นบุตรของนายแจ้า นางอินทร์ เกิดที่บ้านรหัวทุ่งตาบุตร หมู่ที่ 2 ตำบลละหาร (ปัจจุบันเป็น หมู่ 1 ตำบลหนองบัว) อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 7 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2422 เป็นบุตรคนที่ 2 ของครอบครัวเมื่ออายุ 17 ปี นายแจ้ผู้เป็นบิดา นำตัวไปฝากไว้กับหลวงพ่อสิงห์ (วัดละหารใหญ่) เล่าเรียนหนังสือทั้งไทยและอักษรขอม ประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นขอลาหลวงพ่อสิงห์กลับไปช่วยโยมบิดา มารดา ทำงานบ้าน จนถึงอายุ 19 ปี ท่านจึงถูกคัดเลือกเข้าเป็นลูกหมู่ หรือทหารประจำการในสมัยนั้นอยู่ที่กรุงเทพถึง 4 ปีเศษ จึงได้รับการปลดปล่อยกลับมาอยู่บ้านตามเดิม โยมบิดาจึงได้ขออนุญาตให้ท่านได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา

หลวงปู่ทิม ได้อุปสมบทที่วัดทับมา โดยพระครูขาว เจ้าคณะแขวงเมืองระยอง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อสิงห์เป็นกรรมวาจาจารย์ เจ้าอธิการเกตุเป็นอนุสาวนาจารย์ โดยทำพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 7 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2449 ตรงกับปีมะแม เดือน 6 วันเสาร์ ขึ้น 7 ค่ำ ได้รับฉายานามสงฆ์ว่า "อิสริโก" หลังจากบวชแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนทางปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานจากหลวงพ่อสิงห์ อาจารย์ของท่าน และศึกษาวิชาต่างๆ จากตำราคู่วัดละหารใหญ่ (เข้าใจว่าเป็นตำหรับเดิมของหลวงปู่สังข์เฒ่า) จนมีความรู้แตกฉานได้ออกจาริกปฏิบัติธุดงค์กับหลวงพ่อยอด นักปฏิบัติที่เป็นอาจารย์ ออกธุดงค์ไปตามจังหวัดต่างๆ เพื่อเจริญสมณธรรม ออกหาความวิเวกสันโดษ ตามอัธยาศัยเป็นเวลา 3 ปี ครั้นเมื่อใกล้เข้าพรรษากลับมาถึงจังหวัดชลบุรีได้จำพรรษาที่วัดนามะตูมถึง 2 พรรษา ได้เที่ยวร่ำเรียนศึกษาวิชาเพิ่มเติม กับพระเกจิอาจารย์หลายรูป ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสที่เก่งกล้าอีกหลายคน จากนั้นได้กลับมาจำพรรษาที่วัดละหารไร่ และได้รับนิมนต์จากชาวบ้านขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ ตั้งแต่พ.ศ. 2450 ท่านได้ก่อสร้างเสนาสนะบูรณซ่อมแซมกุฏิ และถาวรวัตถุอีกหลายอย่าง

ที่อยู่ : หมู่ 8 ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง
การเดินทาง : เข้าตัวเมืองระยอง ใช้ถนนสาย 3138 ไปเรื่อยๆ เลยอำเภอบ้านค่ายอยู่ด้าซ้ายมือ


โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 13:32 น.] #1693709 (2/23)
วัดละหารใหญ่
วัดละหารใหญ่ ตั้งอยู่หมู่ 1 ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ไปทางถนน 3138 เลยที่ทำการ อบต.หนองบัว 100 เมตร เลี้ยวซ้ายไปทางเดียวกับวัดละหารไร่ ( หลวงปู่ทิม ) วัดจะอยู่ก่อนสะพานข้ามแม่น้ำระยอง ลอดซุ้มประตูวัดเข้าไปจะพบต้นมะสังข์ 100 ปี และต้นโพธิ์ 200 ปี ที่ปัจุบันคงความใหญ่ของต้นโพธิ์เกิน 10 เมตร มีสถานที่การแสดงการทำนาสมัยโบราณ ตั้งแต่คราด ไถ โกรกเทียมควายคู่ โกรกเทียมควายเดี่ยว อุปกรณ์การทำข้าวซ้อมมือ ครบครัน ด้านซ้ายพบกับต้นสารภีทะเล อายุหลาย 10 ปี เลยไปนิดจะพบกับมลฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ด้านเหนือ มีเจดีย์ใหญ่ ที่เก็บพระธาตุและของสำคัญของวัด เหนือไปอีกนิดจะพบซากเจดีย์เก่า มีอิฐหักรูปพญานาค วนรอบเจดีย์ ซึ่งทางวัดยังอนุรักษ์อยู่ อุโบสถหลังเก่าเดิมสร้างด้วยไม้ พระครูวิจิตรธรรมานุวัตร ( หลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอก ) เจ้าคณะอำเภอบ้านค่าย ในสมัยยังมีชีวิตอยู่บอกว่า หลายคนสงสัยว่าใต้เสมาไม้จะมีลูกนิมิตหรือไม่ จึงลองขุดดู ปรากฏว่ามีลูกนิมิตเหมือนกับอุโบสถอื่นๆ จึงคลายสงสัยของคนทั่วไป สิ่งที่ผู้เขียนเสียดายคือเจดีย์หลังอุโบสถอยู่ด้านหน้ากุฏิหลวงพ่อสิน ที่คุณต้อย คนพรานนก กทม.เสียดาย กลัวจะผุพัง จึงสร้างเจดีย์ปูนครอบไว้ พร้อมทั้งปลูกต้นไม้ไว้อย่างสวยงาม สิ่งที่ยืนยันความเป็นวัดอายุกว่า ร้อย ปี คือต้นลั่นทม ที่ลุงหน่าย วิเชียรเสนาะ โยมวัดอายุกว่า 80 กว่าปี บอกไว้ว่าตอนเด็กๆมาวิ่งลอดต้นลั่นทมยามที่มาโรงเรียน ตอนนั้นต้นลั่นทมมีอายุประมาณ 30-50 ปีแล้ว นอกจากนี้วัดละหารใหญ่ ยังเป็นวัดแรกที่ตั้งโรงเรียนประชาบาลในตำบลตาสิทธิ์ ( ชื่อตำบลเดิม ปัจจุบันคือตำบลหนองบัว และตำบลหนองละลอก ) โดยมีหลวงพ่อเพ่งเป็นครูสอนในสมัยแรก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก อาจารย์เทียนชัย ทรงบัณฑิตย์/ เพลิน แจ่มเพ็ชร และ

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 13:32 น.] #1693710 (3/23)
หลวงพ่อสิน
พระครูสุภัทราจารคุณ ( หลวงพ่อสิน วัดละหารใหญ่ ) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันของวัดละหารใหญ่ เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2471 ที่บ้านหัวทุ่ง หนองบัว อำเภอบ้านค่าย เป็นบุตรของพ่อเซี้ยะ คุณแม่จันทร์ สุขมาก แต่เล็กหลวงพ่อสินเป็นเด็กที่สนใจในการศึกษาทั้งภาษาไทยและธรรมะ โดยตามโยม บิดา มารดา มาวัดทุกวันพระ เมื่ออายุย่าง 7 ปี จึงเข้าเรียนภาษาไทย และภาษาขอมจากโรงเรียนประชาบาลละหารใหญ่ โดยมีหลวงพ่อเพ่ง สาสโน อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ 8 ของวัดละหารใหญ่เป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นครูสอน หลังจากหลวงพ่อสินเรียนจบตามหลักสูตรได้ออกมาช่วย พ่อ-แม่ ทำนา จนอายุครบ 20 ปี( 2492 ) ได้รับการเกณฑ์ทหารไปเป็นทหาร 2 ปี หลังปลดประจำการจึงได้ทำการอุปสมบทที่วัดละหารใหญ่ โดยมีพระครูวิจิตรธรรมานุวัติ ( หลวงพ่อลัด )วัดหนองกระบอกเป็นพระอุปัชฌา หลวงพ่อเพ่ง สาสโน วัดละหารใหญ่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูเกลี้ยง ธัมมถีโย เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา ภัททาจาโร
หลวงพ่อสิน เมื่อท่านได้อุปสมบทแล้ว ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ควบคู่กับตำราพุทธาคมหลวงปู่สังข์เฒ่า ของดีคู่วัด ได้รับการครอบครูจากหลวงพ่อเพ่ง สาสโน วัดละหารใหญ่ เรียนจนจบตามที่ท่านได้ศึกษามาจากหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า จากนั้นจึงข้ามน้ำไปเรียนต่อและฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงปู่ทิมวัดละหารไร่ ท่านเล่าให้ฟังว่าเวลาไปเรียนวิชากับหลวงปู่ทิม หลังจากฉันเพลแล้ว หลวงปู่ทิมท่านให้คาถาบทหนึ่ง ต้องท่องให้ขึ้นใจ จึงจะเพิ่มเติมได้ ศึกษาอยู่กับหลวงปู่ทิม 8 ปี
เมื่อถึง พ.ศ. 2508 หลวงพ่อเพ่งมรณภาพ ทายกทายิกา จึงเสนอแต่งตั้งให้หลวงพ่อสินเป็นเจ้าอาวาส ปกครองและพัฒนาวัดจนเจริญใกล้เคียงกับวัดอื่นๆ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2521 ได้รับฐานานุกรมเป็นพระใบฎีกาสิน วันที่ 5 ธันวาคม 2525 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯพระราชทานสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตรชั้นโท ที่พระครูสุภัททาจารคุณ ( พรรษา 31 อายุ 54 ปี ) 23 กรกฏาคม 2539 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลหนองบัวและเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2542 หลวงพ่อได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
ด้านการปฎิบัติตน ท่านเป็นพระสมถะ เป็นแบบอย่างที่ดีกับลูกวัด การทำวัตรเช้า – เย็น ในระหว่างพรรษา ท่านจะปฎิบัติตลอด เพราะท่านถือว่านี่คือกิจของสงฆ์ ที่ต้องปฎิบัติในพรรษา ปฏิปทา อัธยาศัยในการต้อนรับ พุทธศาสนิกชนที่มากราบ และให้ช่วยในเรื่องต่างๆ ท่านทำให้ด้วยความเมตตา เรียกว่าใครมาพบท่านจะไม่มีความผิดหวัง หลวงพ่อจะอนุเคราะห์ตามที่ศิษย์ร้องขอ การเจิมรถ การเสดาะเคราะห์ ต่อชะตา ถวายสังฆทาน ท่นทำให้อย่างเต็มใจ แม้การไปเริ่มพิธี พุทธภิเษกวัตถุมงคลต่างๆหากท่านไม่อาพาธจะรับนิมนต์ ไปทำให้
วัตถุมงคลของวัดละหารใหญ่หลายๆอย่างของหลวงพ่อสิน ท่านจะอธิษฐานจิตเดี่ยว เช่นเดียวกับหลวงพ่อสาครวัดหนองกรับ เพราะทั้งสองรูปถือว่าเมื่อได้ศึกษาจากครู – อาจารย์มาแล้ว ก็น่าจะทำบ้างตามตำราที่เรียนมา ท่านถือว่าดีไม่ดีก็รู้กัน ดังก็ดังไปเลย จึงมีผู้เล่าขานอยู่เนืองๆว่ารุ่นนั้นยิงไม่ออก รุ่นนี้ยิงไม่ถูก รุ่นนั้นแขวนองค์เดียวรถตกถนนพลิกคว่ำ 3-4 ทอดไม่เป็นอะไร เจิมรถออกใหม่ ปลอดภัย ค้าขายดี ผีเข้าอาราธนาเหรียญหลวงพ่อสินทำน้ำมนต์ไล่ผีได้ เป็นเรื่อง ที่บอกต่อๆกัน มา ที่รู้อย่างเดียวว่าพริกยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดฉันใด ก็คงเหมือนหลวงพ่อสินวัดละหารใหญ่

ข้อมูลนี้สำหรับผู้ที่ศรัทธาหลวงพ่อสินด้วยใจจริงจะได้มีไว้ศึกษาถึงหลวงพ่อครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก อาจารย์เทียนชัย ทรงบัณฑิตย์/ เพลิน แจ่มเพ็ชร และทีมงาน ในคอลัมม์ เคาะระฆัง ครับ

โดยคุณ takechivirus (317)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 13:33 น.] #1693713 (4/23)
สุดยอดครับ

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 13:37 น.] #1693722 (5/23)
วัดหนองกรับ

ชื่อวัดโดยทางราชการว่า "วัดหนองกรับ" สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายอยู่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ตำบลบางบุตร-หนองบัว อำเภอบ้นค่าย จังหวัดระยอง ภาค 13
สถานที่ตั้งวัดบ้านหนองกรับ หมู่ที่ 3 ถนนบ้านค่าย-บ้านบึง ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง

ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่จำนวน 6 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ 2052
ที่ธรณีสงฆ์ 2 แปลง มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 64 ไร่ - งาน 77 ตารางวา
ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปเป็นทุ่งนาและสวนยางพารา
วัดหนองกรับ เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดระยอง เริ่มสร้างวัดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2328 โดยพระอธิการคล้าย เจ้าอาวาสองค์แรกเป็นผู้ริเริ่มสร้างขึ้นในที่ทายกทายิกาช่วยกันหักล้างถางป่า
สร้างเป็นที่พักสงฆ์ขึ้น ในเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ.2332 พระอธิการคล้าย พร้อมด้วยชาวบ้าน เห็นว่าสถานที่แห่งนี้เหมาะสมที่จะสร้างเป็นวัดถาวรสืบต่อไป เนื่องจากมีลำครองอยู่ไกล้วัด
เป็นการสะดวกในการคมนาคมทางน้ำไปยังพื้นที่ไกล้เคียงและไปสู่อำเภอ จากอำเภอไปสู่จังหวัดได้อีกด้วย นายหม่อง นางช้อน ประดับผล ราษฏรในท้องถิ่น มีจิตศรัทธาถวายที่ดินของตนที่อยู่ติดกับวัดเพิ่มอีก
3 ไร่เศษ ทำให้วัดมีที่ดินเป็นที่ธรณีสงฆ์ ในขณะนั้น 6 ไร่เศษ สิ่งก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ได้มีขึ้นตามลำดับสืบต่อมา

ในปี 2416 พระอธิการอิ่ม เจ้าอาวาสลำดับที่ 8ได้ก่อสร้างศาลาการเปรียญเป็นไม้ขึ้น 1 หลัง และโดยที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดฝันมาก่อน ในปี พ.ศ.2473 ได้เกิดเพลิงไหมวัดเสียหายหมดทั้งหลัง
ทำให้โบราณวัตถุ หลักฐานเอกสารต่าง ๆ ของวัดสูญหมดสิ้นไปด้วย

จวบจนมาถึงสมัยพระครูเกลี้ยง ธัมมถีโย เจ้าอาวาสลำดับที่ 9 ท่านได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดขึ้นมาใหม่ และได้สร้างหอระฆังขึ้น ในปี พ.ศ.2495 ต่อมาในปี พ.ศ.2498 ได้สร้างอุโบสถขึ้น
พร้อมทั้งสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้น ภายหลังวัดหนองกรับ เริ่มมีความเจริญขึ้นในสมัยของท่านพระครูเกลี้ยง ธัมมถิโย เป็นต้นมา จนถึง พ.ศ.2508 ท่านได้มรณภาพลงตามสังขารขันธ์ ทายกทายิกาได้ไปนิมนต์
พระสาครมนุญโญ จากวัดละหารไล่ มาเป็นเจ้าอาวาสลำดับที่ 10 สืบต่อมา
หลังจากพระอธิการสาคร มนุญโญ มาเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 เป็นต้นมา ท่านได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์สิ่งที่ชำรุดทรุดโทรมและได้ก่อสร้างเสนาสนะต่าง ๆ อีกหลายอย่าง เช่น

พ.ศ.2511 สร้างกุฏิสงฆ์ 1 หลัง 9 ห้อง สร้างสะพานไม้ข้ามคลองใหญ่หลังวัดขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 32 เมตร
พ.ศ.2513 บูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถ โดยเปลี่ยนเสา ทาสีและทำบานประตู หน้าต่างใหม่หมด
พ.ศ.2517 ก่อสร้างซุ้มประตูเข้าวัดเป็นประตูคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดกว้าง 5 เมตร สูง 10 เมตร
พ.ศ.2520 สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดกว้าง 14 เมตร ยาว 32 เมตร
พ.ศ.2535 สร้างหอระฆัง กว้าง 4.50 เมตร สูง 15 เมตร
พ.ศ.2535 สร้างเมรุเผาศพพร้อมศาลาฌาปนสถาน 1 หลัง
พ.ศ.2536 สร้างมณฑปพระพุทธบาท 1 หลัง
พ.ศ.2539 สร้างกุฏิเจ้าอาวาสสองชั้น 1 หลัง
พ.ศ.2549 สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ทรงไทยคอนกรีต 3 ชั้น 1 หลัง
พ.ศ.2550 สร้างห้องน้ำขนาด 10 ห้องทรงไทย 1 หลัง

การบริหารและการปกครองของวัดหนองกรับ ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมามีเจ้าอาวาสปกครองวัดจนถึงปัจจุบัน
รูปที่ 1 พระอธิการคล้าย 2328
รูปที่ 2 พระอธิการเต็ม
รูปที่ 3 พระอธิการรวม
รูปที่ 4 พระอธิการพุ่ม
รูปที่ 5 พระอธิการเลี้ยว
รูปที่ ุ6 พระอธิการจี๊ด
รูปที่ 7 พระอธิการคง
รูปที่ 8 พระอธิการอิ่ม อิสสโร
รูปที่ 9 พระครูเกลี้ยง ธัมมถีโย ถึง พ.ศ.2508
รูปที่ 10 พระครูมนูญธรรมวัตร พ.ศ 2508 จนถึงปัจจุบัน

การศึกษา วัดหนองกรับได้จัดตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2508 จนถึงปัจจุบัน
วัดหนองกรับ ได้รับเอกสารทางราชการรับรองสภาพความเป็นวัดอย่างเป็นทางการราชการ ตามเอกสารที่ ศธ.0403/1913
กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ กทม. 10300 หนังสือรับรองสภาพวัดมีว่า
วัดหนองกรับ ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ได้ตั้งเป็นวัดเมื่อ พศ 2328 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ
พ.ศ.2472 ซึ่งเจ้าคณะปกครองฝ่ายสงฆ์ได้ปกครองดูแลตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
ดยหนังสือนี้ กรมการศาสนาขอรับรองว่า วัดหนองกรับ เป็นวัดสมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121
ซึ่งกฏหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น
หนังสือรับรองสภาพวัดให้ไว้เป็นสำคัญ


ให้ไว้ ณ วันที่ 21 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538
นายพนม พงษ์ไพบูลย์
อธิบดีกรมศาสนา

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 13:39 น.] #1693723 (6/23)
เพื่อนๆท่านใดมีข้อมูลช่วยกันลงมาดูกันนะครับ เพื่อนๆที่ยังไม่ทราบจะได้มีข้อมูลได้ศึกษากันมากขึ้น

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 13:47 น.] #1693727 (7/23)
หลวงปู่ทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง หลวงพ่อเพ่งวัดละหารใหญ่ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่


อิทธิฤทธิ์...หลวงพ่อเพ่ง, เมตตามหานิยม...หลวงพ่อทาบ, อาคม...หลวงพ่อทิม”
วลีสามประโยคนี้เป็นคำกล่าวของชาวระยองเมื่อเอ่ยถึงหลวงพ่อเพ่ง หลวงพ่อทาบ และหลวงพ่อทิม ภายหลังจากที่หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย หลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก และหลวงพ่อกาจ วัดหนองสนมได้มรณภาพแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นเอกลักษณ์อันเด่นชัดของพระเกจิอาจารย์แต่ละรูปว่าโดดเด่นไปคนละทาง หลวงพ่อเพ่งนั้น โดดเด่นทางอิทธิฤทธิ์ หลวงพ่อทาบนั้นโดดเด่นทางเมตตามหานิยม ส่วนหลวงพ่อทิมนั้นโดดเด่นเรื่องคาถาอาคม ทั้งสามท่านมีอายุไล่เลี่ยกัน โดยหลวงพ่อทาบแก่กว่าหลวงพ่อทิม ๒ ปี ส่วนหลวงพ่อทิมและหลวงพ่อเพ่งมีอายุเท่ากันเพราะไล่ทหารปีเดียวกัน

อิทธิฤทธิ์หลวงพ่อเพ่ง
หลวงพ่อเพ่ง ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์รูปนี้อดีตเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัดระยอง อยู่คนละฟากแม่น้ำบ้านค่ายกับวัดละหารไร่ หลวงพ่อทิมได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่าหลวงพ่อเพ่งสมัยเป็นทหารเรือ ท่านเคยเป็นบ๋อย (มาจาก Boy ใช้เป็นศัพท์สแลงแปลว่า คนรับใช้) ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาของทหารเรือไทย
พระอาจารย์สิน เจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่ ซึ่งเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อเพ่งและหลวงพ่อทิมได้เล่าว่า หลวงพ่อนั้นท่านเป็นคนหัวดี สมองไว เก่งทางเลขผานาที การคำนวณ และเก่งทางหนังสือหนังหา เมื่อถูกเกณฑ์เป็นทหารเรือจึงได้รับคัดเลือกให้ไปรับใช้ใกล้ชิดเสด็จเตี่ยหรือกรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารเรือในยุดนั้น หลวงพ่อเพ่งเป็นผู้ที่ใฝ่ใจทางวิทยาอาคม เมื่อมีโอกาสจึงติดตามเสด็จในกรมไปเล่าเรียนวิทยาอาคมต่างๆ ด้วย
เมื่อครบกำหนดการเป็นทหารซึ่งในสมัยนั้นใช้เวลา ๓ *** ๔ ปี ท่านก็กลับมาบ้านเกิดของท่านโดยบวชเป็นพระภิกษุมาแล้ว และมาจำพรรษาอยู่วัดละหารใหญ่ เจ้าอาวาสองค์ก่อนจึงขอให้หลวงพ่อเพ่งสอนหนังสือแก่กุลบุตรกุลธิดาแถววัดละหารใหญ่และวัดละหารไร่ นั่นเอง
หลวงพ่อสินยังเล่าต่ออีกว่าหลังจากนั้นก็มีพวกเจ้าขุนมูลนายจากกรุงเทพฯ มาเยี่ยมเยียนหลวงพ่อเพ่งเป็นประจำ และมาอยู่ค้างที่วัดละหารใหญ่ครั้งละหลายๆ วัน ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปรู้ว่าหลวงพ่อเพ่งมีอิทธิฤทธิ์ด้านคงกระพันเป็นเอกนั้น ก็เพราะวันหนึ่งขณะที่พวกชาวบ้านกำลังเอามีดผ่าไม้รวกอยู่ หลวงพ่อเพ่งมาเห็นเข้าบอกว่า “ผ่าด้วยมีดมันช้า” ว่าแล้วท่านก็เอามือผ่าลำไม้รวกซึ่งผิวของมันคมกริบปานคมมีดโกน แต่ท่านใช้มือผ่าไม้รวกให้ชาวบ้านดูอย่างหน้าตาเฉย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้คนก็ไปขอของดีจากท่านมิได้ขาด บางครั้งขณะที่ท่านกำลังสอนหนังสือเด็กก็มีคนไปรอเพื่อขอให้ลงตะกรุดให้
ผู้เฒ่าผู้แก่แถวๆ วัดละหารไร่เล่าว่า เมื่อชาวบ้านหยิบเอาวัสดุที่เตรียมมาซึ่งมีทั้งแผ่นทองเหลือง แผ่นหม้ออลูมิเนียมตัดเป็นแผ่นๆ มาให้ท่าน หลวงพ่อเพ่งท่านจะหยิบแผ่นโลหะนั้นมาจารอักขระลงไปในแผ่นเพียงตัวเดียว คือ ตัวเฑาะว์มหาพรหม หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “ตัวเฑาะว์ใหญ่” จารเสร็จแล้วท่านก็ม้วนเป็นตะกรุด ยกขึ้นจบเหนือศีรษะ แล้วส่งให้ผู้ขอเลย โดยไม่เห็นท่านปลุกเสกอะไร แรกๆ ชาวบ้านไม่แน่ใจก็ลองเอาตะกรุดนั้นวางบนตอไม้ แล้วใช้ปืนยิงลองดู ปรากฏว่า นัดแรกดัง แชะ ด้านทุกราย! ส่วนนัดที่สองด้านบ้าง ยิงออกแต่ไม่ถูกบ้าง บางครั้งมีคนมาขอตะกรุดแต่ไม่มีโลหะมาให้ท่านลง ท่านก็บอกว่ามึงเอาซองห่อยากาแรตนั้นแหละมาลง ปรากฏว่ากระดาษอลูมิเนียมชนิดบางที่ใช้ห่อบุหรี่ตราฆ้องสมัยนั้นก็กลายเป็นตะกรุดไปอย่างวิเศษก็มี หลวงพ่อเพ่งท่านไม่ได้สร้างพระเครื่องอะไรทั้งสิ้นนอกจากตะกรุดอย่างเดียว ปัจจุบันชาวบ้านแถบนั้นจึงหวงตะกรุดหลวงพ่อเพ่งมากกว่าตะกรุดของหลวงพ่อทิมเสียอีก !
อีกเรื่องหนึ่งที่แสดงถึงอิทธิฤทธิ์หลวงพ่อเพ่งให้เป็นที่ประจักษ์ คือ เมื่อวัดละหารใหญ่มีงาน ชาวบ้านก็ล้างจานชามกันที่สระน้ำหน้าวัดทีละใบๆ หลวงเพ่งท่านมาเห็นเข้าท่านจึงบอกว่า “ล้างแบบนี้ช้าไป เอาใส่แข่งเขย่าเลย” ชาวบ้านก็ทำตามท่าน ถ้วยชามที่เป็นแก้วเป็นกระเบื้องก็ไม่แตก! เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ

