ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : **** ศรัทธาและเงินตราในโลกธุรกิจพระเครื่อง *****

(N)
**** ศรัทธาและเงินตราในโลกธุรกิจพระเครื่อง *****
เรื่อง : เกษร สิทธิหนิ้ว
ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์

ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา “ธุรกิจพระเครื่อง” เติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว จริงหรือไม่ว่าขณะที่โลกมีความเจริญทางวัตถุเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ “ข้างใน”ของคนกลับอ่อนแอลง ? ความอ่อนแอนำมาสู่การแสวงหาที่พึ่งทางใจจนทำให้ใครหลายคนยอมทุ่มเทเงินเป็น แสนเป็นล้านเพื่อแลกกับ “พลานุภาพ”ที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในองค์พระเครื่อง และถึงวันนี้ “ความเชื่อ และศรัทธา”ก็เป็นอีกสิ่งที่ได้กลายเป็น “สินค้า” ไปแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ ? เข็มนาฬิกาบนหน้าปัดบอกเวลาเก้าโมงเช้านี่ไม่ใช่เวลาที่ห้างสรรพสินค้าทั่ว ไปจะเปิดทำการแต่ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วาน ยามนี้มีผู้คนมายืนออกันเนืองแน่นพวกเขาไม่ใช่นักชอป ไม่ใช่พนักงานห้างแต่มาด้วยจุดมุ่งหมายอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับวัตถุเล็กๆ ที่พวกเขา “พก”มาด้วย

หลายคนเริ่มทยอยเดินไปตามทางพิเศษ ที่รู้กันเฉพาะกลุ่มลิฟต์ขนของตัวเก่าเคลื่อนตัวอย่างอืดอาดไปจนถึงชั้น ๘ เมื่อประตูเปิดออกภาพผู้คนนับพันที่เดินขวักไขว่อยู่เต็มลานกว้างบนชั้น ๘ ก็ปรากฏให้เห็นพระเครื่องหลากหลายชนิดวางเรียงรายปะปนกับเครื่องรางของขลัง อย่าง ตะกรุดเบี้ยแก้ (หอยเบี้ยซึ่งภายในบรรจุปรอท) เขี้ยวเสือ ปลัดขิก ฯลฯ ดูละลานตา๙๕ เปอร์เซ็นต์ของคนที่มางานนี้เป็นผู้ชาย ส่วนใหญ่อยู่ในอาการคล้ายกันคือถ้าไม่แนบดวงตากับแว่นขยายอันเล็ก เพ่งดูวัตถุขนาดเล็กในมืออย่างจดจ่อก็เดินโฉบไปมาตามแผงพระที่ตั้งติดกัน เป็นพรืดเต็มลาน

เกือบทุกสัปดาห์จะมีการจัดงานประกวดพระเครื่องตามที่ต่างๆทั่วประเทศแต่ ครั้งนี้เป็นงานใหญ่ระดับช้างที่คนในวงการพระเครื่องต่างให้ความสนใจมาร่วม งานกันอย่างคับคั่ง นี่อาจเป็นงานรวมเซียนพระ คนเล่นพระ คนขายพระที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกงานหนึ่ง รายการประกวดวันนี้มีมากถึง ๑,๒๐๐ รายการและคาดกันว่าจะมีพระใหม่ๆ มาลงสนามให้เซียนพระ “จับ” อย่างแน่นอน

นี่ไม่ใช่งานแรกที่แสวงนำพระเครื่องในคอลเล็กชันส่วนตัวเข้าประกวดขาประจำ งานประกวดพระคุ้นหน้าคุ้นตาชายผิวคล้ำร่างเล็กผู้นี้เป็นอย่างดีกระเป๋าใส่ เอกสารสีดำที่เขาหอบหิ้วมาด้วยใบนั้นมักจะมี “ทีเด็ด”ให้นักเลงพระต้องจับตาดูเสมอ แสวงจ่ายเงิน ๒,๖๐๐ บาทซื้อ “บัตรส่งพระ”จากเจ้าหน้าที่ด้านหน้า เป็นบัตรราคา ๓๐๐ บาท ๔ ใบสำหรับพระชุดเบญจภาคีและพระยอดนิยม กับบัตรราคา ๒๐๐ บาทอีก ๗ ใบสำหรับพระทั่วไปก่อนจะปลีกตัวออกมานั่งโต๊ะที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้หยิบ พระเครื่องจากกระเป๋ามาใส่ในตลับใส่พระที่ได้มาพร้อมบัตรอย่างบรรจง แล้วกรอกรายละเอียดของพระเครื่องตามรายการ รวมทั้งตำหนิต่างๆและที่ขาดไม่ได้คือชื่อเจ้าของพระ