อาคมหลวงพ่อทิม
ในยุคที่หลวงพ่อเพ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่อยู่นั้น หลวงพ่อทิมยังเป็นเพียงพระหมอยาเท่านั้น ใครที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็พากันไปหาหลวงพ่อทิม แต่ถ้าจะเอาเรื่อง คงกระพัน ยิงไม่ออกฟันไม่เข้า ก็ต้องไปหาหลวงพ่อเพ่ง แต่ทั้งหลวงพ่อเพ่งและหลวงพ่อทาบนั้น ท่านรู้อยู่เต็มอกว่าไม่ว่าด้านคงกระพันหรือเมตตามหานิยมนั้น หลวงพ่อทิมก็ไม่เป็นสองรองทั้งสองรูป แต่หลวงพ่อทิมท่านเป็นพระสำรวมนอบน้อมถ่อมตนจึงเก็บงำไม่ยอมสำแดงออก ก่อนที่หลวงพ่อเพ่งจะมรณภาพ ท่านสั่งลูกศิษย์ใกล้ชิดไว้ว่า เมื่อท่านตายแล้วและศพท่านเผาไม่ไหม้ก็ให้คนไปตามท่านทิมมาช่วยเผา และก็เป็นไปตามคำที่หลวงพ่อเพ่งสั่งไว้
สำหรับหลวงพ่อทาบ เทพเจ้าแห่งเมตตามหาน ิยมนั้น คราวท่านจะปลุกเสกพระเครื่องรุ่นแรกของท่าน ท่านถึงกับซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปนิมนต์หลวงพ่อทิมแห่งวัดละหารไร่ไปเป็นประธานในพิธีปลุกเสก และหลังจากหลวงพ่อเพ่งและหลวงพ่อทาบมรณภาพแล้วไม่นาน หลวงพ่อทิมก็ดังระเบิดมาจนทุกวันนี้

เมตตาหลวงพ่อทาบ
พระเกจิอาจารย์ของบ้านค่ายนั้น จะกล่าวกันแล้วก็โด่งดังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระเกจิอาจารย์ของเมืองไหน ๆ ดังจะเห็นได้จากคราวปลุกเสกครั้งยิ่งใหญ่ที่วัดราชบพิตร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ที่บ้านค่ายมีพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับนิมนต์เข้าปลุกเสกถึง ๓ รูป มากกว่าอำเภออื่นๆ แต่พระเกจิอาจารย์ของอำเภอบ้านค่ายมักเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ค่อนข้างจะอาภัพ จะดังก็ดังแต่เฉพาะในท้องถิ่นแคบๆ จวบจนเมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านจึงจะดังอีกครั้งหนึ่ง และก็ดังยิ่งกว่าสมัยมีชีวิตอยู่เสียอีก
หลวงพ่อทาบท่านก็เป็นพระเกจิอาจารย์ของชาวระยองอีกรูปหนึ่งดังเงียบๆอยู่แต่ในท้องถิ่นแคบๆ ของบ้านค่าย จวบจนท่านมรณภาพไปแล้วผู้คนจึงโจษจันกันถึงความมีเมตตามหานิยม แสวงหา
สีผึ้งเขียวอันเลื่องชื่อของท่านอยู่พักหนึ่งแล้วก็ค่อยเงียบหายไป
หลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง หรือพระครูอรรถโกศล เป็นคนระยองโดยกำเนิด เกิดที่บ้านนาตาขวัญ ต. นาตาขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เมื่อวันศุกร์ เดือนหก ปีฉลู ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๒๐ โยมบิดา ชื่อ อุ่น เพชรนคร โยมมารดา ชื่อ ฉิม พื้นเพเป็นชาวจังหวัดจันทบุรี ท่านมีพี่น้องถึง ๘ คน หลวงพ่อทาบเป็นน้องคนสุดท้อง
สมัยท่านเป็นเด็กมีคนเล่าให้ฟังว่า ท่านเป็นคนใจบุญสุนทาน เมื่อโยมของท่านจับปลามาขังไว้เพื่อประกอบอาหาร ท่านมักจะปล่อยลงน้ำไปหมดด้วยความสงสาร จนถูกโยมบิดามารดาดุเอาหลายครั้งหลายหน แต่เมื่อมีโอกาสท่านมักจะปล่อยปลาลงน้ำไปเสมอๆ จนโยมท่านต้องงดนำปลาเป็นๆ มากักขังไว้ หลวงพ่อทาบท่านได้เริ่มต้นเล่าเรียนเมื่ออายุได้เพียง ๔ *** ๕ ขวบ พออายุได้ ๒๐ ปี เข้าสู่วัยฉกรรจ์ ท่านก็ถูกเกณฑ์เป็นทหารเรือรับใช้ชาติตามหน้าที่ของลูกผู้ชายอยู่ถึง ๔ ปี จึงได้ปลดประจำการ หลังจากนั้นท่านก็บวชอุทิศส่วนกุศลให้แก่โยมบิดามารดาทั้งสองคนโดยมีพระครูสมุทรสมานคุณ (แหยว) เจ้าอาวาสวัดป่าประดู่เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์มาก เจ้าอาวาสวัดนาตาขวัญเป็นพระกรรมวาจารย์ และพระอาจารย์รวม วัดบ้านแลง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงพ่อทาบเป็นพระหนุ่มที่เคร่างครัดสำรวมขยันขันแข็งมาก ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยและสามารถแปลมูลกัจจายน์มงคลทีปนี้ได้ในพรรษาแรก นอกจากนี้หลวงพ่อทาบก็ยังได้ศึกษาวิชาอาคมกับหลวงพ่อมาก พระกรรมวาจารย์ของท่านอีก จากนั้นท่านก็ไปอยู่รับใช้พระอุปัชฌาย์อีกประมาณ ๒ ปี ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจากพระอุปัชฌาย์จนหมดสิ้น
พระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อทาบ คือ พระครูสมุทรสมานคุณ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดระยอง ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อแหยว เป็นผู้มีวิชาอาคมขลังยิ่งรูปหนึ่งในจังหวัดระยองยุคนั้น โดยเฉพาะทางด้านเมตตามหานิยม เล่ากันว่าผ้ายันต์พัดโบกของท่านนั้น ใช้โบกไปทางไหนผู้หญิงก็จะต้องตามไปทางนั้นทันที เรียกว่าหลวงพ่อมีชื่อเสียงทางผ้ายันต์หรือผ้าพัดโบกมาก
เมื่อหลวงพ่อทาบบวชได้พรรษาที่ ๕ พ้นจากการเป็นพระนวกะแล้ว ท่านก็เริ่มออกเดินธุดงค์เพื่อหาความสงบวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร และแสวงหาพระอาจารย์ดี ๆ ไปตามที่ต่าง ๆ ในช่วงเวลานั้น หลวงพ่อทาบชอบพอกันหลวงพ่อทิมมาก เคยไปธุดงค์และแสวงหาพระอาจารย์ด้วยกันหลายครั้งหลายหน
หลวงปู่ทิมเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าสมัยท่านเป็นทหารเรือลูกหมู่อยู่นั้น มีทหารเรือรุ่นเดียวกับท่านอยู่คนหนึ่ง หน้าตาอัปลักษณ์ แอบไปหลงรักหญิงสาวหน้าตาดีอยู่คนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ ๆ กับกองทหาร ผู้หญิงคนนี้มีทหารหลายคนไปเกี้ยวพาราสีกันอยู่ โดยเหตุที่เพื่อนของท่านหน้าตาไม่ดี จึงถูกตราหน้าว่า “แม้ชายผ้าถุงก็อย่าหมายได้เห็น” เพื่อนของท่านเกิดความอับอายเพื่อนฝูงจึงกล่าวกับท่าน (หลวงปู่ทิม) ว่า “พวกมึงคอยดู กูออกทหารเมื่อไร กูจะพาอีนี่กลับไปบ้านด้วย มันจะต้องร้องตามกู แล้วพวกมึงคอยดู...”
เมื่อเพื่อทหารผู้นั้นถูกปลดประจำการพร้อมกับท่าน หญิงสาวขวัญใจทหารในกองร้อยที่ทุกคนหมายปองก็หอบผ้าหอบผ่อนตามพลทหารเพื่อนของท่านกลับไปบ้านค่ายด้วยท่ามกลางความงุนงงของเพื่อนทหารโดยทั่วไป และได้อยู่กินกับเพื่อนทหารผู้อัปลักษณ์ของท่านคนนั้นอย่างมีความสุข มีลูกหลานอยู่ในบ้านค่ายมาจนทุกวันนี้ หลวงปู่ทิมท่านถามเพื่อนของท่านว่าใช้อะไรจึงทำให้ผู้หญิงตามมาทั้งๆ ที่เขาไม่เคยรักเราเลย เพื่อนของท่านตอบว่า ใช้ผ้าพัดโบกของหลวงพ่อกาจ ซึ่งท่านทำให้ไว้คราวลงมาเป็นทหาร
ดังนั้นในยุคที่หลวงปู่ทิมเป็นพระหนุ่มที่ใฝ่หาวิชาอาคมใส่ตัว จึงจดจำเรื่องอานุภาพของผ้าพัดโบกหลวงพ่อกาจได้อย่างฝัง ใจ และชวนหลวงพ่อทาบเพื่อนเกลอไปขอร่ำเรียนวิชาพัดโบกจากหลวงพ่อกาจด้วยกัน แต่หลวงพ่อกาจให้ท่านเรียนวิชาได้เพียงคนเดียว ส่วนหลวงพ่อทาบไม่ได้เรียน ผมถามว่าเป็นเพราะเหตุใด หลวงปู่ทิมท่านตอบว่า “ก็นี่ (หลวงปู่ทิมท่านมักเรียกสรรพนามแทนตัวท่านว่า “นี่”) รู้ว่าหลวงพ่อกาจท่านชอบสูบกัญชา นี่จึงเอากัญชาติดมือไปถวายท่านด้วยหนึ่งห่อ หลวงพ่อกาจเลยสอนวิชาให้ ส่วนท่านพี่ทาบไม่เอากัญชาติดมือไปด้วย หลวงพ่อท่านก็ไม่ยอมสอนให้”
หลังจากที่ได้ยินได้ฟังเรื่องอิทธิฤทธิ์ของผ้าพัดโบกของหลวงพ่อกาจแล้ว ผู้เขียนก็แสวงหาผ้ายันต์พัดโบกของหลวงพ่อกาจมาศึกษาก็ได้พบของจริงเข้าจนได้ พัดโบกหลวงพ่อกาจที่ผู้เขียนพบเป็นของครูตุ๋ย ครูโรงเรียนวัดกระบกขึ้นผึ้ง ซึ่งได้มาจากผู้เฒ่าผู้แก่แถววัดกระบกขึ้นผึ้ง ผ้ายันต์ผืนนี้เป็นสีแดงเขียนด้วยหมึกจีนสีดำ ในหมึกจีนสีดำนั้นเมื่อส่องด้วยแว่นขยายแรงสูงดูแล้วเข้าใจว่าหมึกดำคงจะผสมด้วยว่านยาต่างๆ อันเป็นเคล็ดลับ ซึ่งน่าจะได้แก่ ว่านสาวหลง ไม้ไก่กุก ไม้กาฝากรัก ว่านช้างผสมโขลง ว่านดอกทอง เป็นต้น ลายมืออักขระขอม คงเป็นลายมือของหลวงพ่อกาจ เพราะท่านผู้เฒ่าเจ้าของผ้าพัดโบกผืนนั้น ยืนยันว่าพัดโบกผืนนั้นหลวงพ่อกาจลงเอง กลางอักขระเลขยันต์เป็นรูปเทวดาหญิงชายสององค์ยืนกอดกัน ต่อมาวิชาพัดโบกนี้หลวงปู่ทิมได้นำมาประยุกต์ดัดแปลงเสียใหม่ โดยไม่ใช้รูปเทวดาแต่งชุดทั้งองค์มาปรากฏให้เห็น แต่ก็ใช้ผ้าสีแดงทำเช่นกัน
ส่วนผ้ายันต์พัดโบกของหลวงพ่อทาบนั้นท่านก็ได้สร้างขึ้นไว้ครั้งหนึ่งจำนวนมากพอสมควร แต่เป็นยันต์พิมพ์เพื่อแจกแก่ผู้ทำบุญในงานผูกพัทธสีมาของวัดกระบกขึ้นผึ้ง โดยใช้ผ้าสีขาว ปัจจุบันผ้ายันต์ชุดนี้ของหลวงพ่อทาบก็หายากแล้ว ใครมีใครก็หวง เพราะอานุภาพใช้ดีทางเมตตาค้าขายไม่เสียทีที่หลวงพ่อทาบได้สมญาว่า เทพเจ้าแห่งเมตตานิยมสีผึ้งเขียวอันลือลั่น
เหตุที่จะทำให้หลวงพ่อทาบมีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็นเอกในด้านเมตตามหานิยมและเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไป ก็มาจากสีผึ้งเขียว เมื่อหลวงพ่อทาบมีอายุล่วงเข้า ๘๐ พรรษาเศษแล้ว ท่านใช้เวลารวบรวมมงคลวัตถุต่าง ๆ เป็นเวลานานถึง ๔ ปีเศษ
หลังจากนั้นท่านก็เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนในแถมละแวกวัดกระบกขึ้นผึ้งและคนในถิ่นใกล้เคียง จนเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในย่านนั้น เมื่อเจ้าอาวาสวัดกระบกขึ้นผึ้งมรณภาพลง ชาวบ้านจึงได้นิมนต์ท่านขึ้นเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดกระบกขึ้นผึ้ง ท่านไม่สามารถขัดศรัทธาของชาวบ้านได้ จึงจำใจต้องรับตำแหน่งนั้น การพัฒนาวัดกระบกขึ้นผึ้งในสมัยท่านไปด้วยดี เพราะได้รับแรงศรัทธาจากประชาชน จนหลวงพ่อทาบสามารถสร้างกุฏิ วิหาร โบสถ์ ได้อย่างรวดเร็วในยุคของท่าน
นอกจากงานพัฒนาทางวัดแล้วหลวงพ่อทาบยังได้สงเคราะห์ญาติโยมที่เดือดร้อนทางใจและตกทุกข์ได้ยาก โดยการทำน้ำมนต์อาบขจัดทุกข์ขจัดโศก จนบุคคลเหล่านั้นประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงเกียรติคุณของหลวงพ่อทาบจึงเลื่องลือระบือออกไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ จนจัดเป็นเกจิอาจารย์ที่มีเกียรติคุณอย่างยิ่งรูปหนึ่งในบ้านค่าย
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงพ่อทาบ เพชรนคร ได้รับแต่งตั้งได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบล อันเป็นการแสดงออกถึงความสามารถในการปกครองของท่าน และในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ก็ได้รับสมณะศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่พระครูอรรถโกศล ท่ามกลางความยินดีปรีดาของชาวบ้านและศิษยานุศิษย์น้อยใหญ่ ถึงกับมีการแห่แหนสัญญาบัตรพัดยศจากวัดป่าประดู่เข้ามายังวัดกระบกขึ้นผึ้ง
สำหรับผู้ที่จะมาขอสีผึ้งเขียวของท่านนั้น กว่าจะได้ก็แสนจะลำบากยากเย็น เล่ากันว่าผู้ต้องการจะได้สีผึ้งเขียวของท่านจะต้องมานอนค้างคืนกันที่วัดหลาย ๆ คืน และหลาย ๆ ครั้ง จนหลวงพ่อทาบเห็นความมานะอดทนว่า ต้องการได้จริง ๆ ท่านจึงจะให้ แต่ท่านจะหยิบให้เพียงเท่าหัวไม้ขีดไฟเท่านั้น สีผึ้งเขียวของหลวงพ่อทาบเมื่อใครได้มาแล้วเหมือนกับได้ของวิเศษที่เปี่ยมไปด้วยส่วนผสมแห่งเมตตามหานิยม คนเล่นของในสมัยนั้นจึงนำสีผึ้งหลวงพ่อทาบที่ได้มาเพียงแค่หัวไม้ขีดไฟมาเลี่ยมทองหุ้มใส่สายสร้อยหรือแขวนติดตัว แต่ก่อนจะมอบสีผึ้งเขียวให้แก่ผู้ใด หลวงพ่อทาบจะสั่งสอนวิธีใช้ให้ สำหรับเรื่องผู้หญิงนั้น ถ้าจะใช้สีผึ้งนี่ก็ขอให้ใช้เมื่อจำเป็นจริง ๆ ได้เขาสมใจแล้วก็อย่าไปทิ้งไปขว้าง มิเช่นนั้น จะเกิดวิบัติ
นักเลงรุ่นเก่าชาวระยองยอมรับว่าสีผึ้งเขียวของหลวงพ่อทาบนั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังโดยเฉพาะเรื่องผู้หญิง ท่านผู้เฒ่าท่านหนึ่งใน ต. ตาสิทธิ์ ติดกับวัดหลวงปู่ทิมเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าเมื่อสมัยหนุ่ม ๆ ข้าก็ได้อาศัยสีผึ้งเขียว ของหลวงพ่อทาบนี่แหละ จึงได้แม่อ้ายยอด มาจนทุกวันนี้ แม่อ้ายยอดเมื่อสาวๆ มันสวยอย่าบอกใครเชียว หนุ่ม ๆ มาจีบกันหัวกระไดแทบไม่แห้ง แต่ลุง (ตัวคนเล่า) มันพูดจาไม่เก่ง รูปก็ไม่หล่อ แรกๆแม่อ้ายยอดไม่เคยมองลุงเลย ความที่อยากเอาชนะไอ้พวกหนุ่มรุ่นเดียวกัน ลุงจึงดั้นต้นไปขอสีผึ้งเขียวหลวงพ่อทาบ ไปก็หลายครั้งหลายหนอยู่จนท่านจำได้และเห็นมาบ่อย ๆ หลวงพ่อทาบท่านเลยสงสารควักให้มาหัวไม้ขีดหนึ่งสั่งว่าเพียงเอาห่อติดตัว เวลาจะใช้กับผู้หญิงคนใดก็เพียงแต่ทำใจให้นึกเห็นใบหน้าเขาและเข้าไปหาเถอะไม่ช้าก็สำเร็จ และก็ได้ผลจริงๆไม่นานแม่อ้ายยอดเกิดสงสารเห็นใจลุง ทั้งที่ก่อนนั้นเขาไม่เคยชายตามองลุงเลย พวกหนุ่มบ้านอื่นงงเป็นไก่ตาแตก
ท่านผู้เฒ่าเล่าเสริมต่อไปว่า หลังจากได้แม่อ้ายยอดมาเป็นเมียและอยู่กับมาจนบัดนี้แล้ว ลุงเคยถามเขาว่า เพราะเหตุใดจึงเกิดมารักลุง ทั้งๆ ที่แต่แรกไม่เคยสนใจลุงเลย แม่อ้ายยอดบอกกับลุงว่าเป็นเพราะอะไรไม่รู้ วันไหนถ้าไม่เห็นหน้าลุงใจคอมันหงุดหงิด ร้อนรุ่ม พอได้เห็นหน้าลุงแล้วสบายใจ และไม่ช้าลุงก็ชวนมันมาอยู่กับลุงเสียเลย ผมได้ถามลุงผู้เฒ่าว่า แล้วสีผึ้งนั้นอยู่ไหน? ขอผมดูหน่อย ท่านผู้เฒ่าบอกว่า เมื่อลุงได้เมียแล้วก็ไม่ได้ใช้อีกเลย เพราะหลวงพ่อท่านสั่งนักสั่งหนาว่าถ้าใช้กับผู้หญิงแล้วต้องเลี้ยงเขาเป็นลูกเมีย ห้ามทิ้งขว้าง ลุงได้แม่อ้ายยอดมาครองคนเดียวก็นับว่าพอใจแล้ว เลยหุ้มทองเก็บไว้ จนอ้ายยอดลูกหัวปีของลุงมันเป็นหนุ่มแล้ว ลุงจึงมอบให้มัน ก็ดูซิอ้ายยอดลูกชายลุงมีเมียตั้ง ๓ คน และอยู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น หลานลุงมีเป็นพรวน มีเมียมากมันก็ไม่ดีหรอกหลาน หาเท่าไรไม่พอเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย แต่ก็ดีไปอย่าง อ้ายยอดมันได้เขาแล้วมันก็ไม่ทิ้งไม่ขว้าง เลี้ยงเป็นลูกเป็นเมียทุกคน อ้ายยอดลูกลุงน่ะ มันไม่เท่าไหร่หรอก มีเพียงแค่ ๓ คน เท่านั้น แต่ลูกศิษย์หลวงพ่อทาบที่เคยบวชอยู่กับท่านคนหนึ่งซิ เดี๋ยวนี้ย้ายไปอยู่จันทบุรี มีเมียอยู่บ้านเดียวกันถึง ๖ คน ทุกคนปรองดองกันดี ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเลย แต่ลูกเป็นกระบุง แต่เขาก็มีฐานะดีนะ เรื่องสีผึ้งเขียวของหลวงพ่อทาบ ถ้าใช้เรื่องผู้หญิงรับรองได้เยี่ยมจริง ๆ
ท่านพระอาจารย์เสี้ยน มนูญโญ เจ้าอาวาสวัดกระบกขึ้นผึ้ง ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานแท้ๆ ของหลวงทาบ ตลอดจน คุณปถม อาจสาคร อดีตสหกรณ์อำเภอบ้านค่าย และคุณประชา ตรีพาสัย เพื่อนผู้เขียนซึ่งจูงใจให้ผู้เขียนไปรู้จักกับหลวงปู่ทิมจนได้สร้างพระชุดชินบัญชรอันเป็นที่รู้จักกันทุกวันนี้ เคยเล่าเรื่องอานุภาพของสีผึ้งเขียวหลวงพ่อทาบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันแพร่หลายทั่วจังหวัดระยองให้ฟังว่า
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จ.ระยอง ได้จัดให้มีการประกวดนางสาวระยองขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อคัดคนส่งไปประกวดนางสาวไทยที่กรุงเทพฯ ในงานรัฐธรรมนูญที่วังสราญรมย์ อ. บ้านค่าย ก็สรรหาสาวงามส่งเข้าชิงชัยตำแหน่งนางสาวระยอง เหมือนกับอำเภออื่น ๆ เช่นกัน เมื่อได้สาวงามชาวอำเภอบ้านค่ายแล้ว ทางอำเภอก็นำสาวงามผู้นั้นมาขัดสีฉวีวรรณแล้วสอนกิริยามารยาทจนเป็นที่เรียบร้อย พอใกล้วันประกวดนางงามระยอง เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นไปได้ก็เกิดขึ้น สาวงามซึ่งจะเป็นตัวแทนสาวบ้านค่ายขึ้นเวทีประกวด เกิดสิวเห่อขึ้นเต็มหน้า เป็นที่ตกอกตกใจของคณะกรรมการอำเภอบ้านค่ายไปตามๆ กัน จะหาคนใหม่ก็ไม่ทัน ทุกคนต่างก็จนปัญญาไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร แต่ถึงอย่างไรก็ต้องส่งสาวผู้นี้เข้าประกวดอยู่ดี เพราะเตรียมการไว้แล้ว แต่โอกาสที่สาวบ้านค่ายจะเป็นนางงามระยองคงหมดหวังแน่ ก่อนถึงวันประกวดคณะกรรมการอำเภอบ้านค่ายทนเสียงอ้อนวอนของผู้ปกครองเด็กไม่ได้ จึงยอมให้ผู้ปกครองเด็กสาวคนนั้นนำไปหาหลวงพ่อทาบ หลวงพ่อทาบท่านทำน้ำมนต์ให้อาบ แล้วให้สีผึ้งเขียวมาหนึ่งหัวไม้ขีดไฟ และยังปลุกเสกแป้งผัดหน้าให้อีกหนึ่งห่อ ทั้งกำชับให้เอาสีผึ้งติดตัวขึ้นไปบนเวทีประกวด และเวลาประกวดก็ให้ใช้แป้งที่ท่านปลุกเสกผัดหน้าขึ้นไปเดินบนเวทีทุกครั้ง ผลการตัดสินสาวงามระยองปี พ.ศ. ๒๕๐๓ นั้น ปรากฏว่าสาวน้อย อ. บ้านค่าย ได้ตำแหน่งนางสาวระยอง ทั้งๆ ที่ใบหน้าสิวขึ้นเยอะ ท่ามกลางความดีอกดีใจของชาวบ้านค่าย และความงุนงงของชาวอำเภออื่น ๆ และในปีต่อ ๆ มาอีก ๒ *** ๓ ปี ชาวอำเภอบ้านค่ายก็ได้นางสาวระยองติดต่อกัน และนางงามบ้านค่ายทุกคนต่างไปขอให้หลวงพ่อทาบรดน้ำมนต์ปิดนะหน้าทอง ได้สีผึ้งเขียวติดตัวและปลุกเสกแป้งผัดหน้าให้เช่นกัน
อาจารย์ปถม อาจสาคร เล่าว่า แป้งผัดหน้านั้น หลวงพ่อทาบท่านลงนะนวลจันทร์ และตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงในด้านเมตตามหานิยมของหลวงพ่อทาบ ก็ยิ่งโด่งดังขึ้น จนคนระยองถึงกับผูกวลียกย่องไว้ว่า “อิทธิฤทธิ์หลวงพ่อเพ่ง เมตตามหานิยมหลวงพ่อทาบ อาคมหลวงพ่อทิม”
แม้หลวงพ่อทาบหรือท่านพระครูอรรถโกศล จะสงเคราะห์ผู้เกิดทุกข์เกิดร้อนด้วยการลงนะหน้าทอง อาบน้ำมนต์ ตลอดจนแจกสีผึ้งเขียว ให้ผู้เดือดร้อนจนสัมฤทธิ์ผลตามความปรารถนาแล้ว วิชาของท่านกลับมาย้อนทำลายใจของท่านเองเข้าจนได้ กล่าวคือพระลูกวัดท่านรูปหนึ่ง ซึ่งบวชอยู่รับใช้ใกล้ชิดท่านมาหลายปีเกิดอยากสึกไปครองเรือน จึงมาอ้อนวอนข
อสีผึ้งเขียวท่านโดยบอกกับท่านตรง ๆ ว่า ชอบผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง หลวงพ่อทาบใจอ่อนเห็นใจในความรักของหนุ่มสาวซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติหลวงพ่อทาบจึงให้สีผึ้งเขียวแก่ทิดสึกใหม่ผู้นั้นไปเพียงหนึ่งหัวไม้ขีด ทิดสึกใหม่คนนั้นก็เอาไปป้ายหญิงที่ตนรัก หญิงสาวก็หนีพ่อแม่ตามหนุ่มทิดสึกใหม่ผู้นั้นไปอย่างที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง
แต่ทว่าหญิงสาวคนนั้นก็คือ หลานสาวแท้ ๆ ของท่านเอง!!!
คุณลุงเจริญ เพชรนคร หลานแท้ ๆ ของหลวงพ่อทาบเล่าให้ผู้เขียนทราบถึงความเสียใจของท่าน โดยท่านพูดว่า “นิ้วเราเองมาทิ่มตามเราเอง ต่อไปนี้จะไม่แจกสีผึ้งแก่คนในบ้านค่ายอีก” แต่สำหรับคนที่มาจากแดนไกล หรือคนต่างถิ่น หลวงพ่อทาบท่านจะดูลักษณะความจำเป็น แล้วท่านจึงจะให้สีผึ้งเขียวไป แต่ก็ให้เพียงคนละนิดปริมาณเท่าหัวไม้ขีดไฟเท่านั้น ผู้ได้สีผึ้งจากหลวงพ่อทาบจึงมักจะนำสีผึ้งนั้นไปหุ้มทองห้อยคอ เพราะถือเป็นของหายาก และกว่าจะได้มาจากหลวงพ่อทาบก็แสนจะยาก สีผึ้งเขียวของหลวงพ่อทาบมีชื่อเสียงและนับเป็นเครื่องรางที่อยู่ในยุทธจักรมักนิยมพระเครื่องอย่างหนึ่งทีเดียว เมื่อหลวงพ่อทาบไม่ให้สีผึ้งแก่ใคร และแม้จะให้ก็มอบให้ปริมาณน้อยมากเพียงแค่หัวไม้ขีดไฟ ก็เลยเป็นสาเหตุให้ผู้คนมาแสวงหาสีผึ้งเขียวมากยิ่งขึ้น เพราะของใดๆ ก็ตาม ถ้าได้ยากผู้คนมักจะอยากได้ แต่สำหรับคนบ้านค่ายและคนระยองแล้วหมดโอกาส เพราะหลวงพ่อทาบจะไม่แจกคนในบ้านเดียวกันอีกแล้ว แต่ท่านบอกว่า ท่านจะทิ้งสีผึ้งให้เป็นสมบัติโลก ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันถ้าอยากได้ และยังไม่ลืมของ ๆ ท่าน
กว่าจะเป็น “สีผึ้งเขียว”
ลุงเจริญ เพชรนคร เล่าว่าตัวท่านเองนั้น หลวงพ่อทาบได้เมตตาเลี้ยงดูมาตั้งแต่อายุได้ ๖ขวบ มีนิวาสสถานอยู่ ซากกอไผ่ ซึ่งไม่ห่างไกลจากวัดกระบกขึ้นผึ้งมากนัก ลุงเจริญได้เรียนรู้วิชาต่าง ๆ ของหลวงพ่อทาบไว้มากมาย ตำราสำคัญบางเล่มของหลวงพ่อทาบก็ตกอยู่กับลุงเจริญ นอกจากจะเป็นศิษย์ผู้ร่ำเรียนวิชาต่าง ๆ ของหลวงพ่อทาบแล้ว ตัวท่านเป็นนักเขียนภาพและช่างแกะสลักที่มีฝีมืออีกด้วย ท่านเป็นผู้แกะแพะหลวงพ่ออ่ำวัดหนองกระบอกมาตั้งแต่ครั้งแรกๆ และเมื่อหลวงพ่ออ่ำมรณภาพลง หลวงพ่อลัดวัดหนองกระบอกได้รับสืบทอดวิชาต่อ ท่านได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อลัดให้เป็นผู้แกะแพะเขาควยถูกฟ้าผ่าอีกด้วย นอกจากนั้นยังเป็นผู้แกะพระปิดตาไม้รัก ของ หลวงพ่อทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ซึ่งเรียกว่า “พระปิดตารุ่นอธิบดี” ด้วย จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสพบ ลุงเจริญ เพชรนคร โดยการแนะนำของพระครูนูญสาธุกิจ หรือพระอาจารย์เสียน เจ้าอาวาสวัดกระบกขึ้นผึ้งองค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้พาไปพบลุงเจริญถึงบ้าน ลุงเจริญมีศักดิ์เป็นลุงของพระอาจารย์เสียน ลุงเจริญได้เล่าเรื่องราวของหลวงพ่อทาบให้ผู้เขียนทราบดังเรื่องราวที่ได้เขียนไว้ตั้งแต่ตอนต้น ๆ
สำหรับเรื่องราวของสีผึ้งเขียวนั้นลุงเจริญเล่าว่า เมื่อหลวงพ่อทาบบวชได้ ๙ พรรษา ทราบว่า ครูภู่ คนอุบล ซึ่งมาได้เมียชื่อ นางเก๋า เป็นสาวงามชาวบ้านกอไผ่ เป็นผู้มีวิชาดี โดยเฉพาะเรื่องสีผึ้งนั้น นับว่าเป็นเอก มีผู้คนรู้กิตติศัพท์แล้วไปขอมาใช้ก็ได้ผลสมความปรารถนาทุกราย หลวงพ่อทาบหลังจากผิดหวังไม่ได้เรียนวิชาพัดโบกจากหลวงพ่อกาจ วัดหนองสนม จึงสนใจวิชาทำสีผึ้งของครูภู่ คนอุบล ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นพระหนุ่มเพิ่งย่างเข้าพรรษาที่ ๙ อายุประมาณ ๓๐ ปี ไปมาหาสู่บ้านครูภู่อยู่เรื่อย ๆ เพื่อขอวิชาสีผึ้ง ครูภู่เห็นความเพียรและหน่วยก้านของหลวงพ่อทาบแล้ว ก็ยินดีจะมอบวิชาทำสีผึ้งนี้ให้ ซึ่งต่อมาก็มอบวิชานี้ให้อย่างหมดเปลือก
ลุงเจริญเล่าว่า การทำสีผึ้งที่ครูภู่ คนอุบล มอบให้หลวงพ่อทาบนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือ วิชาลบผงปถมัง ผงอิทธิเจ และผงตรีนิสิงเห นั้นเอง แต่วัสดุที่จะนำมาผสมผงปั้นเป็นแท่งดินสอนั้น ค่อนข้างจะหายาก ซึ่งต้องใช้ความมานะ อดทน และมีความเพียรในการการแสวงหา ได้แก่ ว่านต่างๆ หลายสิบชนิดไม้มงคลอีกหลายชนิด ประการสำคัญต้องหา ไม้แยงแย้ และไม้ไก่กุกมากวนสีผึ้ง ไม้แยงแย้นั้นพอหากันได้ เพราะหลังจากแสวงหามาถึง ๔ ปี หลวงพ่อทาบก็ได้ไม้แยงแย้มาสมใจนึก ส่วนไม้หายากที่สุดคือ “ไม้ไก่กุก” ซึ่งต้องใช้ความสังเกตและมีมานะอดทน เพราะจะต้องเป็นไม้ไก่กุกที่ผู้ทำสีผึ้งต้องเห็นไม้ไก่กุกด้วยตาตนเอง
ไม้ไก่กุกจะเป็นไม้อะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นไม้ที่ไก่ตัวผู้ใช้จะงอยปากจิก หรือเคาะดังกุ๊ก ๆ เพื่อหลอกให้ตัวเมียวิ่งมาหา โดยคิดว่าไก่ตัวผู้กำลังเรียกมาจิกอาหาร เมื่อไก่ตัวเมียวิ่งมาหาไม้ที่ไก่ตัวผู้เคาะกุ๊กๆ แล้วมองหาอาหารอยู่ ไก่ตัวผู้ได้โอกาสก็จะจิกคอและขึ้นทับทันที ไม้ชิ้นที่ไก่ตัวผู้ใช้จะงอยปากเคาะกุ๊ก ๆ นั้นแหละ คือ “ไม้ไก่กุก” ถือว่าเป็นไม้อาถรรพณ์ที่เป็นต้นเหตุให้ไก่ตัวเมียวิ่งตามมาให้ตัวผู้ทับเพื่อสืบพันธุ์
ท่านเกจิอาจารย์ต่าง ๆ ถือเป็นเคล็ดว่าไม้ชิ้น
นี้เป็นไม้ที่มีเสน่ห์อย่างสูง ที่ใช้ลวงให้ไก่ตัวเมียวิ่งมาหาได้ ต่างก็แสวงหาไว้เพื่อเอาไว้สร้างวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลังเป็นเสน่ห์มหานิยม เมื่อได้ไม้ไก่กุกมาแล้ว หลวงพ่อทาบก็จะนำมาเอาว่านต่าง ๆ และไม้มงคล รวมทั้งไม้ไก่กุกด้วยมาบดป่นทำเป็นผงปั้นเป็นแท่งดินสอ หลังจากนั้นหลวงพ่อทาบจะเอาถาดทองเหลืองขนาดกลางมารอง มีกระดานชนวนวางอยู่บนถาดทองเหลือง หลวงพ่อทาบจะครองสีจีวรเรียบร้อย รำลึกถึงครูบาอาจารย์แล้วท่านก็จะลงผงอิทธิเจ ผงปถมัง และผงตรีนิสิงเห จากที่ได้เรียนมา ด้วยการใช้แท่งดินสอซึ่งสร้างจากว่าน และไม้มงคลต่าง ๆ ปั้นเป็นชอล์ก เมื่อเขียนบนกระดานชนวน ก็จะหลุดลอดแผ่นกระดานชนวนลงไปในถาดทองเหลือง
ลุงเจริญเล่าว่า ท่านได้นั่งสังเกตเห็นหลวงพ่อทาบลงผงเต็มกระดาน แล้วเคาะให้ลอดกระดานลงไปอยู่ในถาดทองเหลือง เสร็จแล้วหลวงพ่อทาบก็จะรวบรวมผงนั้นใส่ขวด มีอยู่วันหนึ่ง ขณะหลวงพ่อทาบกำลังนั่งสมาธิลบผงอยู่นั้น ชอล์กที่ท่านเขียนเกิดหักดังเปาะขึ้น หลวงพ่อทาบสะดุ้งขึ้นตัว และเพ้อเสียสติทันที เป็นอยู่หลายวัน รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ลุงเจริญ เพชรนคร จึงไปตามครูภู่ที่บ้านซากกอไผ่มาดูอาการ และรักษา ครูภู่ ชาวอุบล เมื่อเห็นอาการหลวงพ่อทาบแล้วทำน้ำมนต์ให้หลวงพ่อทาบอาบ หลวงพ่อทาบอาบกินน้ำมนต์ของครูภู่อยู่ ๒ *** ๓ ครั้ง อาการก็กลับปกติ
สีผึ้งหลวงพ่อทาบสร้างขึ้นตามตำราของครูภู่ ชาวอุบล นั้นแรก ๆ ก็เป็นสีผึ้งธรรมดา ไม่มีสีเขียว ต่อเมื่อหลวงพ่อทาบมีชื่อเสียงทางด้านสีผึ้งมากขึ้น ท่านจึงได้นำใบของว่านชนิดหนึ่งผสมลงไปด้วย สีผึ้งก็เลยมีสีเขียวจนภายหลังเรียกกันว่า “สีผึ้งเขียว” คุณลุงเจริญเล่าว่าสีผึ้งเขียวของหลวงพ่อทาบนั้น ท่านทำเสร็จแล้วจะใส่ไว้ในโถโบราณซึ่งมีฝาครอบ ปรากฏว่าสีผึ้งเขียวของหลวงพ่อทาบนั้นจะงอกหรือเพิ่มปริมาณได้ตามความแรงของกำลังวัน บางครั้งสีผึ้งจะฟูขึ้นจนติดฝาครอบโถเกาะกันเป็นวงคล้ายๆ กับดอกของใบพลู ซึ่งเป็นรูปคล้ายดอกใบพลูนี้แหละขลังนัก ศิษย์วัดกระบกขึ้นผึ้งเมื่อเปิดฝาโถเห็นเข้าก็จะเอาใบจาก ซึ่งใช้สำหรับมวนบุหรี่สูบมามาม้วนเป็นกรวยตักไป ใช้ได้ผลชะงัดนัก รายไหนรายนั้น มักหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามคนป้ายไปและไม่เคยมีพลาดเลยสักรายเดียว ผมถามว่าต้องใช้ป้ายกี่ครั้งจึงจะสำเร็จ คุณลุงเจริญบอกว่าโดยมากมักครั้งเดียวก็สำเร็จ แต่ถ้าผู้หญิงบางคนดวงแข็งมีของดีคุ้ม หรืออำนาจดวงคุ้มครอง ก็ต้องใช้หลายหนหน่อย แต่สำเร็จทุกราย สีผึ้งของหลวงพ่อทาบนั้น มีเคล็ดวิธีการใช้ดุจเดียวกับหลวงปู่ทิม คือใช้ตามคำสั่งความสำคัญของนิ้วมือทั้ง ๕ นิ้ว นับแต่หัวแม่โป้งเรื่อยมาจนถึงนิ้วก้อยซึ่งเล็กที่สุด และวิธีจะใช้ป้ายผู้หญิงซึ่งหมายปองก็อย่าป้ายให้ต่ำกว่าบั้นเอวลงไป เวลาป้ายก็ให้ป้ายให้ถูกต้องเนื้อ อย่าให้ถูกผ้า เพราะจะได้ผลช้า
ครั้งที่ผมไปวัดกระบกขึ้นผึ้งเป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว ก็ปรารถนาจะไปกราบนมัสการรูปเหมือนหลวงพ่อทาบ แต่ก็ได้ทราบจากท่านพระครูมนูญสาธุกิจหรือพระอาจารย์เสียน หลานแท้ๆ ของหลวงพ่อทาบว่าที่วัดไม่มีรูปเหมือนหลวงพ่อทาบ ผมจึงเรียนถามว่าทำไมท่านอาจารย์จึงไม่สร้างรูปเหมือนหลวงพ่อทาบขึ้นเพื่อให้คนทั่ว ๆ ไปที่นับถือท่านได้มากราบไหว้บูชา พระอาจารย์เสียนตอบว่า หลวงพ่อทาบท่านสั่งกำชับไว้ไม่ให้สร้างรูปหล่อของท่านขึ้นเด็ดขาด ท่านบอกว่าสร้างไว้ต่อไปก็ไม่มีคนรู้จัก เมื่อหมดยุคนี้ (คงหมายถึงยุคคนที่ทันท่าน) แล้วคนยุคต่อไปเขาก็ไม่รู้จัก อย่างไปสร้างไว้เลย แม้รูปหล่อเท่าองค์จริงก็ไม่ได้สร้างไว้ตามคำสั่งของหลวงพ่อทาบ แต่พระอาจารย์เสียนก็ได้สร้างรูปหล่อหลวงพ่อทาบ ขนาด ๕ นิ้ว จำนวนหนึ่งประมาณ ๔๐๐องค์ โดยขอให้หลวงปู่ทิมเป็นผู้ปลุกเสก ซึ่งหลวงปู่ทิมก็ทำให้ด้วยความเต็มใจเพราะหลวงพ่อทาบ และหลวงปู่ทิมนั้น ท่านเป็นเพื่อนรักกัน