แสวงยื่นพระสมเด็จวัดเกศไชยโยให้กรรมการ ๒-๓คนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหมายเลข ๑ ดูกรรมการคนแรกรับพระจากแสวงอย่างระมัดระวัง มองแค่แวบเดียวว่าเข้าเค้าก็หยิบกล้องส่องพระออกมาตรวจสอบให้แน่ใจ

“ได้มาจากไหนล่ะ” กรรมการร่างท้วมเงยหน้าขึ้นถาม

“ของเก่าตกทอดมา สวยกริบเลย” แสวงบอกกรรมการร่างท้วมยื่นพระสมเด็จให้กรรมการอีก ๒ คนในโต๊ะระหว่างนั้นโต๊ะข้างๆ เริ่มมีเสียงโวยวาย

“องค์นี้ติดรางวัลมาหลายงานแล้ว กรรมการแม่งดูพระเป็นหรือเปล่าวะ”ชายร่างใหญ่หนวดเฟิ้มโวยวายอยู่ท่ามกลาง ผู้คนหลังยื่นพระเนื้อผงยอดนิยมให้กรรมการแต่กรรมการดูแล้วส่ายหน้าก่อนส่ง พระคืนให้--เท่านี้ก็เป็นอันรู้กันว่าพระองค์นี้ “มีปัญหา”

นี่คือ “ด่านแรก” ของการประกวดพระเครื่องโต๊ะรับพระซึ่งส่วนใหญ่จะจัดให้โต๊ะที่ ๑ เป็นโต๊ะพระชุดเบญจภาคี โต๊ะที่๒ เป็นโต๊ะพระเนื้อผงยอดนิยม โต๊ะที่ ๓ เป็นโต๊ะพระเนื้อผงทั่วไปตามด้วยโต๊ะพระเนื้อดินยอดนิยม พระเนื้อชินยอดนิยม พระเนื้อชินทั่วไปเหรียญพระพุทธ-คณาจารย์ยอดนิยม พระกริ่ง-รูปหล่อยอดนิยมพระกริ่ง-รูปหล่อทั่วไป พระปิดตายอดนิยม พระมหาอุดยอดนิยมเครื่องรางยอดนิยม พระหลวงพ่อทวดยอดนิยม พระกรุยอดนิยมจังหวัดสุพรรณบุรีพระคณาจารย์ยอดนิยมจังหวัดสุพรรณบุรี พระคณาจารย์ยอดนิยมภาคอีสานพระยอดนิยมจังหวัดนครปฐม ฯลฯ จะมีกรรมการรับพระซึ่งเป็นเซียนพระชนิดนั้นๆมานั่งประจำอยู่ นับได้ร่วม ๔๐ โต๊ะ

มีแต่ “พระแท้” ที่ผ่านการพิจารณาจากกรรมการชุดนี้เท่านั้นที่จะสามารถผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ

กรรมการฉีกหางบัตรให้แสวงส่วนพระสมเด็จองค์นั้นถูกส่งเข้าไปด้านในซึ่งเป็น พื้นที่ที่มีการคุ้มกันเป็นพิเศษ หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ (ซึ่งครั้งนี้เป็นทีมงาน“มรดกพระเครื่อง”) คณะกรรมการ และผู้ที่ได้รับอนุญาตซึ่งทั้งหมดต้องแขวนป้ายสตาฟฟ์เป็นสัญลักษณ์จะไม่มี โอกาสเฉียดเข้าไปใกล้อย่างเด็ดขาด