ทาบ *** ทิม, ทาบ *** ทิม
ทุกครั้งที่หลวงพ่อทาบสร้างพระเครื่องหรือเหรียญรูปท่าน หลวงพ่อทาบก็จะนิมนต์หลวงปู่ทิมมาช่วยเพิ่มพลังจิตปลุกเสกทุกครั้ง จนอาจารย์ปถม อดีตสหกรณ์ จ.ระยอง ถึงกับพูดว่า ถ้าพระเครื่องหลวงพ่อทาบแล้ว ต้องถือว่าเป็นพระเครื่องหลวงปู่ทิม เพราะหลวงปู่ทิมมาปลุกเสกให้ ท่านอาจารย์ปถมได้พูดถึงสองพระอาจารย์ว่า ทาบทิม ทาบทิม หมายถึง ของของหลวงพ่อทาบก็คือของหลวงปู่ทิม ของหลวงปู่ทิม คือ ของหลวงพ่อทาบ
อาจารย์ปถมคุ้นเคยกับหลวงพ่อทาบและหลวงปู่ทิม ตลอดจนพระเกจิอาจารย์ของบ้านค่ายเป็นอย่างมาก เพราะท่านอาจารย์ปถมสนใจในเรื่องราวเหล่านี้ และได้ไปรับราชาการที่ จ. ระยอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ อาจารย์ปถมเล่าถึงการทำวัตถุมงคลของหลวงพ่อทาบว่า นอกจากหลวงพ่อทาบจะเชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงทางสีผึ้งเขียวดังกล่าวมาแล้ว ท่านยังมีความรู้ทางเครื่องรางอย่างอื่นเหมือนกัน ครั้งหนึ่งหลวงพ่อทาบได้เขี้ยวเสือมา ๙ เขี้ยว ท่านให้คุณลุงเจริญ เพชรนคร แกะเป็นเสือขึ้น ๙ ตัว ท่าน