ด้านในพื้นที่พิเศษ กล้องถ่ายรูปพร้อมไฟเกือบ ๒๐ ชุดตั้งอยู่ตรงกลางทีมงานก้มหน้าก้มตาถ่ายภาพกันอย่างขะมักเขม้นพระเครื่อง ที่ผ่านด่านแรกเข้ามาแล้วจะถูกนำมาเก็บไว้ในตู้เพื่อรอถ่ายรูปที่ผ่านมา ในงานประกวดพระมักจะมีกรณีพระหายหรือมีการร้องเรียนว่าพระที่ส่งเข้ามาถูก สลับสับเปลี่ยน ฯลฯในช่วงหลังการจัดงานจึงต้องทำอย่างรัดกุม ยิ่งทีมงานเป็นมืออาชีพมากเท่าไรระบบป้องกัน “ความมั่ว” ทุกประเภทก็ยิ่งรัดกุมแน่นหนานอกจากการป้องกันคนนอกไม่ให้เข้าไปเพ่นพ่านใน พื้นที่พิเศษแล้วยังต้องมีระบบการลงทะเบียนรับพระ-ส่งพระเซ็นรับพระก่อนเอา ออกจากตู้มาถ่ายรูป ฯลฯนอกจากนี้ยังมีการจัดตำรวจหลายนายมาดูแลความสงบเรียบร้อยภายในงานด้วย

ที่ด้านนอกผู้คนยังแห่กันมาล้นหลามคนขายบัตรส่งพระหน้างานทำงานมือเป็นระวิง เจ้าของพระเครื่องที่จะส่งประกวดนั่งอยู่ที่โต๊ะด้านนอกก้มหน้าก้มตากรอกราย ละเอียดต่างๆ ลงในบัตรส่งพระ แล้วทยอยเอามาส่งพิธีกรของงานพูดชักชวนคนที่มางานให้รีบส่งพระสลับกับ บอกกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานว่าเป็นงานการกุศลหารายได้จัดสร้างอาคาร เรียนให้แก่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารรวมทั้งกล่าวทักทายเซียนพระจากทั่วสาร ทิศที่ทยอยเข้างานไม่ขาดสาย

บ่ายสองโมงตรง พิธีกรประกาศปิดรับพระเครื่องเสียงทุกชนิดถูกปิดเพื่อให้กรรมการมีสมาธิใน การพิจารณาว่าพระองค์ไหนจะขึ้นชั้นเป็น “องค์แชมป์” หรือ “พระติดรางวัล”เซียนเล็กเซียนใหญ่ของวงการที่ได้รับเชิญมาเป็นกรรมการตัดสิน พระแยกย้ายไปประจำตามโต๊ะพระเครื่องชนิดต่างๆ เพื่อร่วมกันตัดสินบางโต๊ะอาจจะมีกรรมการร่วมกันตัดสินแค่ ๒-๓ คนแต่สำหรับโต๊ะพระชุดเบญจภาคี และพระยอดนิยมดังๆ จะมีกรรมการหลายคนทั้งยังต้องเป็นเซียนใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในวงการเท่า นั้นโต๊ะพระชุดเบญจภาคีวันนี้มีกรรมการร่วมกันตัดสินเกือบ ๑๐ คน

บ่ายสองกว่าพระเครื่องรายการทั่วไปที่กรรมการตัดสินเสร็จถูกทยอยนำออกมาคืน เจ้าของที่กำลังลุ้นอยู่ว่าพระของตนจะ “ติด” รางวัลหรือไม่ ของโต๊ะไหนที่ตัดสินแล้วและเจ้าหน้าที่นำออกมา บรรดาเจ้าของก็จะกรูกันเข้าไปรุมดูโดยทั่วไปแต่ละโต๊ะจะมีพระที่ติดรางวัล ที่ ๑ รางวัลที่ ๒ รางวัลที่ ๓และรางวัลชมเชยส่วนองค์ที่เหลือก็จะได้การรับประกันว่าเป็นพระแท้ที่ผ่าน งานประกวดแล้วแต่ในบางกรณี บางโต๊ะหรือบางรายการอาจไม่มีใครส่งเข้าประกวดเลยหรือมีผู้ส่งเข้าประกวดแต่ ไม่มีพระเครื่ององค์ใดติดรางวัล

โดยคุณ c_chai27 (1.9K)  [ส. 09 เม.ย. 2554 - 08:32 น.]