ให้เขี้ยวเสือตัวใหญ่ที่สุดเป็นจ่าฝูงแล้วภาวนาปลุกเสกเรียกรูปนาม ตั้งอาการ ๓๒ ภาวนา ปลุกเสกจนเสือทั้ง ๙ ตัว นั้น มีชีวิตชีวาขึ้น ท่านจึงปล่อยเข้าป่าหลังวัด มันก็วิ่งหลบเข้าป่าโดยมีจ่าฝูงนำหน้า หลังจากนั้นหลวงพ่อทาบก็ภาวนาเรียกเสือกลับ แต่ท่านเรียกว่าเท่าไรเจ้าเสียอาคมทั้ง ๙ ตัวก็ไม่กลับมา และหลังจากนั้นเป็นต้นมา หลวงพ่อทาบก็ไม่ดำริสร้างเขี้ยวเสือขึ้นมาอีกเลย ท่านพูดกับอาจารย์ปถมว่า “เราไม่มีวาสนาบารมีทางนี้” คงหมายถึง ท่านไม่ตบะเดชะมหาอำนาจนั่นเอง
นอกจากสีผึ้งเขียว ซึ่งเป็นวัตถุมงคลอันมีชื่อเสียงของหลวงพ่อทาบจนติดอันดับสีผึ้งของสยามประเทศแล้ว หลวงพ่อทาบท่านยังได้สร้าง เหรียญรูปเหมือนขึ้น 2 รุ่น คือ รุ่นรูปไข่ และรุ่นดอกบัว นอกนั้นท่านก็ยังสร้างผ้ายันต์ไว้จำนวนหนึ่งคราวฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมา และก่อนจะมรณภาพไม่นาน ท่านได้สร้างพระเครื่องไว้อีกรุ่นหนึ่ง มีด้วยกันหลายพิมพ์ และได้นำเอาสีผึ้งผสมไว้ด้วย ทิ้งไว้เป็นสมบัติโลกให้แก่ผู้คนที่มีวาสนา ดังที่ท่านเคยลั่นวาจาไว้
“สมบัติโลก พระเครื่อง “มรดกชิ้นสุดท้าย”
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒ อาจารย์ปถมได้มาตำแหน่งสหกรณ์ จ. ระยอง ท่านเป็นผู้มีใจใฝ่ทางไสยเวทวิทยาคม สามารถทำผงลบผงพุทธคุณได้ เมื่อย้ายไปรับราชการ ณ ที่ใด ท่านก็มักจะสร้างพระ ณ ที่นั่น เมื่อท่านย้ายมารับราชการที่ จ.ระยอง จากการที่ได้เข้าไปคลุกคลีกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด เป็นเหตุให้อาจารย์ปถมได้คุ้นเคยกับเกจิอาจารย์ดังหลายรูป โดยเฉพาะที่ อ.บ้านค่าย เมื่อมาอยู่ก็เที่ยวสอบถามถึงความรู้ความสามารถของบรรดาเกจิอาจารย์ในท้องถิ่น ระยะนั้นพระเกจิชื่อดังก็มีหลวงพ่อโต วัดเขาบ่อทอง หลวงพ่อหิน วัดหนองสนม หลวงพ่อหอม วัดชากหมาก หลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง ซึ่งรูปนี้เก่งทางสีผึ้งเมตตามหานิยม ส่วนอีกรูปแปลกว่ารูปอื่น ๆ ไม่ค่อยพูดกับใคร มีบางคนไปหาท่านรูปนี้แล้วไม่พูด ต่างนั่งมองหน้ากันอยู่เป็นเวลานาน สองนานไม่พูดกับท่านก่อนท่านก็จะนั่งอยู่อย่างนั้นไม่พูดด้วยก็เคยมี ขรัวรูปนี้ถือสันโดษอยู่ วัดละหารไร่ ต.ตาสิทธิ อ.บ้านค่าย ท่านมีของดีคือ ตะกรุดมหานิทรา ถ้าวางบนเสาเอกของบ้าน คนในบ้านนั้นจะหลับเสมือนถูกสะกด พระรูปที่ว่านี้ก็คือ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ สาเหตุที่อาจารย์ปถมได้รับการขอร้องจากหลวงพ่อทาบวัดกระบกขึ้นผึ้งให้ไปช่วยอำนวยการสร้างพระเครื่องครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่านก็มาจากที่อาจารย์ปถมได้เห็นปฏิปทาของหลวงปู่ทิมมาก่อนนั้นเอง อาจารย์ปถมเล่าว่า เมื่อทราบว่า หลวงปู่ทิมเป็นพระแปลกไม่พูดจากับผู้ใดชอบอยู่เงียบ ๆ อย่างสันโดษ อีกทั้งฉันมังสวิรัติมื้อเดียว ท่านมีปฏิปทาแบบเดียวกับท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ที่อาจารย์ปถมนับถือ ดังนั้นในเวลาไปราชการตามท้องที่ ก็ถือโอกาสไปพักบ้านกำนันเสถียร ซึ่งอยู่หน้าวัดละหารไร่ และอีกทั้งยังเป็นโยมวัดคนหนึ่ง (หมายถึงกรรมการวัด) อาจารย์ปถมเริ่มเฝ้าสังเกตวัตรปฏิบัติ เห็นว่าท่านหลวงปู่ทิมเป็นพระที่มีอารมณ์เยือกเย็น มีจริยาวัตรสมถะน่าเคารพเลื่อมใส มักน้อย สันโดษ ไม่ช่างพูด ไม่คิดในสิ่งเสพติดทั้งหลายทั้งมวล คือไม่ฉันน้ำชา กาแฟ และไม่สูบบุหรี่ เมื่อเห็นปฏิปทา ท่านอาจารย์ปถม ก็เลยเอ่ยปากขอสร้างเหรียญโดยจะเป็นผู้ออกเงินสร้างเอง (ต้นปี พ.ศ. 2503) ท่านก็ส่ายหน้าไม่เอา อาจารย์ปถมจึงมุมานะลงมือสร้างผงลบผงปั้นเป็นองค์พระตามวิธีการที่ร่ำเรียนมาเสร็จแล้วก็ยกพระทั้งหมดซึ่งมีหลายพิมพ์ดังกันไปให้ท่านช่วยปลุกเสกได้
อาจารย์ปถมเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ท่านตอบว่า “นี่ทำให้ไม่เป็น” ผมก็เลยกราบงาม ๆ ๓ ครั้ง แล้วบอกว่า “นั่นแหละครับผมต้องการอาจารย์ที่เสกไม่เป็น” ท่านก็ยิ้มไม่พูดอะไร จากนั้นก็กราบลาท่าน และทิ้งของไว้ ต่อมาทราบจากศิษย์ผู้ใกล้ชิดของท่านว่า ท่านบอกศิษย์นั่งอยู่วันนั้นว่า “คนนี้ฉลาดรู้ไหมในกล่องนั้นของวิเศษทั้งนั้น”
ด้วยเหตุที่หลวงปู่ทิม และหลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้งท่านเป็นเกลอกัน เมื่อหลวงพ่อทาบจะสร้างพระผงก็มาหารือกับหลวงปู่ทิมถึงการทำผงให้ถูกต้องตามตำรา โดยหลวงพ่อทาบไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งจารผงและลบผงเอง หลวงปู่ทิมจึงแนะนำว่า “โยมปถมนั่นแหละทำผงเก่ง และทำชะงัดนัก ยังเคยทำมาให้นี่เสกเลย” หลวงพ่อทาบจึงให้คนไปเชิญอาจารย์ปถมมาที่วัดกระบกขึ้นผึ้งและเอ่ยปากว่าจ้างให้ช่วยเป็นผู้อำนวยการสร้างพระผงให้ท่าน อาจารย์ปถมเล่าว่า ผมก็รับปากด้วยความยินดี โดยจะขอสร้างเป็นพุทธบูชาไม่ขอรับค่าจ้างน็นปฏิกิริยาจารย์ปถมได้รั้งสุดท้ขิ้นย ได้รับการขอร้องจากหลวงพ่อทาบวัดกร่ะม หลวงพ่อหอม วัดชากหมาก หลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง แต่อย่างใด แต่มีข้อแม้ว่าการปลุกเสกต้องนิมนต์หลวงปู่ทิมมาร่วมด้วย หลวงพ่อทาบไม่ขัดข้อง หลังจากนั้นไม่นานหลวงพ่อทาบก็อุตส่าห์ซ้อนรถมอเตอร์ไซด์ (สมัยนั้นถนนยังไปมาไม่สะดวก) ไปหาหลวงปู่ทิมเพื่อปรึกษาหารือในการสร้างพระในครั้งนี้และนิมนต์หลวงปู่ท
ิมไปปลุกเสกด้วย
อาจารย์ปถมท่านรู้ตัวดีว่าเป็นเพียงฆราวาสที่ยังข้องแวะอยู่ในโลกีย์ แม้จะทำผลเกิดความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์อย่างไรผู้คนทั่วไปคงจะเชื่อถือยาก ดังนั้นจึงไปขอผงวิเศษจากวัดโพธิสัมพันธ์ อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี ซึ่งหลวงพ่อบุญมีเป็นผู้ทำขึ้น นอกจากนี้ยังได้นำผงซึ่งโยคีฮาเล็บสร้างให้วัดสารนาถ อ. แกลง จ. ระยอง มาร่วมด้วย ผงวิเศษนี้สร้างโดยศิษย์สายพระอาจารย์มั่นภูริทัตเถระ ประกอบพิธีสร้างขึ้นที่วัดสัมพันธ์วงศ์ กทม. เป็นผงซึ่งหลวงพ่อลี วัดอโศการาม นำไปสร้างพระผงของท่าน อาจารย์ปถมเล่าว่า ได้รวบรวมผงทั้งหมดได้ประมาณ ๑ บาตรเต็ม ๆ แล้วจึงนำเอาไปถวายหลวงพ่อทาบที่วัดกระบกขึ้นผึ้งเมื่อหลวงพ่อทาบเห็นผงทั้งหมดแล้ว ท่านหัวเราะชอบใจ และบอกว่า “ผงนี้เฮี้ยวจริง ๆ มีทั้งนุ่ม ลึก และเข้มแข็ง” ผู้เขียนก็เลยเรียนถามว่า คำว่า “เฮี้ยวจริง ๆ และนุ่มลึก หมายถึงอะไร” อาจารย์ปถม อาจสาคร ตอบว่า “เป็นสำนวนที่หลวงพ่อทาบพูดเมื่อครั้งที่ผมเอาผงไปถวายท่าน ส่วนความหมายนั้นหมายความว่าผงนั้นขลังศักดิ์สิทธิ์และแรงจริง ๆ ท่านจึงใช้คำว่าเฮี้ยวจริง ๆ ส่วนนุ่มลึกคงหมายถึง แฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลมีเสน่ห์ อันหมายถึงเมตตามหานิยมนั่นเอง” เมื่อได้ผงแล้ว หลวงพ่อทาบนำผงทั้งหมดประมาณ ๑ บาตรเต็ม ๆ ไปผสมเข้ากับผงเก่า ๆ ของท่าน ซึ่งมีทั้งคัมภีร์โบราณเผา ดินมงคลต่าง ๆ ตามที่ท่านได้เสาะแสวงหาได้ เมื่อได้ฤกษ์งามยามดีแล้ว หลวงพ่อท่านได้กดพิมพ์พระด้วยตัวท่านเองเป็นปฐมฤกษ์ หลังจากนั้นท่านได้ขอร้องให้ชาวบ้านนุ่งขาวห่มขาวอาราธนาศีลทุกคนช่วยกดพิมพ์ขึ้น โดยอาจารย์ปถมเป็นผู้อำนวยการสร้าง คือแนะนำการตำผงคลุกเคล้าผงและกดพิมพ์
สำหรับพระชุดนี้เป็นพระผงดำทั้งหมด มีพิมพ์สมเด็จ เป็นพิมพ์เก่าที่ผมได้มาจากวัดเนิน จ.ระยอง เป็นวัดร้างเก่าแก่ติดกับวัดลุ่มมหาชัยชุมพล พิมพ์พระแบบสมเด็จที่ได้มา เข้าใจว่าเป็นพิมพ์สมัยหลวงปู่สังข์เฒ่า ทำด้วยหินมีดโกน อีกพิมพ์หนึ่งเป็นพิมพ์แม่นางกวัก พิมพ์นี้ ลุงเจริญ เพชรนคร หลานหลวงพ่อทาบเป็นเป็นผู้แกะพิมพ์จากหินมีดโกนเช่นกัน ส่วนพิมพ์พระปิดตามี 5 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่เป็นพิเศษ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก และพิมพ์จิ๋ว นอกจากนี้ยังมีพิมพ์กลีบบัว อีกพิมพ์หนึ่งทั้งหมดสร้างด้วยเนื้อผงดำ ได้พระประมาณ ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่ากับพระธรรมขันธ์
ที่สำคัญหลวงพ่อทาบได้นำสีผึ้งเขียวผสมเองลงไปด้วย ดังนั้นพระทุกองค์จึงมีส่วนผสมของสีผึ้งเขียว เมื่อพิมพ์พระเสร็จแล้ว หลวงพ่อทาบท่านปลุกเสกพระชนิดมวยเดี่ยวแต่เพียงองค์เดียวประมาณหนึ่งพรรษาเต็ม ๆ เมื่อใกล้จะถึงงานผูกพันธสีมาอุโบสถ หลวงพ่อทาบจึงทำพิธีปลุกเสกเสริมข้อบกพร่องอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่าทำเพิ่มเสริมหรืออุดช่องโหว่ โดยไปนิมนต์หลวงปู่ทิมมาเป็นประธาน นับเป็นงานครั้งแรกของหลวงปู่ทิมที่ท่านได้ออกจากวัดละหารไร่มาร่วมพิธีปลุกเสก ปีนั้น พ.ศ. ๒๕๐๕ หลวงปู่ทิมมีอายุ ๘๓ ปี พอดี อาจารย์ปถมเล่าว่า การปลุกเสกครั้งนั้นนับว่าเป็นครั้งแรกของบ้านค่ายที่ชาวบ้านนำพระเครื่องของตนมาร่วมในพิธีปลุกเสกเพื่อเสริมพลังด้วย และในงานนี้มีอยู่รายหนึ่งนำเอาน้ำมันใส่ผมตรานางสงกรานต์เข้าพิธีด้วยหลายหีบ คิดว่าเพื่อให้เกิดเสน่ห์มหานิยม เอาไว้เพื่อผสมกับน้ำมันใส่ผมอื่นๆ ที่จะใช้ประจำวัน
สำหรับพระเกจิอาจารย์ที่เข้าร่วมปลุกเสกก็มี หลวงพ่อหอม วัดชากหมาก หลวงพ่อเย็น วัดบ้านแลง หลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอก สำหรับหลวงพ่อทาบ อาจารย์ปถมบอกว่าท่านไม่ได้มาร่วมนั่งปลุกเสก ได้แต่นั่งรับแขก เพราะท้องท่านเสีย ทันทีที่พิธีปลุกเสกเริ่มขึ้นก็มีสิ่งประหลาดเกิดขึ้น เพราะเทียนคู่ที่ตั้งอยู่เกิดหงิกงอ มีรูปคล้ายหงส์ ฝาขาดน้ำมันใส่ผมตรานางสงกรานต์ ก็เกิดระเบิดขึ้นพร้อมกัน ๓ *** ๔ ฝา ปลิวกระเด็นออกมาท่ามกลางความตกตะลึงของผู้เข้าร่วมในพิธี ทุกคนเชื่อว่าเป็นเพราะอานุภาพหลังจิตของหลวงปู่ทิม เพราะกล่องใส่น้ำมันอยู่ตรงหน้าหลวงปู่ทิมพอดี แม้ว่าอายุจะย่างเข้า ๘๓ ปี พรรษาที่ ๖๐ หลวงปู่ทิมท่านก็ลุกขึ้นเมื่อเลิกปรก ทั้ง ๆ ที่ในระหว่างนั่งปรก ทางเจ้าพิธีการได้แบ่งการปลุกเสกไว้ถึง ๔ ช่วง โดยปลุกเสกไปเกือบ ๒ ชม. ก็จะตีฆ้องครั้งหนึ่งเพื่อบอกกล่าวให้หลวงพ่อที่ปรกออกจากเข้าสมาธิ พักผ่อนดื่มน้ำชา กาแฟ ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่หลวงปู่ทิมท่านนั่งปรกตลอด ๘ ชม. โดยไม่ลุกขึ้นผักผ่อนเลย และเมื่อท่านเลิกปรกเมื่อประมาณ 2 นาฬิกาเศษของวันใหม่แล้ว ท่านก็ไม่ยอมดื่มน้ำชาที่ทางเจ้าพิธีนำมาถวาย ท่านได้พูดเล่นกับอาจารย์ปถมว่า “ให้เสกแบบนี้เมื่อตาย” จากนั้นก็กลับวัดเลย เมื่อศิษย์ถามว่า “ทำไมหลวงพ่อไม่ฉันน้ำที่เขาถวาย และไม่รับปัจจัยที่เขาถวาย” หลวงปู่ทิมตอบว่า “ถ้าฉันน้ำของเขา และรับปัจจัยที่เขาถวาย ก็จะไม่ได้บุญ เพราะเท่ากับรับจ้างเขาเสกพระ” ศิษย์ ถามต่อไปอีกว่า “ทำไมต้องนั่งพนมมือเสก รูปอื่น ๆ เขานั่งสมาธิมือขวาทับมือซ้ายกันทั้งนั้น” ท่านตอบว่า
“พนมมือเสกพระดีกว่า เพราะถ้าเกิดนั่งหลับ เมื่อนั้นคนเขาจะได้รู้ เพราะมือที่พนมไว้มันจะตก”
พระผงผสมสีผึ้งหลวงพ่อทาบ มีทั้งหมด ๙ พิมพ์ ดังกล่าวแล้ว และเมื่อทำพิธีปลุกเสกเสร็จแล้ว ประชาชาแถบนั้นให้ความสนใจมาก ที่วัดกระบกขึ้นผึ้งวันถัดมาก็มีงาน ผู้ที่ทำบุญตั้งแต่ ๑๐ *** ๒๐ บาท หลวงพ่อทาบก็จะแจกพระให้องค์หนึ่ง พระส่วนหนึ่งได้นำออกมาแจกในวันงาน และเก็บไว้แจกในวันต่อ ๆไป ส่วนอีกจำนวนหนึ่งหลวงพ่อทาบท่านได้บรรจุใส่ไหหลายใบ บรรจุไว้ในฐานพระประธานในอุโบสถ
ประสบการณ์พระผง
ในงานวัดกระบกขึ้นผึ้ง บรรดาหนุ่มในหมู่บ้านหลายแห่งได้มาพบกันในงานวัด และต่างก็ได้รับแจกพระเครื่องผงดำไปคนละองค์สององค์ ก็มีเรื่องเฮี้ยวเกิดขึ้นจนได้มีการเขม่นและเกิดวิวาทตีรันฟันแทงกันขึ้น เพราะบ้านค่ายนั้นเป็นดินแดนของหนุ่มชาวไร่อ้อย ชาวไร่มัน และหนุ่มโรงน้ำตาล ผู้คนมาจากทุกสารทิศ เรื่องตีรันฟันแทงมีขึ้นเป็นประจำทุกงาน ปกติหากวัดที่มีเกจิอาจารย์ดังๆ เป็นเจ้าวัด เวลามีงานท่านมักจะนำตะกรุดมหาระงับไปแอบฝังไว้ตรงลานวัด เพื่อระงับเหตุไม่ให้มีการทะเลาะกัน แต่หลวงพ่อทาบท่านไม่ได้ทำ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีใครเลือดตกอย่างออกเลย ด้วยเหตุนี้พระเครื่องส่วนที่นำออกไว้แจกจึงหมดไปในเวลาไม่นาน และพระเครื่องชุดนั้นก็ดังระเบิด รายต่อมาสามล้อระยอง กำลังปั่นซาเล้งอยู่กลางถนน เสาไฟฟ้าเกิดหักลงเกือบจะทับรถ ซึ่งแล่นมาพอดี คนขับไม่เป็นอะไรเพราะในตัวมีพระผงซึ่งได้รับแจกมาจากหลวงพ่อทาบเพียงองค์เดียว เรื่องนี้ดังมากในตลาดยุดนั้น
ส่วนในด้านเมตตามหานิยม มีคนง่อยอยู่ใกล้วัดกระบกขึ้นผึ้งคนหนึ่ง นับถือหลวงพ่อทาบ และได้รับพระผงพิมพ์พระปิดตาไว้องค์หนึ่ง หลวงพ่อทาบสั่งว่าถ้าใช้ด้วยความศรัทธาและมั่นใจก็จะสัมฤทธิ์ผลทุกอย่าง ชายง่อยผู้นี้เป็นคนง่อยประเภทโด่ไม่รู้ล้ม มีภรรยาถึง ๖ คน ทุกคนอยู่กับชายง่อยด้วยความสามัคคี ไม่มีเรื่องทะเลาะกัน จนเป็นที่อิจฉาของเพื่อนบ้าน กิตติศัพท์เรื่องนี้เคยมีคนมาขอซื้อพระองค์นี้ แต่เจ้าตัวไม่ยอมขาย
ในด้านอยู่ยงคงกระพัน ศิษย์ของหลวงพ่อทาบคนหนึ่ง ใช้พระพิมพ์สมเด็จที่หลวงพ่อทาบปลุกเสก ติดตัวอยู่เป็นประจำ เคยถูกลอบยิงด้วยปืนลูกซองเต็มแผ่นหลัง แต่ไม่ระคายผิดหนัง มีเพียงรอยไหม้เป็นจุดเล็ก ๆ เท่านั้น อีกรายหนึ่งเป็นเรื่องราวขึ้นในสมัยหลวงพ่อทาบ มีหญิงคนหนึ่งชื่อ นางไม้ ใจกล้าใ อยู่บ้านหนองคอกหมู อ.บ้านค่าย ได้ออกไปเก็บผักเก็บหญ้ากลางทุ่ง ขณะนั้นฝนตกกำลังพรำ ๆ ฟ้าได้ผ่าถูกต้องนางไม้สลบที่ เสื้อผ้าที่สวมใส่ไหม้ไฟ สร้อยเงินที่ห้อยคอละลาย แต่พระพิมพ์หลวงพ่อทาบพิมพ์กลีบบัวยังอยู่ปกติ ผู้ที่มาช่วยปฐมพยาบาลร่างอันสลบไสลของนางไม้ต่างก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน อิทธิปาฏิหาริย์หลายรูปแบบของพระเครื่องหลวงพ่อทาบมีมากมายหลายเรื่องในยุดนั้น จนเป็นที่กล่าวขวัญและเล่าลือกันทั่วไป
หลวงพ่อทาบ เจ้าตำรับสีผึ้งเขียวอันโด่งดังได้มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ รวมอายุได้ ๘๙ ปี พรรษาที่ ๖๗ นับว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ ที่โด่งดังของภาคตะวันออก อีกรูปหนึ่ง ที่ผ่านมานี้ พระครูมนูญสาธุกิจ (เสียน) เจ้าอาวาสวัดกระบกขึ้นผึ้งรูปปัจจุบันได้ทำพิธีเปิดกรุพระผงดำหลวงพ่อทาบ ได้นำพระออกให้สาธุชนบูชา ได้เงินทั้งหมด ๓ ล้านบาทเศษ โดยมีครูบาอาจารย์ของโรงเรียนหลายแห่งของ อ.บ้านค่าย ร่วมเป็นกรรมการในการปิดกรุครั้งนั้น และพระทั้งหมดประมาณ ๔ *** ๕,๐๐๐ องค์หมดไปในช่วงเวลาเพียง ๓ *** ๔ วัน ผู้เขียนซึ่งเป็นศิษย์พระเกจิอาจารย์สายหลวงปู่สังข์เฒ่า– หลวงปู่ทิม *** หลวงพ่อวงศ์ *** หลวงพ่ออ่ำ *** หลวงพ่อลัด และหลวงพ่อทาบก็ได้เช่าบูชาพระเครื่องชุดผงดำหลวงพ่อทาบผสมสีผึ้งไว้จำนวนหนึ่ง

พระสมเด็จสีผึ้งเขียวหลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง
สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2505 โดยอาจารย์ปถม อาจสาคร เป็นผู้แนะนำ การตำ คลุกเค้าผงและกดพิมพ์พระ
ลักษณะ เป็นพระเนื้อผงผสมสีผึ้งเขียว สีดำเข้ม พิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก มีทั้งแบบปิดทองคำเปลวด้านหน้าและไม่ปิด
พุทธคุณ อานุภาพสุดยอดด้านเสน่ห์เมตตามหานิยม คงกระพัน แคล้วคลาดและโชคลาภค้าขาย
มวลสารส่วนผสม
1.ผงวิเศษเก่าของหลวงพ่อทาบ
2.สีผึ้งเขียวของหลวงพ่อทาบ
3.ผงปถมัง ผงอิทธิเจ ของอาจารย์ปถม อาจสาคร
4.ผงถ่านคัมภีร์ใบลานโบราณเก่าของหลวงพ่อทาบ
5.ผงวิเศษของหลวงพ่อบุญมี วัดโพธิสัมพันธ์ อ.ศรีราชา ชลบุรี
6.ผงดินมงคลของหลวงพ่อทาบ
7.ผงโยคีฮาเล็บ วัดสารนาถ อ.แกลง
ปลุกเสกครั้งที่ 2
หลวงพ่อทาบปลุกเสกเดี่ยว 1 พรรษาเต็ม เมื่อใกล้งานผูกพัทธสีมาวัดกระบกขึ้นผึ้ง
ปลุกเสกครั้งที่ 1 รายนามพระเกจิอาจารย์ที่นั่งปรกปลุกเสก ณ วัดกระบกขึ้นผึ้ง
1.หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ รับนิมนต์เป็นประธานพิธี
2.หลวงพ่อหอม วัดซากหมาก
3.หลวงพ่อเย็น วัดบ้านแลง


4.หลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอก
พระเกจิอาจารย์ได้เข้าสมาธินั่งปรกปลุกเสกตั้งแต่ 18.00 น. ถึงประมาณ 02.00 น. ของวันใหม่
โดยเฉพาะเป็นครั้งแรกที่หลวงปู่ทิมอิสริโก รับนิมนต์มาปลุกเสกนอกวัดละหารไร่ และท่านได้นั่งปรกปลุกเสกรวดเดียว 8 ชั่วโมง โดยไม่หยุดพักฉันน้ำชา (ปกติจะลั่นฆ้องทุก 2 ชั่วโมงเพื่อให้พระคุณเจ้าได้ถอนสมาธิพักผ่อนอิริยาบถและฉันน้ำชาประมาณ 30 นาที)
ปลุกเสกครั้งที่ 2
หลวงพ่อทาบปลุกเสก 1 พรรษา ก่อนแจกให้ผู้ร่วมทำบุญงานผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดกระบกขึ้นผึ้ง

ขอขอบคุณพี่สมพร ที่ส่งประวัติมาแบ่งกันศึกษาครับ
http://www.pantown.com/board.php?id=10697&area=&name=board3&topic=20&action=view มากๆครับ
ขอขอบคุณ เว็ปไซด์

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 13:53 น.] #1693734 (8/23)
หลวงพ่อวงศ์ ระยอง เเละประวัติหลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง
หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย จังหวัดระยอง (พระครูวิจิตรธรรมานุวัติ) เป็นพระคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญในวิชาไสยศาตร์ โหราศาตร์ เเละเเพทย์เเผนโบราณ องค์หนึ่งในภาคตะวันออกเป็นพระคณาจารย์สมัยหลวงพ่ออี๋ เเห่งวัดสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เเต่เเก่อาวุโสกว่า เเละรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี เคยลองวิชากันเป็นที่ชื่นชอบของลูกศิษย์ในสมัยนั้น เเต่ชื่อเสียงของหลวงพ่อวงศ์มิได้โด่งดังไปไกล เนื่องจากท่านเป็นพระที่รักสันโดษ มักน้อย เเละถ่อมตัว ทำเครื่องลางของขลังออกมาน้อยนั่นเอง เเต่ว่าในเขตท้องถิ่นหรือเขตใกล้เคียง ชื่อเสียงของท่านเป็นที่รู้กันทั่วไปในวงการ เคยไปร่วมพิธีพุทธาภิเศกกับสมเด็จพระสังฆราชเเพ เเห่งวัดสุทัศน์ที่กรุงเทพมหานครในสมัยนั้น หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง ที่กล่าวถึงนี้ ท่านเป็นอดีตเจ้าคณะอำเภอบ้านค่าย เเละอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านค่าย อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง จากหลักฐานที่เชื่อถือได้กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เคยมาตั้งค่ายอยู่ที่อำเภอบ้านค่าย ก่อนจะเข้าตีเมืองระยอง ส่วนวัดบ้านค่ายนั้น ตามหลักฐานค้นดูในหนังสือ ประวัติในจังหวัดระยอง จัดทำโดย พระอมรเวทีศรีบูรพาทิศสังฆปราโมกข์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดระยอง ร่วมกับนายวิทยา เกษรเสาวภาค อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง หนังสือหน้า 254 กล่าวว่า วัดบ้านค่ายตามคำบอกเล่าสืบๆกันมา ว่าสร้างในสมัยกรุงสุโขทัย เป็นราชธานี สมัยนั้น ขอมยังปกครองเเถบนี้อยู่ ขอมได้สร้างวัดเเละโบสถ์ไว้ หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง นั้น ตามบันทึกอัตตชีวประวัติ ซึ่งท่านได้บันทึกไว้ เมื่อวันที่ 26 เมษายน พศ 2479 ได้กล่าวไว้ว่า หลวงพ่อวงศ์นามเดิมชื่อ วงศ์ นามสกุล วงศ์พิทักษ์ เกิดที่บ้านหนองตาเสี่ยง ตำบล หนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 9 ปีมะเส็ง พศ 2400 บิดาชื่อ น้อย มารดาชื่อ เอี่ยม มีพี่น้องร่วมบิดา มารดา ทั้งหมด 9 คน หลวงพ่อเป็นคนที่ 4 มีอาชีพในทางทำนา เมื่อหลวงพ่ออายุยังน้อย บิดาได้ตายจากไปเสียก่อน ท่านจึงได้ช่วยมารดาทำนาเลี้ยงน้องๆโดยกู้เงินเขามาซื้อควาย เเล้วทำนาปลดหนี้กู้เขาจนหมด ในปีเดียว เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม อายุ 14 มารดาไปนำไปฝากเลี้ยงไว้ทีวัดเพื่อเรียนหนังสือ โดยนำไปฝากกับพระอาจารย์กลั่น วัดบ้านค่าย ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีโรงเรียนเหมือนกับสมัยนี้ ใครจะเรียนหนังสือต้องไปเรียนทีวัด จังหวัดระยองในสมัยนั้นมีสภาพเป็นป่าเกือบทั้งจังหวัด ในตัวเมืองระยองก็มีบ้านอยู่ไม่กี่หลัง ถนนหนทางก็ไม่มี มีเเต่ทางเกวียน จะไปกรุงเทพฯ ต้องไปลงเรือที่ปากน้ำระยอง นั่งเรือกันหลายวันกว่าจะไปถึงกรุงเทพฯดังนั้นใครจะไปเรียนหนังสือจะต้องมีความมานะพยายามเป็นอย่างดี หนังสือที่เรียนก็เป็นหนังสือ ขอมไทย เเละหนังสือไทย ความประสงค์ของกุลบุตรที่เข้ามาเรียนในวัด ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการบวชเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับหลวงพ่อเมื่ออายุครบบวชท่านจึงได้อุปสมบท ณ วัดบ้านค่าย ตรงกับเดือน 8 เเปดสองหน พ.ศ 2423 ขณะนั้นอายุ 24 ปีโดยมี หลวงปู่สังข์เฒ่า ที่มีอาคมเเก่กล้า เเละเป็นผู้สร้างวัดละหารไร่เป็นพระอุปชฌาย์ พระอาจารย์ดี วัดบ้านค่ายเป็นพระกรรมาจารย์ พระอาจารย์ห่วง วัดหนองกะบอกเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อบวชเเล้วประมาณ 8 เดือนมีเหตุการณ์สำคัญอันหนึ่งที่ทำให้หลวงพ่อเศร้าโศรกมาก คือเหตุเกิดขึ้นคืนหนึ่งในเดือน 4 หลวงพ่อก่อนจำวัดได้จุดธูปเทียนตามปกติ เพื่อบูชาพระก่อนจำวัด ปรากฏว่าธูปหักกลางตกลงมาไหม้ผ้าครอง หลวงพ่อวงศ์ ระยอง เขียนรำพันไว้ในประวัติของท่านว่า เมือตอนหลับ ธูปหักลงมาไหม้ผ้าครอง ร้องไห้อยู่หลายเวลา ผ้าครองเหมือนคู่บารมีเหมือนพระทีมีชีวิต เมื่อตายไปเเล้ววายปราณ ฉันจังหันเเลไปทำจิตที่พลุ่งพล่านที่หลงไหล เลยเข้ากอไผ่หมูลำมะลอก ตอนนี้ หากไม่ได้อาจารย์ดี พระกรรมาจารย์ของหลวงพ่อมาทำน้ำมนต์ 7 บาตรรดให้เเละหมอบผ้าครองใหม่ให้เเล้ว น่ากลัวว่าหลวงพ่อคงจะลาสิกขา จังหวัดระยองคงจะขาดอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษไปองค์หนึ่ง หลวงพ่อวงศ์ ระยอง ได้จำพรรษาอยู่ ณ วัดบ้านค่าย จนถึงพรรษาที่ 10 ประมาณปี พศ 2433 พระอาจารย์ดี ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านค่ายได้มรณภาพลง พระยาศรีสมุทรโภคโชคชัยชิตสงคราม ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองในสมัยนั้น จึงมอบให้หลวงพ่อเป็นผู้รักษาวัดบ้านค่าย ต่อมา พระครูสมุทรสมานคุณเจ้าคณะจังหวัดระยองในสมัยนั้น ได้เเต่งตั้งให้ หลวงพ่อวงศ์ ระยอง เป็นเจ้าอธิการวัดบ้านค่าย มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองวัดบ้านค่ายโดยสมบูรณ์ ในปีพศ 2446 หลวงพ่อวงศ์มีพรรษาได้ 24 พรรษา อายุ 46 ปี สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมัยดำรงค์สมณศักดิ์ เป็นที่ พระสุคุณคณาภรณ์ เจ้าคณะมณฑลจันทบุรี ได้นัดพระเถระผู้ใหญ่ รวม 20 วัดที่วัดเก๋ง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลระยอง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เพื่อเเต่งตั้งให้ หลวงพ่อวงศ์ ระยอง ดำรงตำเเหน่งเจ้าคณะเเขวงอำเภอ บ้านค่าย ในวันเเรก ท่านไม่ยอมรับ ท่านเจ้าคณะมณฑลจันทบุรี ก็ยังไม่ยอม ให้พระผู้ใหญ่ซึ่งมาประชุมในวันนั้นกลับไปก่อน เเละนัดให้มาประชุมใหม่ในวันรุ่งขึ้น
วันรุ่งขึ้น ฉันเช้าเเล้ว ตีระฆังเข้าประชุมในโบสถ์วัดเก๋งพร้อมกันเเล้ว ท่านเจ้าคณะมณฑลจันทบุรี ได้ประกาศต่อหน้าที่ประชุมสงฆ์ทั้งหมดว่า ท่านวงศ์ ฉันให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ในสามอย่างคือ
1 ให้รับ
2 .ให้สึก
3 ให้ไปเสียต่างเมือง
เมื่อหลวงพ่อวงศ์ ระยอง ถูกยื่นคำขาดเช่นนี้ หลวงพ่อวงศ์ ระยอง จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยอมรับเมื่อหลวงพ่อยอมรับพระสงฆ์ทั้งหมด ซึ่งมาประชุมกัน ณ ที่นั้น ก็สวดชะยันโต เเละอนุโมทนาสาธุขึ้นพร้อมกัน เป็นอันเสร็จพิธีเเต่งตั้งเจ้าคณะเเขวงบ้านค่าย หรือ เจ้าคณะอำเภอบ้านค่ายปัจจุบัน นับว่า หลวงพ่อวงศ์เป็นเจ้าคณะเเขวงองค์เเรกของอำเภอบ้านค่าย มีวัดในเขตปกครองของอำเภอบ้านค่าย 16 วัด คือ
1 วัดไชยชุมพล ตำบลบ้านค่าย ปัจจุบันเป็น วัดบ้านค่าย
2 วัดสุกรวารี ตำบลบ้านหนองเข้าหมู ปัจจุบันเป็น วัดหนองคอกหมู
3 วัดไชยพฤกธาราม ตำบลหวายกรอง ปัจจุบันเป็น วัดหวายกรอง
4 วัดสังฆาราม ตำบลบ้านละหาร ปัจจุบันเป็น วัดละหารใหญ่
5 วัดวารีสังฆาราม ตำบลบ้านละหาร ปัจจุบันเป็น วัดละหารไร่
6 วัดหนองกรับ ตำบลหนองกรับ ปัจจุบันเป็น วัดหนองกรับ
7 วัดสิลาล้อม ตำบลบ้านห้วงหิน ปัจจุบันเป็น วัดห้วงหิน
8 วัดไผ่ล้อม ตำบลบ้านปากกอไผ่ ปัจจุบันเป็น วัดไผ่ล้อม
9 วัดไชยพฤกภุมรา ตำบลบ้านปากน้ำลึก ปัจจุบันเป็น วัดกะบกขึ้นผึ้ง
10 วัดราชธาราม ตำบลบ้านหนองละลอก ปัจจุบันเป็น วัดหนองกะบอก
11 วัดอารัญญิกาวาศ ตำบลบ้านเกาะ ปัจจุบันเป็น วัดเกาะ
12 วัดมรรคาวารินธาราม ตำบลบ้านหนองสะพาน ปัจจุบันเป็น วัดหนองสะพาน
13 วัดทองธาราม ตำบลบ้านเก่า ปัจจุบันเป็น วัดบ้านเก่า
14 วัดตรีชล ตำบลบ้านตาขัน ปัจจุบันเป็น วัดตาขัน
15 วัดปากเเขก ตำบลบ้านปากเเขก ปัจจุบันเป็น วัดปากป่า
16 วัดมาบข่า ตำบลบ้านมาบข่า ปัจจุบันเป็น วัดมาบข่า
ต่อมาในปี พศ 2461 หลวงพ่อวงศ์ ระยอง ได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ครั้นถึงปี พศ 2472 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์ เป็นที่ พระครูวิจิตรธรรมานุวัติ ดังสำเนาประกาศพระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์ ดังนี้
พระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์
วันที่ 6 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2472 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์ คือ ให้พระครูวงศ์ วัดบ้านค่าย เป็นพระครูวิจิตรธรรมานุวัติ
เจ้าคณะเเขวงจังหวัดระยอง เรียนวิชากับหลวงพ่อกง

สำหรับมนต์คาถาเเละวิชาเเพทย์โบราณนั้น หลวงพ่อวงศ์ ระยอง ได้รับการสอนประสาทวิชาจากพระภิกษุรูปหนึ่งคือ
หลวงพ่อกง ซึ่งเป็นพระภิกษุชาวเขมรลูกผสมลาว ซึ่งท่านจำพรรษาอยู่ที่เมืองเขมร
หลวงพ่อวงศ์ ระยอง สมัยเป็นพระภิกษุหนุ่ม ได้ออกเดินธุดงค์เเสวงหาครูบาอาจารย์ท่านผู้รู้วิชาทั้งหลาย ทั้งยังได้ฝึกปฏิบัติทางจิต ให้เกิดอำนาจเกิดพลัง เเต่การออกเดินธุดงค์กรรมฐานของหลวงพ่อวงค์นั้นท่านได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงพ่อกง พระชาวเขมรเข้าจึงเดินธุดงค์เข้าเมืองพนมเปญ เเละได้ไปพักอยู่ที่วัดของหลวงพ่อกง เพื่อขอศึกษาเล่าเรียนวิชาด้วยเป็นเวลานาน วิชาที่หลวงพ่อกงได้ประสิทธิ์ให้หลวงพ่อวงศ์ ระยอง นั้น เป็นวิชาทางโลกทั้งสิ้น
1 หลวงพ่อวงศ์ ระยอง เรียนวิชาที่เกี่ยวกับ เวทย์มนต์คาถา ที่ได้ปรากฎผลมาเเล้วอย่างหน้าอัศจรรย์
2 หลวงพ่อวงศ์ ระยอง เรียนวิชาที่เกี่ยวกับ การเล่นเเร่เเปรธาตุ การเรียนวิชานี้เเม้สำเร็จผลเเล้วสามารถดลสิ่งต่างๆเช่น โลหะให้กลายเป็นทองคำก็ได้ เสกน้ำธรรมดาๆ ให้เป็นทองคำเต็มขันได้ ให้ทองคำเต็มตุ่มก็ได้
3 หลวงพ่อวงศ์ ระยอง เรียนวิชาที่เกี่ยวกับ การทำน้ำพระพุทธมนต์ ซึ่งจะทำให้วันอันเป็นมงคล ซึ่งสุดเเต่ว่าจะเป็นงานอะไร รับรองว่าศักดิ์สิทธิ์นัก
4 หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง เรียนวิชาที่เกี่ยวกับ วิชาเเพทย์เเผนโบราณ หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง ท่านได้ศึกษาตัวยาสมุนไพรในป่าจนเกิดความชำนาญ สามารถรู้จักรักษาเฉพาะโรคได้
หลวงพ่อวงศ์อบรมวิญญาณ
เมื่อได้อ่านประวัติของ หลวงพ่อวงศ์ ระยอง กับวิญญาณเเล้วก็อยากเล่าเรื่องผีให้จบสิ้นไปเลย เอาตอนรักษาโดยเฉพาะจะได้ไม่ยืดยาวคือ
ครั้งหนึ่ง มีชาวบ้านป่วยมาก ได้นำตัวไปรักษาพยาบาลภายในบ้านค่ายจนสถานที่คับเเคบไป นายเเพทย์สมัยนั้นไม่มี นอกจากตัวของหลวงพ่อวงศ์เอง เป็นทั้งหมอ เป็นทั้งพยาบาล เป็นทั้งผู้ปรุงยา
ส่วนคนไข้อีกประเภทหนึ่ง พวกนี้ถูกผีป่า เจ้าเขา เข้าสิงร่าง สิงดวงใจ หลวงพ่อวงศ์ ระยอง ต้องอาศัย ธรรมะ เข้าอบรมวิญญาณนั้นให้มาพูดคุยด้วย จนรู้เหตุของการเข้าสิงเเล้ว ท่านจะขอบิณฑบาตไม่ให้จองเวรจองกรรมกันอีกต่อไป
หลวงพ่อวงศ์ ระยอง อบรมด้วยอำนาจเเห่งจิตที่ทรงสมาธินั้นเเล้ว ท่านก็ทำพิธีกรรมอีกครั้ง คือ พรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ นับจากนั้น โรคภัยก็หายขาดไม่เกิดขึ้นอีกเลย
เหตุที่เกิด การที่ผีหรือวิญญาณหรือปีศาจ อะไรก็ได้ที่จะเรียกกันทั้งนั้น ถ้าจะเข้าสิงใครต่อใครได้ ก็ย่อมมีเหตุหลายประการเช่น
1 วิญญาณเจ้ากรรมนายเวรที่เคยก่อเวร กันมาก่อนในชาติต่างๆ ได้ตามกระเเสของวิบาทกรรมนั้นมาถึงในชาตินี้ จึงเข้าสิงล้างเเค้น ทำให้ทุกร้อนด้วยกรณีต่างๆ
2 เป็นบุคคลที่ก่อกรรมทำชั่วตลอดเวลา จิตใจเเสวงหาเเต่สิ่งชั่วช้า ลามก เที่ยวเบียดเบียนทำลายชีวิต ให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยตกล่วง เมื่อเพียรพยายามให้ทุกข์เเก่ท่าน ที่สุดทุกข์นั้นมาถึงตัว ก็ทำความเดือดร้อนอยู่กับที่ไม่ได้เหมือนไฟลุกลามให้เร่าร้อน วิญญาณเจ้ากรรมก็เข้าสิงกระทำสิ่งที่ตนเองไม่รู้ตัวเช่น ทำร้ายตัวเองให้บาดเจ็บ ทำอนาจารตนเองอย่างไม่รู้สึกตัว ทำลายทรัพย์สินที่ตนสร้างขึ้นให้หมดไป จนสิ้นหลักเเหล่ง ไปในที่สุด
3 จิตเดิมของมนุษย์เป็นจิตที่บริสุทธิ์เป็นประภัสสร เเต่เนื่องจากกระเเสกิเลส ทำให้หลงใหลใฝ่ฝันตกหลุมพรางกิเลส ที่ไม่เคยนิยมให้คนทำความดี ตรงกันข้ามกลับนิยมชมชื่น ถ้าบุคคลทั้งปวงทำความชั่วช้าเลวทราม ยิ่งศีลธรรมด้วยเเล้ว เป็นอันหมดกันไม่มีติดดวงจิต ดวงใจเลย อัปมาดังเรือเดินทะเล ถ้าเปิดทางให้น้ำทะเลเข้ามาอยู่เสมอๆ มิช้ามินาน เรือลำนั้นจะต้องจมสู่ก้นทะเลลึกเเน่นอนฉันใด จิตใจมนุษย์ก็ฉันนั้น ถ้าไม่มีศีลธรรมภายในในดวงจิตเเล้ว ปากประตูใจถูกเปิด ก็ย่อมเป็นที่อาศัยของกิเลสทั้งหลายที่เข้ามาเเทรกสิง เพราะความชั่วก็เข้าได้ บาปกรรมก็เข้าได้ ยักษี ผีเปรตก็เข้าได้ ไม่ช้าจิตก็เต็มไปด้วยของเสีย ของเน่า ดังนั้นผีจะเข้าร่าง จิตใจของมนุษย์ได้เเล้ว ย่อมไม่มีสิ่งอื่นนอกจาก 3 ข้อนี้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้อบรมสั่งสอนว่า ให้ตรวจ ให้ดูจิตใจเราเอง เหตุที่จะเกิด มันเกิดที่ใจเท่านั้น ความชั่วมิได้เเทรกเข้าเนื้อเข้าหนัง ไม่ได้เเทรกเข้าที่อื่นเลย ปิดช่องเข้าเสียซิ ถ้าเข้าหูก็อุดหู เข้าตาก็อุดตา เข้าปากก็อุดปากงับมันเสีย เข้าจมูกก็อุดมันเสีย ลิ้นก็ถูกปากงับไว้เเล้ว เพราะประตูเหล่านี้ เเหละที่กิเลสผีร้ายเข้าสิงใจได้ ดังนั้นเหตุเกิดที่ใจ ก็ต้องดับเหตุที่ใจเช่นกัน ผีเปรตอะไรจะเข้ามาได้ละทีนี้
วิธีรักษา หลวงพ่อวงศ์ ระยอง เป็นพระที่ทรงศีล เป็นพระที่ดีวิเศษธรรม มีจิตใจเมตตาเอื้อเฟื้อ ฉะนั้นใครก็ตามที่ถูกผีป่าเข้าสิง ท่านจะรักษาให้ด้วยดีเสมอมา การรักษาท่านมีวิธีการของท่านเเต่คงไม่พ้นหลักเมตตาเเละญานรู้เห็น หมายความว่า ก่อนทำการรักษา ท่านต้องกำหนดดูให้รู้เเจ้งว่า วิญญาณผีนั้น มีความสัมพันธ์กับคนป่วยหรือไม่อย่างไร เป็นเจ้ากรรมนายเวรหรือเปล่า เเละดูถึงจุดประสงค์เเละวิบากกรรมเก่า
1 เมื่อรู้ชัดเเล้ว ถ้าเเก้ไข้ได้ท่านจะเทศนาสั่งสอนดวงวิญญาณนั้นให้ละวางความพยาบาทเเละชี้ทางดีที่ควรให้ พร้อมทั้งเเผ่เมตตาด้วยกุศลเเห่งธรรม
2 พื้นฐานจะให้วิญญาณหรือผี เชื่อได้นั้น ต้องเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ด้วยศีลเเละความดีงามอันมีอยู่ใน กาย วาจา ใจ ถ้าดีจริง มีศีลบริสุทธิ์จริง วิญญาณย่อมรู้เเละเชื่อฟังโดยดี
3 อัปมาดังบุรุษสองคน มีเหตุวิวาทบาดหมางกัน เมื่อบุคคลมาห้ามปราม บุคคลนั้นจะเป็นที่เคารพเชื่อถือของบุรุษ ทั้งสองฝ่าย จะต้องเป็นบุคคลดี มีศีล มีธรรม น่านิยมเลื่อมใส จึงจะยุติได้เพราะเชื่อฟังด้วยผลของความดี
หลวงพ่อวงศ์ ระยอง เเห่งวัดบ้านค่าย ก็เช่นกัน ท่านเป็นพระภิกษุที่ทรงไว้ด้วยศีลาจารวัตร ไม่มีความด่างพร้อยอันใด การที่จะเอาผีร้ายออกจากจิตใจของคนป่วยนั้น ท่านไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือการบังคับขับไล่ด้วยเวทมนต์ เพียงเเต่อาศัยอำนาจความดีจริง มีพรหมวิหารธรรม เข้าต่อรองเท่านั้น ผีจะอนุโมทนาเข้าป่าหายไป (ป่ากิเลส)
น้ำมนต์ดอกบัวบาน
น้ำพระพุทธมนต์ที่ หลวงพ่อวงศ์ ระยอง ได้กระทำพิธีขึ้นนี้ เเม้ได้ยินชื่อก็ศรัทธาเสียเเล้วคือ พระเจ้า 5 พระองค์ หรือน้ำมนต์ดอกบัวบาน
การที่หลวงพ่อวงศ์ ระยอง จะสร้างน้ำพระพุทธมนต์วิเศษนั้น มิใช่ว่าทำได้ทุกวันเหมือนอย่างสำนักต่างๆ เช่นในปัจจุบัน ที่เขาทำกัน เเล้วกรองใส่ขวดขายขวดละ 20-30 บาทนะ ท่านไม่เอาหรอกน้ำมนต์ของท่านนั้น ในช่วง 1 ปี ท่านจะทำเพียงครั้งเดียว คือวันบูชาครู เเละอุปัชฌาย์ อาจารย์ผู้ให้กำเนิด คือ
1 ครู ก็หมายถึง องค์พระศาสดาสัมมา สัมพุทธเจ้า (องค์สมณโคดมเจ้า)
2 พระอุปัชฌาย์ หมายถึง ครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์สั่งสอนอบรมให้เกิดศีล ให้เกิดธรรม
3 พระพรหมของบุตร คือ บิดาเเละมารดาผู้ให้กำเนิดซึ่งมือสอง ขาสอง ศรีษะหนึ่ง เป็นต้น เมื่อวันอันเป็นสิริมงคลมาถึง ท่านก็จะกระทำน้ำพระพุทธมนต์ เอาน้ำใส่โอ่งมังกร พร้อมทั้งนำเทียนไขมา เเล้วบริกรรมภาวนาจนจิตสงบเป็นสมาธิ ความอัศจรรย์นั้นคือน้ำตาเทียนที่หยดลงมานั้นจะเเตกเป็น 5 กลีบ มีลักษณะคล้ายดอกบัวบาน โดยในเเต่ละหยดของน้ำตาเทียนจะมีลักษณะเหมือนกันหมด มองดูเหมือนดอกบัวบานชูช่อ กลางสระน้ำฉันนั้น
สรรพคุณ น้ำพระพุทธมนต์ชนิดนี้ ดีเด่นหลายประการ
1 รดหรือ อาบ หรือ ประพรม ให้คนป่วยเป็นบ้าวิกลจริตเพ้อคลั่งจนดุร้าย หายดีนักเเล
2 คนถูกภูตผีปีศาจ อาละวาดสิงสู่ หรือพื้นที่เเผ่นดินเกิดอาอรรพถ์ พี่น้องคดโกงประสงค์ร้ายกัน ให้ใช้ประพรม อบรมด้วยอธิฐานจิตใช้ได้ดีนักเเล
3 ชายชาตรี สตรีองอาจ ให้อาบ รด ประพรม ให้อยู่คงกระพันเเคล้วคลาดปราดเปรื่องเรือง ปัญญาดีนักเเล หรือจะหลบ จะลี้ จะหลีก จะเลี่ยง ล้วนใช้ประโยชน์ได้ดีนักเเล
มหาประสาน หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง ท่านมีมนต์ขลังอยู่บทหนึ่ง ซึ่งสามารถเเปลออกมาเป็นวิชามหาประสาน สมัยที่หลวงพ่อวงศ์ ระยอง ยังมีชีวิตอยู่นั้น เเม้ว่าใครก็ตาม มีความประสงค์จะให้ท่านลงนะ โดยการเเผ่เมตตาจิตลงยังธูปหอม เเล้วนำกลับไปบูชาพระพุทธรูปที่บ้าน หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง จะทำให้ด้วยความยินดี วิธีของท่านคือ นำธูปทั้งซองมาถวายท่าน ท่านรับเอาไปเเล้ว ก็เขียนตัว นะ เป็นภาษาขอม จากนั้นท่านก็ตบเบาๆ ปรากฏว่าภายในซองที่บรรจุธูปทุกดอกจะติดเป็นอักขระ นะ ทุกดอก ตอนนี้เเหละเป็นช่วงสำคัญ หลังจากจุดธูปบูชาพระเเล้ว ขี้นั้นเองเป็นยาวิเศษมหาประสานใครเป็นเเผลก็เอาขี้ธูปมาปิดบาดเเผลจะหายวันหายคืน ถ้าใครถูกมีดบาด เลือดไหลไม่หยุด ก็เอาขี้ธูปทาตรงบาดเเผลเข้าเลือดจะหยุดไหลทันที บุรุษใดหลงทาง เกิดโดนคมเเฝกของหนุ่มบ้านอื่นกลับมาชนิดชอกช้ำดำเขียวมาละก็ไม่ยากอะไรเลยเเค่เอาน้ำพระพุทธมนต์ของท่านเเละขี้ธูปนั่นเเหละผสมเข้ากันเเล้วก็ทาถูๆ เเก้ชอกช้ำได้ดีนักเเล
ปีตกสิณ ความสามารถของ หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง นั้น นับได้ว่าน่าทึ่ง น่าเลื่อมใสศรัทธา โดยเฉพาะหลวงพ่อวงศ์ ระยอง ท่านมีความสามารถยิ่งรูปหนึ่งในวงการพระสงฆ์ไทย ความชำนาญของหลวงพ่อวงศ์ ระยอง เท่าที่ศึกษามาทั้งหมด ดูเหมือนว่าท่านกระทำได้ทุกอย่าง เเละมีความชำนาญเสียด้วย ปีตกสิณ คือ การเพ่งสีเหลือง เเล้วอธิฐานจิตให้กลายสภาพเป็นอย่างอื่นนี้ ในประวัติของท่านได้กล่าวไว้ว่า คราวใดถ้ามีพระสหธรรมิก ผู้สนิทชื่นชอบกันเดินทางมาเยี่ยมเยือน หรือมาเพื่อเเลกเปลี่ยนวิชาความรู้กันนั้น หลวงพ่อวงศ์ ระยอง มักจะทำอะไรพิเศษๆให้ดู เเละโอกาสนี้บรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ปรนนิบัติก็พลอยเป็นบุญตาไปด้วย ดังคราวนี้ หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง ท่านได้หยิบใบพลูสดๆ สีเขียวมาจากเชี่ยนหมาก เเล้วก็วางไว้บน ขวามือ มืออีกข้างหนึ่งมาประกบไว้ ปากก็บริกรรมคาถา มือท่านก็ถูใบพลูไปมา ครู่เดียวเท่านั้นความอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น คือใบพลูที่สีเขียวสดนั้นบัดนี้ได้กลายเป็นสีทองเหลืองอร่ามไปเสียเเล้ว ท่านส่งไปให้พระสหธรรมิกชม ส่งไปดูกันรอบๆ กลับมาถึง ท่านเเล้ว ท่านได้โยนลงกระโถนพร้อมพูดว่า นี่มันเป็นของไม่จริง เราสร้างขึ้นเอง อำนาจของปีตกสิณ สามารถกระทำสิ่งใดก็ได้ตามที่ใจปราถนา นอกจากนี้บรรดาลูกศิษย์ทั้งพระเณรฆราวาส ก็ยังได้ดูของวิเศษหลายอย่างอีกด้วย เช่น หลวงพ่อวงศ์ท่านเอาผ้าเช็ดปาก เช็ดน้ำหมาก เพราะท่านฉันหมากพลู มาถือ บริกรรมชั่วครู่เดียวท่านก็โยนผ้าลงไป กลายเป็นตะขาบตัวเขื่อง คลานวนเวียนไปมา บางคราวท่านก็เอาผ้าอีกนั้นเเหละ เสกบริกรรมชั่วครู่เดียว กระต่ายสีขาววิ่งไปมาทั่วกุฏิของท่านเเละนี่คือความจริงที่หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง ได้กระทำให้เกิดขึ้นมาเเล้วเเต่อดีต
รู้มรณกาล มีเรื่องที่จะเล่าเเทรกไว้ในตอนนี้เกี่ยวกับ เรื่องมรณภาพของ หลวงพ่อวงศ์ ระยอง คือ ก่อนมรณภาพดูหลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง ชรามาก เพราะเป็นผู้ที่บากบั่นทำการงานหนักมาเเต่อายุน้อย เเม้บวชเเล้วก็ทำงานในด้านพัฒนาวัด ทั้งเมื่อได้รับเเต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะเเขวงเเละพระอุปชฌาย์ ตลอดจนเมื่อได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ก็มีกิจนิมนต์ต่างๆ ทั้งในด้านบวชกุลบุตรซึ่งจะต้องเดินทางรอนเเรมไปในที่ต่างๆทั้งใกล้เเละไกล ประกอบกับการเดินทางในสมัยนั้นไม่มียานพาหนะที่จะอำนวยความสะดวกเช่นในปัจจุบันนี้ ต้องใช้เกวียนไปจึงเหน็ดเหนื่อยมาก ก่อนหลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง จะมรณภาพไม่นาน ท่านจะพูดว่า ใบไม้เหลืองเเล้วก็ต้องร่วง ใบอ่อนก็ผลิเเตกขึ้นมาเเทน เป็นธรรมดาของโลก วันสองวันกูก็จะสบายเเล้ว มอบวัดให้คุณดิ่ง ครอง 2 วัดคือ วัดบ้านค่าย เเละ วัดไผ่ล้อม
ดูหลวงพ่อวงศ์ ระยอง จะทราบมรณภาพของท่าน คือหลังจากได้ปรารถถึงความตายเเล้ว ท่านก็จัดการกับลูกศิษย์ของท่านชื่อ นายไหล ซึ่งมาอยู่วัดกับหลวงพ่อตั้งเเต่อายุ 5 ขวบ จนถึง 13 ขวบ โดยให้นายไหลไปอยู่กับหลวงพ่อทบ วัดกะบกขึ้นผึ้งเป็นการจัดการเรื่องของศิษย์ที่ท่านเป็นห่วงอยู่เป็นที่เรียบร้อย ในวันมรณภาพนั้น หลังจากฉันเช้าเเล้ว ท่านพูดพึมพำว่า ถึงเวลาเเล้วก็กลับไป เเล้วสั่งว่า ถ้าท่านมรภาพเวลาปลงศพให้ใส่เปลือกข่อยลงไปด้วย หลังจากนั้นหลวงพ่อก็ถือพิมพ์ยา ไปกดพิมพ์เป็นลูกกลอน เมื่อกดพิมพ์ได้พอสมควรเเล้วก็มานั่งปั้นเป็นลูกกลอน ขณะที่ปั้นอยู่นั้นหลวงพ่อวงศ์ ระยอง นั่งตะเเคงมรณภาพด้วยอาการสงบ ตรงกับที่หลวงพ่อเคยปรารถไว้ทุกประการ ในการปลงศพของหลวงพ่อวงศ์ ระยอง นั้น เมื่อจุดไฟประชุมเพลิงปรากฎว่าจุดไฟไม่ติด ได้พยายามจุดกันหลายหนก็ไม่ติด จนนายไหลซึ่งเป็นศิษย์นึกถึงคำสั่งของหลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง ก่อนมรณภาพ จึงไปถากเปลือกข่อย มาสุมไฟจึงติดเเละประชุมเพลิงได้ ในขณะที่ไฟกำลังลุกอยู่นั้น บรรดาผู้ที่มาร่วมกันประชุมเพลิง ได้เห็นไก่ขาวบินจากทางทิศเหนือผ่านซุ้มประตู ข้ามเมรุ บินหายเข้าไปกุฏิหลวงพ่อ จากเหตุที่ไก่ขาวบินเข้าไปในกุฏิหลวงพ่อนั้นเป็นนิมิตทำนองบอกใบ้ไว้ว่า ถัดจากหลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง จะมีอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษอีกท่านหนึ่งมาอยู่ที่วัดบ้านค่าย นั้นก็คือหลวงพ่อดิ่งนี่เอง ซึ่งเป็นศิษย์องค์เเรกที่หลวงพ่อวงศ์ ระยองอุปสมบทให้