โดยคุณ c_chai27 (1.9K)  [ส. 09 เม.ย. 2554 - 08:33 น.] #1618500 (1/9)
ก๊อปปี้แล้ว มีสัญลักษณ์อะไรตามมาด้วย
งั้นไปดูลิงค์ที่ผมโพสไว้แล้วกันนะครับ
http://forum.uamulet.com/view_topic.aspx?bid=4&qid=39594

โดยคุณ c_chai27 (1.9K)  [ส. 09 เม.ย. 2554 - 08:47 น.] #1618514 (2/9)
อ่านแล้ว ได้ความรู้มากครับ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งหัดเล่นพระมาไม่นาน

โดยคุณ Hippy_chon (1.8K)  [ส. 09 เม.ย. 2554 - 09:15 น.] #1618536 (3/9)
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

โดยคุณ c_chai27 (1.9K)  [ส. 09 เม.ย. 2554 - 10:39 น.] #1618594 (4/9)
ขณะที่กรรมการโต๊ะอื่นๆ ทยอยส่งผลการตัดสินที่โต๊ะพระชุดเบญจภาคี กรรมการยังคงนั่งนิ่งแต่ละคนหยิบพระขึ้นมาเพ่งคราวละนานๆ สลับกับการเงยหน้าขึ้นมาหารือกันเบาๆ

นาทีนี้แสวงเบียดฝูงชนไปอยู่หน้าสุด ลุ้นระทึก

ในที่สุดเมื่อผลการตัดสินออกมา พระสมเด็จของแสวงก็ติดรางวัลที่ ๑ สมใจ

“ติดรางวัลอย่างนี้ราคาเป็นล้าน” แสวงยิ้มหน้าบานรับพระคืนมาแล้วก็ชื่นชมพระของตัวว่า “สวยบาด” ไม่ขาดปากก่อนจะควักธนบัตรใบละ ๑,๐๐๐ และ ๕๐๐ขึ้นมาห่อพระเครื่ององค์เล็กอย่างทะนุถนอม หลายคนชำเลืองมองตามแต่ไม่มีใครกล้ามาขอชื่นชมด้วย ในเวลาเดียวกันนั้นใครบางคนที่ผิดหวังเริ่มโวยวาย

“โอเคว่าตอนรับพระเข้ามาก็ต้องเป็นคนที่ดูออกว่าแท้หรือเก๊แต่ไอ้ตอนจะ ตัดสินว่าองค์ไหนสวยไม่สวยแน่จริงให้คนที่ไม่รู้ว่าพระองค์ไหนเป็นของใคร ตัดสินสิ เอาผู้หญิงก็ได้ให้เขาดูแค่ว่าสวยหรือไม่สวยอย่างเดียว” หลังจากผลการตัดสินออกมาแล้วการไม่พอใจและไม่ยอมรับผลการตัดสินของคณะ กรรมการเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ

ไม่มีรางวัลสำหรับเจ้าของพระที่ชนะการประกวด นอกจากหนังสือที่ระลึกและใบประกาศ (ที่ระบุว่าเป็นพระที่ติดรางวัลใด)ซึ่งออกให้โดยสมาคมผู้นิยมพระเครื่อง พระบูชาไทยและจัดส่งให้ทางไปรษณีย์หลังจากงานประกวดผ่านไปราว ๑๐ วัน แต่ถึงกระนั้นการที่พระเครื่องในความครอบครองของตนได้รับการการันตีว่าเป็น พระติดรางวัลไม่ว่าจะเป็นรางวัลที่ ๑, ๒, ๓ หรือแค่ชมเชยก็เป็นเสมือนใบรับรองชั้นดีที่จะอยู่คู่กับพระเครื่ององค์นั้น ตลอดไป

เช่นกัน งานนี้ไม่มีค่าตอบแทนสำหรับกรรมการ แถมยังต้องควักเนื้อ(ก็ตอนที่โฆษกของงานประกาศว่า “ตอนนี้คุณป๋อง สุพรรณกำลังเดินเข้างานมาแล้วนะครับ วันนี้จะบริจาคเท่าไรดีครับ”--นั่นแหละ)แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็สมัครใจจะมา งานนี้ เพราะอะไร?--นั่นเป็นเรื่องที่เราจะคุยกันทีหลัง