รวมสิริอายุของ หลวงพ่อวงศ์ ระยอง หรือ ท่านพระครูวิจิตรธรรมานุวัติ เเห่งวัดบ้านค่าย ได้ 83 ปี รวมพรรษา 59 ปี
หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง ได้อำลาชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยลำเค็ญไปเเล้ว ฝากไว้เเต่ความดีมีอุปาระเเก่ญาติโยมได้ระลึกถึงอย่างไม่มีวันลืม

เหรียญหลวงหลวงพ่อวงศ์ ระยอง,หลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย ระยอง
ท่านได้สร้างเหรียญไว้ 5 รุ่นด้วยกัน คือ
1 เหรียญหลวงพ่อวงศ์ ระยอง รุ่นพระพุทธชินราช หรือเหรียญบัวผุด ปี 2472 ลักษณะเหรียญคล้ายเหรียญหลวงปู่บุญ วัดกลางบางเเก้วเเตกต่างกันตรงที่ใบบัวเเถวล่างของหลวงพ่อวงศ์ ระยอง ด้านขวามือขององค์พระหายไปหนึ่งกลีบ



2 เหรียญหลวงพ่อวงศ์ ระยอง รุ่น บ้านไข้



3 เหรียญหลวงพ่อวงศ์ ระยอง รุ่น บ้านใข้ เหรียญรุ่นนี้เป็นเหรียญรุ่นฉลองโรงเรียนเมื่อปี2477






4 เหรียญหลวงพ่อวงศ์ ระยอง รุ่น บ้านค่าย สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี 2478






5 เหรียญหลวงพ่อวงศ์ ระยอง ฉลองอายุ 80 ปี



การโชว์เหรียญหลวงพ่อวงศ์ ระยอง เเต่ละประเภทนั้นเป็นการโชว์เพื่อเเนวทางศึกษาเท่านั้นไม่อาจเป็นข้อยุติว่าเป็นเหรียญเเท้เเละเหรียญไม่เเท้ การเช่าซื้อเเละสะสมควรระวังเพราะของเก๊มีทุกรุ่น การเช่าซื้อควรปรึกษาผู้รู้ขอขอบคุณเจ้าของภาพทุกเหรียญในที่นี้ไม่ไช่เป็นพาณิชย์
ขอสงวนลิขสิทธิ์ข้อความทั้งหมดท่านสามารถใช้เพื่อทางการศึกษาได้ยกเว้นใช้ในทางพาณิชย์

ขอขอบคุณ เว็ป http://bermudathai.blogspot.com/2011/02/blog-post.html

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 13:58 น.] #1693736 (9/23)
วัดหนองกระบอก

แพะ ล.พ.อ่ำ วัดหนองกระบอก
สำนักวัดหนองกระบอกนี้ปลุกเสกแพะได้โด่งดังมาตั้งแต่สมัยลพ.อ่ำ ท่านแล้วครับ ตำรับการสร้างสืบทอดต่อมาจากลป.แตง วัดอ่างศิลา โดยจะต้องจัดสร้างมาจากเขาควายที่ฟ้าผ่าตายเท่านั้น เพราะถือว่าเป็นของอาถรรพณ์ชั้นเยี่ยม ประสบการณ์ด้านเมตตา มหาเสน่ห์ โชคลาภ เป็นที่เลื่องลือมาช้านาน


แพะ ล.พ.อ่ำ วัดหนองกระบอก
หลวงพ่ออ่ำ..หรือ หลวงปู่อ่ำ เจ้าตำรับ แพะ ตัวเล็กอันลือลั่น เคยดั้นด้นไปกราบรูปเหมือนถึงวัด รูปเหมือนขนาดเท่าองค์จริง ที่ฐานเขียนว่า พระครูเทพสิทธา (อ่ำ) ดูป้ายแสดงรายนามอดีตเจ้าอาวาสวัดหนองกระบอก ต.หนองระลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ระบุไว้ว่า ท่านเป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๑ – ๒๔๙๐



หลวงปู่อ่ำ ท่านเป็นเจ้าคณะหมวด และเป็นอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรมายาวนาน น่าเสียดายที่ประวัติของท่านค่อนข้างเลือนราง สอบถามทายกวัดก็ไม่ทราบ ทราบเพียงว่า ท่านสร้างแพะ แกะจากเขาแพะ และเขาควายเผือก ส่วนที่ว่าต้องถูกฟ้าผ่าตายด้วยนั้นไม่ยืนยัน นอกจากแกะเป็นสัตว์รูปตัวแพะแล้ว ยังมีรูปสัตว์อื่น ๆ อีก เช่น หมู เป็นต้น

โดยคุณ GunZaa67 (1.4K)  [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 14:09 น.] #1693739 (10/23)

โดยคุณ _DomeO_ (3.2K)  [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 14:09 น.] #1693740 (11/23)
หลวง พ่อกัสสปะมุนี วัดปิปผลิวนาราม อ.บ้านค่าย จ.ระยอง พระที่หลวงปู่ดู่นับถือคุณธรรม

-ท่านเคย เกิดเป็นฤาษี สมัยพุทธกาล จึงมีฤทธิของเก่าติดตามมามาก แม้ชาตินี้จะบำเพ็ญไม่นาน ก็สำเร็จธรรมขั้นที่น่าพอใจ

-ชาติ ปัจจุบัน ท่านเป็นข้าราชการชั้นสูง เกือบได้เป็นรองอธิบดี กระทรวงพาณิชย์ แต่ขอลาออกก่อนเกษียน เพื่อไป

บวช เนื่องจากเกิดมรณานุสติ เห็นคนที่รู้จักเสียชีวิตอย่างกะทันหัน

-ท่านสอนกรรมฐานแนวอานาปาน สติ แบบกำหนดรู้ลมหายใจอย่างเดียวล้วนๆ โดยไม่ต้องบริกรรมคำภาวนาใดๆทั้งสิ้น

(ผมเข้าใจเอาเองว่า ท่านสำเร็จธรรมด้วยอานาปานสติ จึงมุ่งเน้นสอนศิษย์ของท่านในแนวนี้จริงๆ ว่าให้ทำแบบที่ท่าน

สอน คือ กำหนดลมหายใจล้วนๆ โดยไม่ต้องใช้คำบริกรรมภาวนา เช่น คำสอนทีว่า "ดับความครุ่นคิดในใจทั้งปวงแล้วกำหนดรู้ลม

หายใจเท่านั้น")

-ท่านมีประสบการณ์ใช้อรูปฌานขั้นอา สานัญจายตนะประลองฤทธิกับฤาษีในอินเดีย



(ผมขออธิบายแทรกตรงนี้ว่า หลวงพ่อกัสสปะมุนีท่านสำเร็จธรรมขั้นแสดงฤทธิ์ได้ เรียกว่า อิทธิปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์

คือฤทธิ์, แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์)

-ระหว่างปฏิบัติ ธรรมที่อินเดีย ท่านใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ในการสนทนากับผู้อื่น ควบคู่กับภาษาฮินดี หลวงพ่อกัส

สปะมุนี ท่านเก่งภาษาอังกฤษมาก เพราะเคยเรียนโรงเรียนที่มีบาทหลวงสอนมาก่อน

-ท่านบำเพ็ญสมาธิขั้น นิโรธสมาบัติที่อินเดีย

(ผมขออธิบายแทรกตรงนี้ว่า มีพระอนาคามี และ พระอรหันต์เท่านั้น ที่บำเพ็ญสมาธิคล่องแคล่วถึงขั้นอรูปฌาน จึงจะ

สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้)

-ท่านเคยใช้อำนาจฌานสมาบัติ ช่วยลากตู้รถไฟทีอินเดีย

1) บันทึกเก่า ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2524 มีศิษย์ท่านหนึ่งกราบเรียนถามหลวงพ่อกัสสปมุนีว่า ตอนที่

หลวงพ่อใช้พลังจิต"ลากรถไฟขึ้นเขาที่อินเดีย"นั้น หลวงพ่อทำอย่างไร.

หลวง พ่อกัสสปมุนีตอบว่า

"ใช้การรวมพลังเข้ามาเป็นหนึ่ง และออกเดินนำหน้าทันที ไม่เหลียวหลัง ไม่ใช่อิทธิวิธี หากเป็นการใช้

"อาโลกสิน"(แสงสว่าง,ความว่าง) ดึงรถไฟขึ้นไป..!!?!"

วันเสาร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๗ คณะของหลวงพ่อกัสสป ฉันอาหารเช้าแล้ว ได้เวลา ๙.๐๐ น. จึงพาพวกอุบาสกและ

อุบาสิกาออกเดินทาง ไปยังสถานีเนาก้า เพื่อไปยังสวนป่าลุมพินีวันในแคว้นเนปาลอันเป็นสถานที่พระบรมศาสดาทรง

ประสูติ ถึงสถานีเนาก้าเวลา ๑๑.๐๐ น. แต่เจ้ากรรมแท้ๆ ... ที่พนักงานรถไฟแขกอินเดียมันมักง่าย ตัดรถตู้คณะของ

หลวงพ่อกัสสปมุนีออกปล่อยทิ้งไว้ อยู่ห่างจากตัวสถานีเกือบสามร้อยเมตร ตรงที่รถตู้ถูกตัดออกนี้เป็นที่ลาดต่ำกว่าที่

ตั้งสถานี และห่างจากที่รถบัสจอดเกือบครึ่งกิโลเมตร

ในคณะแสวงบุญของหลวงพ่อ มีอุบาสิกาอยู่ในวัยชราหลายคนจะต้องเดินไกล ทั้งตัวรถตู้ก็สูง บันไดก็ยิ่งลอยสูงขึ้นไป

ด้วย เพราะรถถูกตัดทิ้งไว้ในที่ลาดต่ำ แม้แต่ผู้ชายที่แข็งแรงอย่างนายเอื้อ บัวสรวง ก็ยังต้องเกร็งข้อโหนตัวลอยขึ้นไป

ยิ่งเป็นพระ เป็นผู้หญิงยิ่งทุลักทุเลใหญ่ ทำให้นายสุวรรณ เจามหาสุข ผู้อำนวยการเดินทางในครั้งนี้ และนายเอื้อ บัว

สรวงโมโหมาก ปัญหาจึงมีอยู่ว่า จะทำอย่างไรจึงจะให้ตู้รถแล่นขึ้นไปจอดบนชานชาลาเหนือสถานีได้

ใน ที่สุดปรึกษาตกลงกันได้ว่า ให้คณะแสวงบุญที่ขึ้นไปก่อนลงมาจากรถเพื่อให้รถเบาขึ้น แล้วจ้างพวกแขกสองสาม

คน และเด็กแถวนั้นให้ช่วยกันดันรถ แต่เมื่อทำดูแล้วรถไม่ได้ขยับเขยื้อนเลย เพราะตู้รถไฟใหญ่กว่าตู้รถไฟในบ้าน

เมืองเรามาก มีน้ำหนักเป็นตันๆ และจะต้องดันให้เคลื่อนขึ้นที่สูงเสียด้วย มันต้องใช้ช้างสารฉุดถึงจะเขยื้อนขึ้นไปได้

ตอนนี้นายเอื้อ บัวสรวงเห็นหมดหนทางที่จะพึ่งแรงคน จึงคิดจะพึ่งแรงบารมีของพระเสียแล้ว จึงได้หันมาอาราธนาขอ

ร้อง อาจารย์วิริยังค์ (ท่านเจ้าคุณญาณวิริยาจารย์) ช่วยให้รถเคลื่อนด้วยอานุภาพที่ท่านมีอยู่ เพราะมองไม่เห็นใครที่จะ

ช่วยได้ ก็ต้องพึ่งพระกันบ้าง

ท่านพระอาจารย์วิริยังค์ ได้เข้าไปยืนข้างตู้รถไฟภาวนาอยู่สักครู่ก็ทำท่าดัน แล้วบอกให้ทุกๆ คนช่วยกันดันรถ แต่ดัน

เท่าไหร่ๆ รถก็ไม่มีทีท่าจะเขยื้อน

นายเอื้อ จึงได้หันมาอาราธนาท่านเจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดยะลา ท่านเจ้าคุณเจ้าคณะอำเภอยะลาและหลวงพ่อทิมวัด

ช่างไห้ ขอให้ช่วยแสดงอานุภาพทำให้ตู้รถไฟเคลื่อนที่ แต่ท่านทั้งสามองค์ก็ตอบตรงๆ ว่าไม่ได้ฝึกมาทางนี้ คือไม่ได้ฝึกทางอภิญญา

สุดท้ายนายเอื้อ บัวสรวงหมดหนทางอับจนปัญญา จึงได้ขอร้องให้ หลวงพ่อกัสสปมุนี ช่วยด้วย

“ยัง เหลือแต่หลวงพ่อกัสสป องค์เดียวเท่านั้น ผมเชื่อว่าคงจะไม่สิ้นหวังเสียทั้งหมด”

นายเอื้อ บัวสรวง พูดค่อนข้างเสียงดังเปิดเผย พลางพนมมือนอบน้อม หลวงพ่อกัสสป จึงเอ่ยว่า

“ทำไม มาเจาะจงอาตมา ก็ท่านเหล่านั้นยังรับไม่ไหว แล้วอาตมาภาพจะรับได้ยังไง”

นาย เอื้อ บังสรวง ได้ยืนกรานว่า

“ถึงอย่างนั้น ก็ขอให้หลวงพ่อเห็นแก่ญาติโยมผู้หญิง และคนแก่ เถอะครับ ที่จะต้องโหนตัวขึ้นรถ”ว่าแล้วก็ไหว้อีก

หลวงพ่อกัสสปเห็นนายเอื้อมีความมั่นใจเช่นนั้น จึงจำเป็นต้องช่วยสงเคราะห์ จึงบอกเบาๆ ว่า

“โยมบอกพวกนั้นให้ดันรถพร้อมๆ กัน พอเห็นอาตมาเดินขึ้นหน้ารถก็ดันเลย”

นายเอื้อก็รับคำเตรียมอยู่ข้าง ตู้รถไฟ จากนั้นหลวงพ่อกัสสป ก็เดินขึ้นไปทางริมรั้วสถานี ครั้นพอถึงหน้ารถตู้ นายเอื้อก็

ร้องบอกให้พวกนั้นดันรถ เสียงรถเคลื่อนดังครืด แล่นตามหลังหลวงพ่อกัสสปมาได้หน่อยหนึ่ง หลวงพ่อกัสสปจึงยื่นไม้

เท้าให้นายเอื้อจับปลายไว้ นายเอื้อเอื้อมมือขวามาคว้าปลายไม้เท้าไว้ ส่วนมือซ้ายจับอยู่ที่ราวบันไดรถ หลวงพ่อจับ

หัวไม้เท้าไว้ข้างแล้วจูงนำหน้า เท่านั้นเอง ตู้รถไฟอันใหญ่โตหนักอึ้ง ก็แล่นปราดๆ ขึ้นไปตามรางสู่สถานีอย่างง่าย

ดายน่ามหัศจรรย์ สร้างความตะลึงงันให้แก่ญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายที่ได้เห็นเหตุการณ์ ดังกล่าวต่อหน้าต่อ

ตา สุดที่จะกล่าวพรรณาเป็นอักษรภาษาใดๆได้...!!!!!!

นับ ว่าหลวงพ่อกัสสป ได้ฝังรากความมั่นใจให้แก่นายเอื้อ และญาติโยมในที่นั้นว่า อานุภาพของพุทธศาสนานั้น เป็นของมีจริง ที่พระ

สาวกของพระพุทธองค์ สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น หรือวาระอันสมควรจะพึงแสดง!

2) ในบทความ “พลังจิตของหลวงพ่อกัสสปมุนี” ในหนังสือ ปกิณกสารธรรม อนุสรณ์ ๑๐ ปี แห่งการมรณภาพของหลวงพ่อกัสสปมุนี

๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ นายเอื้อ บัวสรวง ได้เล่าถึงเหตุการณ์นี้ว่า

“หลวงพ่อได้ชูไม้เท้า ยาวราว ๑.๕๐ เมตร เห็นจะได้ ยกชูไปในอากาศ แล้วก็ส่งหัวไม้เท้ามาให้ผม และหลวงพ่อตั้งท่าเดินหน้านำไป

ผมก็คว้าไม้เท้าที่ท่านส่งมาให้ทันที ทันใดนั้นผมรู้สึกราวกับว่าถูกไฟฟ้าดูด หรือเหมือนผมไปจับสายไฟฟ้าแบตเตอรี่รถยนต์ แล้วรถไฟ

ก็เคลื่อนตามหลวงพ่อกัสสปมุนีไป”

มีบันทึกเก่า ระบุว่า เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๔ มีศิษย์ท่านหนึ่งกราบเรียนถามหลวงพ่อกัสสปมุนีว่า ตอนที่หลวงพ่อใช้พลังจิต

"ลากรถไฟขึ้นเขาที่อินเดีย" นั้น หลวงพ่อทำอย่างไร? หลวงพ่อกัสสปมุนี ตอบว่า

"ใช้การรวมพลังเข้ามาเป็นหนึ่ง และออกเดินนำหน้าทันที ไม่เหลียวหลัง ไม่ใช่อิทธิวิธี หากเป็นการใช้ "อาโลกสิน" ดึงรถไฟขึ้นไป"

-ท่าน เคยสั่งให้ลูกศิษย์อาราธนาท่านก่อนทำงานสำคัญ แล้วท่านจะช่วยให้สำเร็จ

แม้องค์ท่านไม่อยู่ต่อหน้าศิษย์ก็ตาม (เท่ากับบอกเป็นนัยๆว่า หลวงพ่อสำเร็จด้านหูทิพย์ หรือทิพโสต)

ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อกัสสปมุนีเคยสั่งศิษย์ใกล้ชิดไว้ว่า "เวลาจะทำอะไร ให้อาราธนาหลวงพ่อก่อนทุกครั้ง แล้วจะสำเร็จ"

พอดีมีคนซึ่งมาใหม่คน หนึ่ง บังเอิญได้ยินคำสั่งของหลวงพ่อดังว่า จึงได้ถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะเชื่อถือสักเท่าไรว่า

"ถ้า อาราธนาแล้ว ผมอยู่ตั้งไกล แล้วหลวงพ่อจะได้ยินหรือ..??"

เมื่อได้ ฟัง หลวงพ่อกัสสปมุนีก็ย้อนตูมกลับมาทีเดียวว่า

"ถ้าหลวง พ่อไม่ได้ยินแล้ว จะให้เรียกทำไม??!?"

-ท่านเคยเจริญ ภาวนาที่ภูกระดึง แล้วพบพวกกายทิพย์ที่นำท่านไปดูสมบัติเก่าของท่าน สมัยเป็นจักรพรรดิ์จีน

-ท่านสร้างวัดปิปผลิวนาราม อ.บ้านค่าย จ.ระยอง โดยมีพวกกายทิพย์ช่วยเหลือ

-ท่านเคยเกิดเป็นจักรพร รดิ์จีนองค์หนึ่ง ผู้ช่วยเผยแพร่ศาสนาพุทธในจีน

-ท่านเป็นสหธรรมิก กับหลวงปู่ครูบาชัยวงศา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ลำพูน

-เมื่อมรณภาพ แล้ว ร่างกายไม่เน่าไม่เปื่อย ยังเก็บไว้ที่วัดปิปผลิวนาราม

หลวงพ่อกัสสปมุนี วัดปิปผลิวนาราม อ.บ้ายค่าย จ.ระยอง เกิดที่กรุงเทพมหานคร เดิมชื่อประจงวาส ต่อมาเปลี่ยนเป็นประยุทธิ วรวุธิ นามสกุลอาภรณ์สิริ บิดาท่านคือพระพาหิรรัชฏพิบูลย์(ประวัติ อาภรณ์สิริ) นามมารดาคือนางพาหิรรัชฏพิบูลย์ สมัยเป็นฆราวาส ท่านได้สมรสกับนางประชุมศรี อาภรณ์สิริ มีบุตรชาย2 คน บุตรหญิง 2 คน
หลวงพ่อกัสสปมุนีเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ต่อมาจึงได้ย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญ โดยเลือกภาษาอังกฤษเป็นวิชาเลือก จนจบชั้นม.6
เพราะเหตุที่ภาษาอังกฤษของหลวงพ่อกัสสปมุนีอยู่ในขั้นดีมาก เมื่อเรียนจบ ท่านจึงเข้าทำงานที่บริษัทวินเซอร์ของอังกฤษ แต่บิดาท่านให้ย้ายออกมาทำที่กรมสรรพากร ซึ่งท่านก็อนุโลมตามใจบิดาท่านด้วยแรงกตัญญู ซึ่งท่านก็ได้เจริญในหน้าที่การงานและทางโลกด้วยดียิ่งตลอดมา จนกระทั่งได้รับการโอนย้ายไปอยู่กระทรวงอุตสาหกรรม และได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรองอธิบอันมีเกียรติยิ่ง แต่ท่านขอไม่รับ เพราะเริ่มมีดวงตาเห็นธรรมและเบื่อหน่ายในโลกียวิสัย ท้ายสุด ท่านก็ได้ขอลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุถึง 3 ปี
หลวงพ่อกัสสปมุนีท่านบวชเมื่ออายุ ๕๒ ปี สมัยที่ยังไม่บวชท่านทำงานอยู่ฝ่ายสรรพสามิต ท่านจะดื่มเหล้าเก่ง ตอนหลังท่านเห็นโทษของการดื่มเหล้า และเกิดเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส จึงได้ลาออกจากราชการ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยได้โอนบ้านที่ดินและทรัพย์สินให้กับครอบครัวท่านจนหมดสิ้น จากนั้นท่านได้ไปฝากตัวอยู่กับสมเด็จ พระวันรัต (ต่อมาทรงได้รับสถาปนา เป็นสมเด็จพระสังฆราช วัดโพธิ์ ท่าเตียน) โดยเป็นอุบาสก นุ่งขาวห่มขาว ถือศีลอุโบสถอย่างเคร่งครัด ในที่สุดจึงได้อุปสมบท เป็นพระภิกษุ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แม้บวชได้เพียงพรรษาเดียว หลวงพ่อกัสสปมุนี ได้ออกธุดงค์ ไปบำเพ็ญเพียรภาวนา อยู่บนยอดเขาภูกระดึง อันแสนจะหนาวเหน็บ (เดือน พ.ย. ๒๕๐๖) หลังจากนั้นถัดมาอีกเพียง พรรษาเดียว ท่านก็ได้จาริกแสวงบุญ ไปบำเพ็ญภาวนาในแดนไกล คือเมือง ฤาษีเกษ ประเทศอินเดีย เมืองนี้เป็นที่ชุมนุม ของโยคี ฤาษี มุนีไพร ผู้ทรงตบะและฤทธาอันแก่กล้ามากมาย ต้องเก่งจริงๆ ถึงจะอยู่ได้อย่างสันติอิสระ
เมื่อหลวงพ่อกัสสปมุนีลากรถไฟขึ้นเขาด้วยพลังจิต
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อออกพรรษา ปวารณาปี พ.ศ. ๒๕๐๗ แล้ว หลวงพ่อฯ ก็ได้เดินทางไปยังประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ ๒๘ พ.ย. ๒๕๐๗ โดยสายการบิน ซี.พี.เอ. ร่วมกับคณะทัศนาจรแสวงบุญ ซึ่งมีทั้งพระ และฆราวาส อาทิเช่น ท่านเจ้าคุณราชปัญญาเมธี เจ้าคณะจังหวัดยะลา ท่านเจ้าคุณสิริสารโสภณ เจ้าคณะอำเภอยะลา หลวงพ่อทิม วัดช้างไห้ ผู้สร้างพระเครื่อง หลวงพ่อทวด อันลือลั่นไปทั่วประเทศ และท่านเจ้าคุณ ญาณวิริยาจารย์ วัดธรรมมงคล ซอยปุณณวิถี พระโขนง ซึ่งเป็นศิษย์เอก พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ฝ่ายฆราวาสก็มี นายเอื้อ บัวสรวง ธ.บ. และ เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต นายน่วม นันทวิชัย นายกพุทธสมาคม สิงห์บุรี จุดมุ่งหมายของคณะจาริกแสวงบุญ คือจะพากันไปนมัสการ สังเวชนียสถาน ๔ แห่ง ด้วยความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธคุณ และ เพื่อปลงธรรมสังเวช หลวงพ่อกัสสปนั้น ต้องการจะเดินทางต่อไป เพื่อไปจำศีลภาวนาที่เมือง “ฤาษีเกษ” อันเป็นเมืองของนักพรต ฤาษีชีไพร นักบำเพ็ญตบะ พวกนุ่งลมห่มฟ้า (ฑิฆัมพร) และ นักบวชนิกายต่างๆ
การเดินทางไปนมัสการต้นศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยา ไปชมเมืองราชคฤห์ หรือรัฐพิหารในปัจจุบัน ไปเมืองพาราณสี แล้วขึ้นรถไฟไปยังตำบลสารนาถ คือ ป่าอิสิปตน มฤคทายวัน อันเป็นสถานที่ พระบรมศาสดาทรงแสดงปฐมเทศนา เสร็จสิ้นไปตามลำดับ ต่อจากนั้นก็ไปยังตำบลกุสินาราน์ สถานที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ซึ่งหลวงพ่อกัสสปมุนี เล่าถึงตอนนี้ว่า
“รถได้พาคณะเรามาถึงเมือง กุสินาราน์ เวลาประมาณ ๙.๐๐ น. ความใฝ่ฝันของอาตมาภาพแต่อดีต ที่ใคร่จะได้เห็นเมืองกุสินาราน์ และสถานที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานยิ่งนัก บัดนี้ความใฝ่ฝันนั้น ความปรารถนาอันแน่วแน่นั้น ก็ได้บรรลุผลแล้ว ใครจะเดินล่วงหน้าไปแล้วก็ตาม อาตมาภาพยังคงยืนเหลียวไปโดยรอบ เพื่อพินิจพิจารณา บริเวณสถานที่นั้นให้เต็มตา
แต่อนิจจา ! อันว่าป่าสาลวัน อันเป็นสวนที่แวะพักของเหล่ามัลละกษัตริย์ และเป็นที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานของพระบรมศาสดาของเรา คงมีเหลืออยู่แต่ชื่อ อันเป็นที่หมายรู้เท่านั้น เพราะบัดนี้มีสภาพเป็นที่โล่ง มีต้นไม้เบาบาง ปราศจากหมู่ และกลุ่มไม้ ต้นสาละ หรือต้นรังอินเดีย มีอยู่ไม่มากนัก แต่ทางการอินเดียเขาได้จัดรักษา และบำรุงอย่างดีมาก แม่น้ำหิรัญญวดี ที่ได้กล่าวไว้ในพระสูตรก็มิได้มี นี้ก็เป็นอนุสสติให้ระลึกพิจารณา ถึงความแปรปรวนแห่งสังขาร เครื่องผสมปรุงแต่ง ว่าไม่เที่ยง ย่อมแปรผันเปลี่ยนไป อาตมาสลดใจจึงรีบเดินตามหมู่พวกไป เห็นพวกเรากำลังขึ้นบันได เข้าสู่อาคารหลังหนึ่ง ทำแบบวิหาร อาตมาภาพจึงตามติดเข้าไป ที่นี่เอง คือที่ตั้งพระวิหาร ประดิษฐานพระพุทธปฏิมา ปางอนุฏฐานไสยาสน์ (คือปางเสด็จบรรทม โดยไม่ลุกอีกต่อไป) นายช่างปฏิมากรรม เขาปั้นเป็นพระพุทธรูปนอนตะแคงขวา แต่ไม่หลับพระเนตร เลยกลายเป็น พระพุทธปฏิมานอนลืมพระเนตร ช่างปั้นคงไม่ได้คิดถึงข้อนี้ เพราะเป็นช่างแขกอินเดีย ซึ่งพิจารณาดูแล้ว เห็นว่าผิดความจริงอย่างยิ่ง แต่ก็ประหลาดอย่างยิ่งอีกเหมือนกัน เพราะขณะที่อาตมาภาพยืนอยู่นั้น รู้สึกเหมือนกับว่า ได้เข้ามาเฝ้าเฉพาะพระพักตร์พระพุทธองค์ ซึ่งผิดกับสถานที่อื่นๆ เช่น ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อันเป็นที่ตรัสรู้ และ ที่สารนาถที่แสดงปฐมเทศนา เอ๊ะ... นี่ยังไงกัน ? ที่นี่เหมือนมีแม่เหล็ก อาตมาจึงพิงไม้เท้าไว้ที่ประตู ปลดย่ามลงจากบ่า ทรุดตัวลงคุกเข่าพร้อมกับเพื่อนสพรหมจารี จุดธูปเทียนน้อมอภิวาทถวายนมัสการบูชา ด้วยหัวใจอันวังเวง ดูเหมือนว่ามีอะไรอบอุ่นวนเวียนอยู่ใกล้ๆ และมีอะไรเย็นๆ พรมไปตามตัว มิใยใครจะลุกไปแล้ว อาตมาภาพก็ยังคงคุกเข่า พนมมือหลับตา ใจจดใจจ่ออยู่อย่างนั้น ช่างอบอุ่นร่มเย็น และสงบแท้ นี่เป็นความรู้สึกขณะนั้น จนคณะพากันออกไปหมด อาตมาภาพจึงได้ลุกขึ้นเดินเวียนประทักษิณ แล้วจะเดินออกประตู เห็นหลวงพ่อทิมวัดช้างไห้ กำลังยืนพนมมืออยู่ข้างมุมประตู ตาลืมจ้องดูที่พระพุทธรูป อาตมาจึงเอื้อมมือจะไปหยิบไม้เท้าที่พิงอยู่ ข้างประตู
ทันใดนั้น อัศจรรย์ยิ่ง อัศจรรย์จริงๆ มีเสียงหนึ่งกระซิบที่หูเบาๆ แต่ชัดเจนว่า
“ทำไมไม่กราบพระบาท! ทำไมไม่กราบพระบาท!”
อะไรกัน อาตมาหันขวับไปดูหลวงพ่อทิมวัดช้างไห้ ก็เห็นกำลังยืนอยู่ไม่ห่างในท่าเดิม แล้วเป็นเสียงใคร? อาตมาจึงหันมาจะหยิบไม้เท้าอีก ก็มีเสียงกระซิบอีกอย่างชัดเจน อ่อนน้อมว่า
“ ทำไมไม่กราบพระบาท! ทำไมไม่กราบพระบาท! ”
อาตมาชะงัก ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง หันกลับเดินไป ทรุดคุกเข่าอยู่ที่ปลายพระบาทพระพุทธปฏิมาปางไสยาสน์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน กราบแล้วกราบอีก แล้วพนมมือน้อมระลึกถึง พระพุทธคุณ และพุทธานุภาพ ที่ได้ทรงปกแผ่ไปเป็นอนันตเขต แม้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนานแล้ว แต่พุทธเกษตรนี้ยังกระจ่าง อีกนานไกล อาตมาภาพพนมมือ ค้อมตัวลงปลงธรรมสังเวช
เสียงหลวงพ่อทิม วัดช้างไห้ สะอื้นเบาๆ อยู่ทางเบื้องหลัง ไม่ทราบว่าหลวงพ่อทิม มายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไร อาตมาลุกขึ้น ถามท่านว่า
“หลวงพ่อสะอื้นทำไม ?”
“เห็นแล้วมันตื้นตันใจ บอกไม่ถูก”
หลวงพ่อทิม ตอบเสียงสะอื้น เป็นคำตอบที่กลั่นออกมาจากหัวใจของพระสาวก ถึงแม้จะเกิดทีหลัง ห่างไกล นานถึงสองพันปีเศษก็ตาม ความผูกพันในพระพุทธบิดา ย่อมมีอยู่แก่สมณศากยบุตรพุทธชิโนรส ด้วยประการฉะนี้”
วันเสาร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๗ คณะของหลวงพ่อกัสสป ฉันอาหารเช้าแล้ว ได้เวลา ๙.๐๐ น. จึงพาพวกอุบาสกและอุบาสิกาออกเดินทาง ไปยังสถานีเนาก้า เพื่อไปยังสวนป่าลุมพินีวันในแคว้นเนปาลอันเป็นสถานที่พระบรมศาสดาทรงประสูติ ถึงสถานีเนาก้าเวลา ๑๑.๐๐ น. แต่เจ้ากรรมแท้ๆ ... ที่พนักงานรถไฟแขกอินเดียมันมักง่าย ตัดรถตู้คณะของหลวงพ่อกัสสปมุนีออกปล่อยทิ้งไว้ อยู่ห่างจากตัวสถานีเกือบสามร้อยเมตร ตรงที่รถตู้ถูกตัดออกนี้เป็นที่ลาดต่ำกว่าที่ตั้งสถานี และห่างจากที่รถบัสจอดเกือบครึ่งกิโลเมตร
ในคณะแสวงบุญของหลวงพ่อ มีอุบาสิกาอยู่ในวัยชราหลายคนจะต้องเดินไกล ทั้งตัวรถตู้ก็สูง บันไดก็ยิ่งลอยสูงขึ้นไปด้วย เพราะรถถูกตัดทิ้งไว้ในที่ลาดต่ำ แม้แต่ผู้ชายที่แข็งแรงอย่างนายเอื้อ บัวสรวง ก็ยังต้องเกร็งข้อโหนตัวลอยขึ้นไป ยิ่งเป็นพระ เป็นผู้หญิงยิ่งทุลักทุเลใหญ่ ทำให้นายสุวรรณ เจามหาสุข ผู้อำนวยการเดินทางในครั้งนี้ และนายเอื้อ บัวสรวงโมโหมาก ปัญหาจึงมีอยู่ว่า จะทำอย่างไรจึงจะให้ตู้รถแล่นขึ้นไปจอดบนชานชาลาเหนือสถานีได้
ในที่สุดปรึกษาตกลงกันได้ว่า ให้คณะแสวงบุญที่ขึ้นไปก่อนลงมาจากรถเพื่อให้รถเบาขึ้น แล้วจ้างพวกแขกสองสามคน และเด็กแถวนั้นให้ช่วยกันดันรถ แต่เมื่อทำดูแล้วรถไม่ได้ขยับเขยื้อนเลย เพราะตู้รถไฟใหญ่กว่าตู้รถไฟในบ้านเมืองเรามาก มีน้ำหนักเป็นตันๆ และจะต้องดันให้เคลื่อนขึ้นที่สูงเสียด้วย มันต้องใช้ช้างสารฉุดถึงจะเขยื้อนขึ้นไปได้
ตอนนี้นายเอื้อ บัวสรวงเห็นหมดหนทางที่จะพึ่งแรงคน จึงคิดจะพึ่งแรงบารมีของพระเสียแล้ว จึงได้หันมาอาราธนาขอร้อง อาจารย์วิริยังค์ (ท่านเจ้าคุณญาณวิริยาจารย์) ช่วยให้รถเคลื่อนด้วยอานุภาพที่ท่านมีอยู่ เพราะมองไม่เห็นใครที่จะช่วยได้ ก็ต้องพึ่งพระกันบ้าง
ท่านพระอาจารย์วิริยังค์ ได้เข้าไปยืนข้างตู้รถไฟภาวนาอยู่สักครู่ก็ทำท่าดัน แล้วบอกให้ทุกๆ คนช่วยกันดันรถ แต่ดันเท่าไหร่ๆ รถก็ไม่มีทีท่าจะเขยื้อน
นายเอื้อจึงได้หันมาอาราธนาท่านเจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดยะลา ท่านเจ้าคุณเจ้าคณะอำเภอยะลาและหลวงพ่อทิมวัดช่างไห้ ขอให้ช่วยแสดงอานุภาพทำให้ตู้รถไฟเคลื่อนที่ แต่ท่านทั้งสามองค์ก็ตอบตรงๆ ว่าไม่ได้ฝึกมาทางนี้ คือไม่ได้ฝึกทางอภิญญา สุดท้ายนายเอื้อ บัวสรวงหมดหนทางอับจนปัญญา จึงได้ขอร้องให้ หลวงพ่อกัสสปมุนี ช่วยด้วย
“ยังเหลือแต่หลวงพ่อกัสสป องค์เดียวเท่านั้น ผมเชื่อว่าคงจะไม่สิ้นหวังเสียทั้งหมด”
นายเอื้อ บัวสรวง พูดค่อนข้างเสียงดังเปิดเผย พลางพนมมือนอบน้อม หลวงพ่อกัสสป จึงเอ่ยว่า
“ทำไมมาเจาะจงอาตมา ก็ท่านเหล่านั้นยังรับไม่ไหว แล้วอาตมาภาพจะรับได้ยังไง”
นายเอื้อ บังสรวง ได้ยืนกรานว่า
“ถึงอย่างนั้น ก็ขอให้หลวงพ่อเห็นแก่ญาติโยมผู้หญิง และคนแก่ เถอะครับ ที่จะต้องโหนตัวขึ้นรถ”ว่าแล้วก็ไหว้อีก หลวงพ่อกัสสปเห็นนายเอื้อมีความมั่นใจเช่นนั้น จึงจำเป็นต้องช่วยสงเคราะห์ จึงบอกเบาๆ ว่า
“โยมบอกพวกนั้นให้ดันรถพร้อมๆ กัน พอเห็นอาตมาเดินขึ้นหน้ารถก็ดันเลย”
นายเอื้อก็รับคำเตรียมอยู่ข้างตู้รถไฟ จากนั้นหลวงพ่อกัสสป ก็เดินขึ้นไปทางริมรั้วสถานี ครั้นพอถึงหน้ารถตู้ นายเอื้อก็ร้องบอกให้พวกนั้นดันรถ เสียงรถเคลื่อนดังครืด แล่นตามหลังหลวงพ่อกัสสปมาได้หน่อยหนึ่ง หลวงพ่อกัสสปจึงยื่นไม้เท้าให้นายเอื้อจับปลายไว้ นายเอื้อเอื้อมมือขวามาคว้าปลายไม้เท้าไว้ ส่วนมือซ้ายจับอยู่ที่ราวบันไดรถ หลวงพ่อจับหัวไม้เท้าไว้ข้างแล้วจูงนำหน้า เท่านั้นเอง ตู้รถไฟอันใหญ่โตหนักอึ้ง ก็แล่นปราดๆ ขึ้นไปตามรางสู่สถานีอย่างง่ายดายน่ามหัศจรรย์ สร้างความตะลึงงันให้แก่ญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายที่ได้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวต่อหน้าต่อตา สุดที่จะกล่าวพรรณาเป็นอักษรภาษาใดๆได้
นับว่าหลวงพ่อกัสสปได้ฝังรากความมั่นใจให้แก่นายเอื้อและญาติโยมในที่นั้นว่า อานุภาพของพุทธศาสนานั้น เป็นของมีจริง ที่พระสาวกของพระพุทธองค์ สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น หรือวาระอันสมควรจะพึงแสดงคณะแสวงบุญทัศนาจร ได้ท่องเที่ยวไปชมสถานที่ สำคัญๆ นอกเหนือจากสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง แล้วอีกหลายแห่ง จนฉ่ำชื่นใจสมปรารถนาทั่วหน้ากัน จากนั้นก็ได้ถึงวันเวลาที่จะต้องแยกทางจากกัน โดยหลวงพ่อกัสสปได้แยกทาง ลงที่เมืองปัตนะ (เมืองปาตลีบุตร ครั้งพุทธกาล) เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๐๗ เพื่อจะได้จาริกท่องเที่ยวไปตามลำพัง สององค์กับพระวิเวกนันทะ
มีบันทึกเก่า ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2524 มีศิษย์ท่านหนึ่งกราบเรียนถามหลวงพ่อกัสสปมุนีว่า ตอนที่หลวงพ่อใช้พลังจิต"ลากรถไฟขึ้นเขาที่อินเดีย"นั้น หลวงพ่อทำอย่างไร.???
หลวงพ่อกัสสปมุนีตอบว่า
"ใช้การรวมพลังเข้ามาเป็นหนึ่ง และออกเดินนำหน้าทันที ไม่เหลียวหลัง ไม่ใช่อิทธิวิธี หากเป็นการใช้"อาโลกสิน"(แสงสว่าง,ความว่าง) ดึงรถไฟขึ้นไป"

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 14:10 น.] #1693741 (12/23)
ขอบคุณท่าน _DomeO_ มากๆครับ ที่ร่วมแจม อำเภอนี้มีเกจิเยอะจริงๆครับ

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 14:22 น.] #1693747 (13/23)
หลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอก

พรรษาสุดท้ายก่อนที่หลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอก อ.บ้านค่าย จังหวัดระยอง จะมรณะภาพ
ท่านได้มอบเขาควายฟ้าผ่ามา ๒ เขา เพื่อให้แกะแพะให้ท่าน แต่นายช่างผู้แกะๆเป็น แพะแบน
มาให้ประมาณ ๒๐๐ ตัว ซึ่งไม่ถูกใจผม
เมื่อหลวงพ่อลัด ปลุกเสกให้ครบเต็มพรรษาแล้วจึงได้แจก
จ่ายไปจนหมด ต่อมามีประสบการณ์มากมาย ผู้คนมาถามหา ตั้งชื่อว่า “แพะแบน”

ก่อนหน้านั้นผมได้จัดสร้างพระปิดตาฝนแสนห่าทั้งเนื้อผง, และเนื้อตะกั่ว
พระปิดตาฝนแสนห่าเนื้อผง เป็นสีออกส้มสร้างจากกระเบื้องมุ่งหลังคาโบสถ์เก่าของวัดหนองกระบอก
วิชานี้หลวงพ่อลัด เรียนมาจากหลวงพ่ออ่ำ อาจารย์ท่านโดยต้องให้สัจจะว่า
“จะบวชไม่สึก จึงจะได้รับการถ่ายทอดวิชาฝนแสนห่า"
ปิดตาฝนแสนห่า เด่นด้านคุ้มครองป้องกัน มีโชคมีลาภ โดย...
สมกับชื่อวิชา ที่ว่า ต่อให้ฝนตกลงมาแสนห่าก็ไม่เป็นไร ...
พระปิดตาฝนแสนห่า เนื้อผง มีให้บูชาองค์ละ ๑,๐๐๐ บาท
พระปิดตาฝนแสนห่า เนื้อตะกั่ว มีให้บูชาองค์ละ ๑,๕๐๐ บาท

หมายเหตุ หลวงพ่อลัดเป็นพระรุ่นน้องหลวงปู่ทิม อิสริโก....
โดยหลวงปู่อ่ำ เรือเก่า วัดหนองกระบอกเป็นพระยุคเดียวกับหลวงพ่อวงศ์ วัดบ้านค่าย
และหลวงพ่อหิน วัดหนองสนม ... ล้วนเป็น ๓ สุดยอดเกจิรุ่นก่อนหลวงปู่ทิม
ที่ถูกนิมนต์เข้าพิธีมหาพุทธาภิเษกครั้งใหญ่วัดราชบพิตร ปี ๒๔๘๑
ดูรายละเอียดได้บทความ “เกจิบ้านค่ายก็เป็นหนึ่งในนครา”


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2008, 06:32:28 pm โดย ชินพร สุขสถิตย์ »
ขอบคุณข้อมูลจาก http://forums.ittiyano.com/index.php?topic=375.0 มากครับ

โดยคุณ ฮก_ลก_ซิ่ว (1.8K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 14:25 น.] #1693751 (14/23)

ขอบพระคุณพี่ phoenix มากๆๆ ครับที่นำเนื้อหาสาระดีๆๆ ถึงชีวะประวัติของหลวงพ่อสิน แห่งวัดละหารใหญ่ อ่านแล้วรู้สึก ปลื้ม จริงๆๆ เป็นโชคดีของคนระยอง และคนไทยทั้งประเทศจริงๆๆๆ สาธุ

โดยคุณ phoenix (2.9K)(2)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 14:38 น.] #1693761 (15/23)
หลวงปู่นาค วัดหนองพะวา


คำขวัญประจำจังหวัด ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลารสเด็ด เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก จังหวัดระยองเป็นดินแดนแห่งพุทธสาวกหาดทรายสวยงามจ.ระยองตั้งอยู่บนพื้นที่ลุ่มชายฝั่งทะเล อ่าวไทย ภาคตะวันออกของไทย ทิศเหนือติดชลบุรี ทิศใต้ติดอ่าวไทย ทิศตะวันออกติดกับจังหวัดจันทบุรี ทิศตะวันตกติดกับชลบุรี ระยองแบ่งเขตการปกครอง 6 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมืองระยอง อำเภอแกลง อำเภอปลวกแดง อำเภอเวียงจันทร์ กิ่งอำเภอเขาชะเมา จึงเป็นจังหวัดที่น่าท่องเที่ยวเชิงอนุลักษณ์และยังมีสุดยอดพระเกจิอาจารย์ที่หน้ากราบหลายรูปทั้งในอดีตไม่ว่าจะเป็นสุดยอดบูรพาจารย์แดนบูรพาอย่างหลวงปู่ทิม(วัดระหารไร่) หลวงปู่อ่ำ(วัดหนองกระบอก) หลวงปู่ทาบ(วัดกระบกขึ้นผึ้ง หลวงปู่หอม(วัดชากหมาก) หลวงปู่โต(วัดเขากระโดน) ซึ่งแม้แต่ละรูปถึงกาลมรณภาพไปนานแล้วแต่คุณธรรมคุณงามความดีพลังปฏิหารย์ตลอดจนวัตถุมงคลของท่านต่างเป็นที่แสวงหากันมากในขณะนี้เพราะท่านเป็นพระแท้พระดีที่เป็นทองแท้ที่ไม่กลัวไฟเป็นของจริงที่พิสูจน์ได้ ซึ่งในยุคปัจจุบันพระเกจิอาจารย์ในเมืองระยองที่มีชื่อเสียง นอกจากหลวงปู่สิน วัดระหารใหญ่ หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ ก็ยังมีหลวงปู่นาค นาคเสโนที่ในเมื่อตอนที่แล้วได้นำเสนอเยี่ยมชมวัด วัดหนองพะวาได้ค้างชีวประวัติของพระครูสุทธิธรรมนาถ (หลวงปู่นาค นาคเสโน) เจ้าคณะตำบลบางบุตร เจ้าอาวาสหนองพะวา ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง หลวงปู่นาคเกิดเมื่อวันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2481 โยมบิดาชื่อ นวล โยมมารดาชื่อ ฟ้อ หลวงปู่นาคเป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน คือ 1.โยมฟุ้ง 2.พระครูสุทธิธรรมนาถ(นามเดิม) นาค 3.พระอาจารย์จำเนียร(นามเดิมเนียร) 4.โยมน้อย 5.โยมนิด 6.โยมช้อย 7.โยมแช่ม 8.โยมชื่น 9.โยมชม 10.โยมชิน หลวงปู่นาคได้บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดหนองกระบอกโดย พระครูวิจิตรธรรมมานุวัตร หลวงพ่อรัตน์ ศิษย์เอกผู้สืบทอดวิชาแพะมหาเมตตาจากหลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก โดยมีหลวงพ่อเคียงวัดไผ่ล้อมเป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายา นาคเสโน เมื่อหลวงปู่นาคได้อุปสมบทแล้วนั้นท่านก็ทำกิจวัตรปฏิบัติกิจของสงฆ์โดยครบถ้วน โดยใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมกัมฐานด้วยความตั้งใจจนกระทั่งท่านสอบได้นักธรรมตรี โท และพ.ศ. 2508 ท่านสอบได้นักธรรมเอกสมกับที่หลวงปู่นาคท่านได้ตั้งใจไว้เป็นพระหนุ่มที่ทรงความรู้ตามวิทยฐานะนักธรรมชั้นเอก ซึ่งในสมัยก่อนนั้นจะหายากยิ่ง เพราะท่านอยู่บ้านนอกและนอกอำเภอเปรียบเสมือนเพชรแท้แห่งศาสนาที่เปล่งแสงประกายเจิดจรัสงดงามที่กลางป่าเขาลำเนาไพรที่ใครๆเห็นก็คงต้องชื่นชมเพชรแห่งศาสนาเม็ดงามเม็ดนี้ท่านยังชอบเดินธุดงค์กัมฐานปฏิบัติธรรมไปทั่วประเทศไทย เขมร พม่าจึงทำให้ท่านพบครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นมากมายดังคำบรรยายไปในตอนที่แล้ว เมื่อปี 2530 ท่านยังได้รับตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบางบุตรเจ้าอาวาสวัดหนองพะวา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2540 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปฌาย์ที่คอยบวชกุลบุตร กุลธิดาในจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียงที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หลวงปู่นาคจึงมีลูกศิษย์ลูกหาที่เคารพท่านอยู่ในเวลานี้อยู่ในหลายจังหวัดใกล้เคียงมากมายทั้งหญิงและชายคนทำงานทุกสาขาอาชีพที่เคยได้พบกราบไหว้สนทนากับท่านล้วนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันต่างพูดถึงท่านในทางดีงามว่าหลววงปู่เป็นเพชรแท้ของจังหวัดระยองเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณอีกรูปหนึ่ง วัตถุมงคลของท่านที่ท่านจัดสร้างน้อยมากแต่ประสบการณ์หรือคุณวิเศษในตัววัตถุมงคลนั้นมากค่ามหาศาลดุจของดีที่มีค่าราคาควรเมืองเหมือนเรื่องราวอภินิหารที่เกิดจากวัตถุมงคลของหลวงปู่นาคนั้นที่มากมายหลายเรื่องราวต่างกันที่ต่างศิษยานุศฺษย์ต่างนำมาเล่าล้วนเป็นประสบการณ์ตรงที่กระผมรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสได้กราบพระดีของเมืองระยองอีกรูปหนึ่งและได้นำประวัติสุดยอดพระเกจิอาจารย์ที่หน้ากราบไหว้อย่างสนิทใจ ดังลูกศิษย์ของหลวงปู่นาคคือคุณสิริชัยพ่อค้าขายผลไม้ปลีกส่ง อยู่ในตัวจังหวัดระยองพาครอบครัวไปถวายภัตตราหารเพลที่วัดหนองพะวาได้เล่าให้หลวงปู่นาคฟังถึงเศรษฐกิจและปัญหากิจการค้าขายที่ไม่ดีสงสารชาวสวนผลไม้หลวงปู่ได้ฟังและยิ้มกล่าวว่าเธอเป็นพ่อค้าที่ไม่เอาเปรียบเดี๋ยวเธอก็จะรวยเองหลวงปู่นาคได้มอบพระสมเด็จพร้อมกำชับว่าแม้ว่าองค์พระแตกหรือหักก็ให้นำมาเปลี่ยนองค์ใหม่ไม่ต้องนำไปทิ้งเพราะว่ามวลสารที่ท่านจัดสร้างล้วนเป็นสุดยอดมวลสารที่ท่านได้นำมาจากการเดินธุดงค์ตั้งแต่ปี 2507 – 2512 ซึ่งเป็นมวลสารของบรรดาสุดยอดพระเกจิอาจารย์ที่ท่านพบและได้ขอบิณฑบาตรมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากครูบาอาจารย์ครูบาอาจารย์ก็ได้มอบให้เป็นผงมวลสารวิเศษไว้สำหรับป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งคุณไสย์ทั้งปวงเมื่อคุณสิริชัยได้รับมอบสมเด็จของหลวงปู่นาคไปบูชาคล้องคอประมาณ 2 อาทิตย์ ชีวิตเขาก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากขายของดี จากลูกค้าน้อยต่างดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาขนาดบางวันฝนตกหนักทุกร้านไม่มีลูกค้าเลย ร้านส่งผลไม้ของคุณสิริชัยก็ยังค้าขายดียังกับเทน้ำเทท่าคุณสิริชัยจึงนำพระสมเด็จไปใส่ตลับทองคำและขอบูชาเพิ่มอีกหลายองค์แต่หลวงปู่ก็เมตตามอบให้ขอเพียงศิษยานุศิษย์ที่มาด้วยใจเคารพรักศรัทธา ทางทีมข่าวก็ได้รับความเมตตาจากหลวงปู่มอบพระสมเด็จให้มาหลายองค์ คุณสิริชัยบอกว่าพระสมเด็จที่หลวงปุ่มอบให้อีกองค์ผมจะนำไปบูชาไว้บนหิ้งบูชาพระที่บ้านเพื่อปกป้องคุ้มครองภัยให้บ้านเพราะฟังหลวงปู่กล่าวถึงมวลสารที่ท่านตั้งใจจัดสร้างแล้วรู้สึกเคารพศรัทธาว่าแม้แต่สมเด็จหักก็สามารถคุ้มครองได้โดยเฉพาะภูตผีปีศาจทั้งหลาย ทุกวันนี้คุณสิริชัยจึงเป็นลูกศิษย์อีกคนของหลวงปู่นาคที่จะนำภัตตาหารมาถวายเพลเป็นประจำอีกท่านหนึ่งที่เคารพรักศรัทธาซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่พบกับศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่นาค ไม่ว่าจะด้านเมตตา ค้าขาย คงครบฟันท่านก็ไม่เป็นรองใคร แต่ท่านจะเมตตาค้าขายเป็นหลักเหมือนดังคุณนกอาชีพรถขายกับข้าวสารที่ขับรถตระเวนไปทั้งแถวแถบหมู่บ้านจัดสรรของอำเภอลำลูกกา ตระเวณวิ่งขายตั้งหลายหมู่บ้านได้ไปกราบนมัสการหลวงปู่นาคที่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนแล้วเกิดศรัทธาเพราะชื่อท่านเป็นมงคลนาม เงินทองนาคซึ่งเป็นนามที่ผู้คนล้วนพึงปรารถนา พอยิ่งได้รับรู้ประวัติและมาพบศิษยานุศิษย์ที่ตรงมาพบหลวงปู่นาคและกล่าวถึงว่าได้พระสมเด็จหลวงปู่ไปล้วนพบประสบแต่สิ่งดีงามเป็นเงาตามตัวเป็นมงคล ทำมาค้าขายคล่องพอได้บูชาประมาณ 3 อาทิตย์ก็ถูกหวยซึ่งคุณนกก็โทรไปเล่าให้บรรดาญาติสนิทมิตรสหายฟังว่าได้พรสมเด็จหลวงปู่นาคมาไม่นานค้าขายคล่องจากเคยตระเวนไปหลายหมู่บ้านน้ำมันก็แพงตอนนี้ไปแค่ 2 หมู่บ้านของหมดรถยังมีเวลาพักผ่อนเพิ่มขึ้นคุณนกเชื่อว่าเป็นเพราะสมเด็จที่หลวงปู่นาคมอบให้เชื่อในพลังอภินิหารของสมเด็จที่หลวงปู่ได้เมตามอบให้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นจากหลังมือเป็นหน้ามือในยุคเศฐกิจที่ฟืดเคลืองทำมาค้าขายต่างยื้อแย่งทำมาหากินนี้เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เหนือคำบรรยายในยุคเศฐกิจที่มืดมนคุณนกจึงอยากให้ผู้ที่กำลังผจญกับปัญหาได้มานมัสการหลวงปู่ดูสักครั้งแล้วคุณจะรู้ว่าอภินิหารนั้นมีจริงเหมือนดังคุณไผ่บ้านอยุ่จังหวัดพิจิตรเป็นอีกผู้หนึ่ง ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับวัตถุมงคลของหลวงปู่นาคโดยเรื่องราว ที่เกิด กับคุณไผ่เกิดขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2548 ขณะขี่รถจักรยานยนต์กลับจากการเก็บเงินค่ามะพร้าวที่บ้านผลิตไอศครีมในจังหวัดพิจิตร ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 15.00 น. ระหว่างขี่รถจักรยานยนต์ไปเก็บเงินเฉกเช่น ที่ปฏิบัติตามปกติทุกวันบนถนนสายหนึ่งบนเส้นทางที่ค่อนข้างเปลี่ยวมีป่ารกชัดมีชาย 2 คน ถือปืนลูกซองยาว ขวางทางพร้อมใช้ปืนโบกให้หยุดในลักษณะประสงค์ร้ายเพราะมันเหมือนเตรียมการปล้นนั้นเอง ซึ่งพอเห็นเป็นเช่นนั้น คุณไผ่ก็ทราบทั้นที ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น กับนาทีชีวิตจึงชลอรถแล้วค่อยๆขี่เข้าไปหา 2 คน


ร้ายแต่พอเข้าไปใกล้ ๆ ในระยะทางประมาณ 3 เมตร ตัดสินใจเร่งเครื่องจักรยานยนต์พ่งเข้าชนอย่าง ไม่คิดชีวิต ชายที่ถือปืนสามารถกระโดดหลบทันคุณไผ่จึงซี่รถหนีอย่างไม่คิดชีวิตเพราะในขณะนั้น
คุณไผ่มีเงินมากพอสมควรโดยใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ข้างหลังแต่เมื่ออยู่ ๆ จะมีคนทำการปล้นเอาง่ายๆจึงไม่ยอมที่จะเสียเงินละเพราะเมื่อในใจไม่กลัวเสียอย่างคนเราตายเป้นตายไม่ยอมให้จี้จึงตัดสินใจขับรถพุ่งชนแล้วรีปหนีไปเพราะเหตุการณ์เป็นเช้นนั้นเพราะเจ้าคนเถื่อปืนยาวจึงเล้งปืนไร่หลังแล้วยิงปืนยาวตามทันทีปรากฎว่ากระสุนด้านส่วนอีกคนก็ยิงตามขณะซิ่งรถหนีเขาหมอบลงต่ำพร้อมกับเร่งเคลื่องรถเพื่อหนีเต็มที่เนื่องจากมีความเชื่อมันในสนเด็จหลวงปูนาคที่เขาพกพาติดตัวเป็นประจำจึงตัดสินใจไม่ยอมให้โจรทปล้นเงินเอาง่ายๆและผลก็คือเขาสามารถลอดพ้นนจากอันตรายจากนาทีวิกฤตของชีวิตมาได้เพราะแม้จะถุกยิงแต้กระสุนก็ด้านก็ยิ่งไม่ออกเลยประสบการณ์ครั้งล่าสุดที่คุณไผ่เกิดขึ้นเมื่อเดินธันวาคม 50 โดยปีนั้น คุณไผ่ได้ไปรวมงานแต่งงานของคนต่างหมู้บ้านเขาได้ขี่รถจักรยานยนต์ พร้อมเพื่อนไปรวมงานแต่งเพื่อไปรับประทานอาหารในงานเลี้ยงช่วงเวลาเย็นขณะกลับบ้านเป็นเวลาพลบค่ำระหว่างกำลังขี่รถจักรยานยนต์ไปตามท้องถนนด้วยความเร็วพอประมาณ

เพราะว่าอากาศครื้มท้องฟ้าไม่มีดาวเหมือนฝนจะตก เขาได้เกิดอุบัติเหตุเพราะเมื่อเขาหักหลบรถคันอื่นประจวบกับถนนลื่นถนนลาดยางจึงทำให้รถจักยานยนต์คว่ำลงข้างถนน ขณะนั้นสิบล้อตามมาข้างหลังติด ๆ แต่สิบล้อได้หลักหลบรถจักยานยนต์ ของคุณไผ่ที่กำลังประสบณ์อุบัติเหตุได้ทันท่วงที โดยตัวคุณไผ่และเพื่อนได้ตกลงไปข้างถนน ผลคือ รถจักรยานยนต์พังแต่น่าแปลกใจมาก


เมื่อตัวเขาและเพื่อนไม่มีบาดแผลใด ๆ เลยทั้งสองคน เนื่องจากคุณไผ่มีความเชื่อว่าเขาได้แขวนพระสมเด็จหลวงปู่นาคเพียงองค์เดียวเท่านั้น นี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าปาฏิหารย์ของวัตถุมงคลของหลวงปู่นาค

สามารถช่วยคุ้มครองป้องกันอันตรายแคล้วคลาดจากสิ่งชั่วร้ายด้วยอำนาจแห่งบารมีพุทธคุณของวัตถุมงคลพระสุทธิธรรมนาถ (นาค) นาคเสโน เจ้าอาวาสวัดหนองพะวา เจ้าคณะตำบลบางบุตร อำเภอบ้านคาย จังหวัดระยอง

ขอขอบคุณเว็ปไซด์ http://sites.google.com/site/prakumkong/prakas มากครับ

โดยคุณ Boonjan (1K)  [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 16:50 น.] #1693933 (16/23)

โดยคุณ gotton (1.1K)(1)   [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 19:31 น.] #1694055 (17/23)

โดยคุณ jaroen (275)  [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 20:13 น.] #1694111 (18/23)
สุดยอดครับพี่ทนาย.... พี่_DomeO_

โดยคุณ มหามณีจินดา (7.2K)  [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 21:35 น.] #1694225 (19/23)
สุดยอดดดดด

โดยคุณ อาจารย์คง (526)  [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 21:51 น.] #1694237 (20/23)
ยอดเยี่ยมมากๆๆๆๆ

โดยคุณ toei89 (625)  [ศ. 10 มิ.ย. 2554 - 22:57 น.] #1694320 (21/23)

โดยคุณ gunss (1.5K)  [ส. 11 มิ.ย. 2554 - 06:41 น.] #1694584 (22/23)
ยอดเยี่ยมมากครับ..

โดยคุณ Boonjan (1K)  [ส. 11 มิ.ย. 2554 - 16:38 น.] #1695174 (23/23)
วัดอัษฎาราม ม. 4 ตำบลพนานิคม บ้านค่าย ระยอง 21180
(วัดซอย 8)

ปัจจุบันตั้งอยู่ ม.1 ต.มะขามคู่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง 21180 (แยกออกมาจาก อ.บ้านค่าย ได้หลายปีแล้วครับ)

ก่อสร้างราวๆ ปี พ.ศ.2510 โดยได้รับการบริจาคทรัพย์และที่ดินจาก คุณพ่อผล บุญเผือน
ผูกพัธสีมาฝังลูกนิมิต ปี พ.ศ.2514 เจ้าอาวาสองค์แรกผู้ก่อร่างสร้างวัดหลังนี้ขึ้น คือ

พระครูอมรคุณวัฒน์ (กลิ้ง อมโร)
พระบ้านธรรมดาที่เข็มขลังพุทธาคม โดยที่บุคคลในวงกว้างยังทราบไม่มากนัก
แต่รู้กันใจกลุ้มญาติโยมใกล้วัดเท่านั้น เป็นผู้สืบทอดพุทธาคมจาก
พระครูกรุณาวิหารี (ลป.สือ) วัดมงคลนิมิต ผู้เข้มขลังแห่งบ้านบางพลี สืบทอด
พุทธาคมสาย ลป.เผือก วัดกิ่งแก้ว, ลพ.ปาน วัดบางเหี้ย

ลป.กลิ้ง อมโร ชาตะ ปี พ.ศ.2451 มรณะภาพ ปี พ.ศ.2542 สิริอายุ 91 พรรษา

วัตถุมงคลที่สร้างและปลุกเสกไว้ ยังพอเสาะหาได้มากในเขตจังหวัดระยอง สนนราคา
ก็ยังไม่แพงมาก แต่วัตถุมงคลดังกล่าวล้วนมีประสบการณ์ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นที่หวงแหนมาก
ในกลุ่มชุมชนใกล้วัด

ลป.กลิ้ง สมัยเป็นหนุ่มๆ เป็นนักเลงหัวไม้ ประเภทไม่พูดพร่ำทำเพลง คบหาสหายที่เป็นที่
ต้องการของทางการในสมัยนั้น คือ "เสือเขียว" ชื่อนี้รู้จักดีในย่านหัวจระเข้ จ.สมุทรปราการ
ในยุคนั้น เป็นที่รู้กันว่าเสือเขียวมีอิทธิฤทธิ์สามารถหายตัวได้ ทางการตามจับเท่าไหร่ก็มิเคยได้
พอวิ่งหนีเข้าพุ่มไม่ทีไร เป็นหายวับไปกับตาทุกที แต่ ลป.กลิ้ง นั้นคบเป็นเพียงเพื่อนรักเฉยๆ
ไม่เคยออกปล้นใคร แต่ใจนักเลงที่สุด

พอครั้น อายุ 45 ปี ลป.สือ ผู้เป็นอาจารย์ที่นับถือ ได้ขอให้ออกบวช เพื่อละทางโลก
ลป.กลิ้ง จึงได้ตัดสินใจออกบวช และออกธุดง ทั่วทุกภาคยกเว้นภาคใต้ที่ยังไม่ได้ไป
พอถึง ณ เขต อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ทางคุณพ่อผล แย้มเผื่อนได้เกิดศรัทธา จึงมอบที่ดิน
และเงินทุนให้ในการก่อสร้างวัด และนิมนต์ให้ ลป.กลิ้ง อยู่จำพรรษาที่นี่เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก

ลป.กลิ้ง ป่วยด้วยโรคชรา รักษาตัวอยู่ที่ รพ.ระยอง สักพักหนึ่ง ก็ได้ขอกลับมาพักรักษาต่อที่วัด
ณ เวลาก่อนมรณะภาพ ได้เรียกให้ลูกหลาน พระลูกวัดที่ดูแล ขึ้นไปจุดเทียนที่โต๊ะหมุ่บูชา
เหนือที่นอนของท่าน และได้ให้ศีล๕ ศีล๘ แก่ลูกหลาน พระลูกวัด หลังจากนั้นได้หายใจกระตุก 3 เฮือกสุดท้าย จึงมรณะภาพลงด้วยอาการสงบ เวลาประมาณ 5 ทุ่มของคืนวันดังกล่าว

ผมเป็นเหลนแท้ๆ ของ ลป.ท่าน ครับ ภาพๆ หนึ่งที่ยังจำติดตาจนถึงทุกวันนี้ ก็คือ

""" ช่วงบ่ายของทุกวัน จะเห็นทวดของตัวเองห่มสบงตัวเดียวมานั่งอยู่หน้ากุฏิ ข้างๆ มีโอ่งมังกรใส่น้ำฝนหนึ่งใบ ในมือถือขันน้ำอะลูมิเนียม แล้วก็จ้วงตักน้ำในโอ่งขึ้นมา บริกรรมคาถาอยู่พักหนึ่งแล้วก็เป่าลงไปในขัน แล้วก็นำมาราดที่หัวตัวเอง ทำอย่างนี้ 3 ครั้ง แล้วจึงสรงน้ำตามปกติ"""

เป็นอย่างนี้ทุกวัน จนท่านมรณะภาพ.......

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www5