“คุณไม่รู้หรอกว่าข้างในเขา ‘ขอ’ กันขนาดไหน เขาล็อบบีเขาฟาดฟันกันขนาดไหน”เซียนพระรายหนึ่งซึ่งมีศูนย์พระเครื่องโอ่อ่า อยู่ในย่านธุรกิจชื่อดังกลางกรุงกล่าว เมื่อเราตามไปคุยกับเขาหลังวันงานประกวด เขาพูดถึงเรื่องใน“วงการ” อีกหลายอย่าง ทั้งด้านมืดและด้านสว่างของแวดวงธุรกิจพระเครื่อง--ธุรกิจที่เติบโตและขยาย ตัวอย่างรวดเร็วในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมาโดยมี “สินค้า”เป็นของซึ่งผูกโยงกับความเชื่อ และศรัทธาอย่างแยกไม่ออก

ทุกวันนี้ในห้างสรรพสินค้าเกือบทุกแห่งมีศูนย์พระเครื่องยึดครองพื้นที่ อยู่ทั้งนั้น (จะมากหรือน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)หากใครเคยผ่านไปแถวท่าพระจันทร์คงจะได้ เห็นแผงพระเครื่องวางขายอยู่ริมทางเท้าปะปนกับสินค้าชนิดอื่นๆเรื่อยไปจนถึง ในตรอกซอกซอยบริเวณท่าพระจันทร์ซึ่งหากเดินลึกเข้าไปสักหน่อย ก็จะพบกับตลาดพระเครื่องอีกแห่งหนึ่งที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเมืองไทย

หากถือตามที่กล่าวกันมาว่า พระพิมพ์ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาเพื่อเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ให้คน ได้ระลึกถึงพระธรรมคำสอนรวมถึงเป็นการสืบทอดพระศาสนา ก็อาจต้องนับว่าในวันนี้คุณค่าและความหมายของพระเครื่องมาไกลจากจุดเริ่มต้น สุดกู่ทีเดียว

“ผมไม่อยากให้คุณนำเสนอเรื่องพวกนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในแวดวงธุรกิจการค้าพระเครื่องเวลานี้มัน เป็นเรื่องโสมมที่สุดเน่าที่สุดในวงการและมันจะเปิดโอกาสให้ศาสนาอื่นที่ไม่ เข้าใจโจมตีศาสนาพุทธได้”

ใครบางคนในวงการพระเครื่องบอกฉันในวันแรกๆ ที่เริ่มต้นจับงานชิ้นนี้

ฉันไม่ได้รับปาก เพราะรู้ว่าไม่อาจทำตามที่เขาร้องขอได้

(พระพิมพ์ + เครื่องรางของขลัง) = พระเครื่อง
“พระพิมพ์เป็นของเก่าที่ได้มีผู้ทำขึ้น ตั้งแต่ตอนต้นพระพุทธศาสนา(คือภายหลังเมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไม่นานนัก)ข้าพเจ้าถือว่าเป็นของที่ควรเคารพนับถือ และเป็นประโยชน์ในการสอบสวนพงศาวดารมาก

“...บุคคลผู้ใดทำรูปพระพิมพ์แล้วบรรจุไว้ในถ้ำ และพระสถูปต่างๆเป็นจำนวนตั้งหลายพันองค์นั้น จะต้องคิดถึงการประกาศศาสนาในอนาคตอันไกลเป็นแท้ และหวังว่าจะเป็นเครื่องช่วยประกาศศาสนาให้แพร่หลายไปได้อีกหลายพันปี ดูเหมือนว่าพวกพุทธมามกบุคคลจะได้มีความรู้สึกว่า เมื่อครบอายุพระพุทธศาสนาๆ จะเสื่อมลงการพบเห็นรูปพระศาสดาจารย์เจ้า และคาถาย่ออันเป็นคำสั่งสอนของพระองค์อาจเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้พบกลับ เกิดความเลื่อมใส และเชื่อถือขึ้นอีก”

(ยอร์ช เซเดส์, ตำนานพระพิมพ์, ๒๔๖๙)

หากความพยายามของคนโบราณในการทำพระพิมพ์เป็นดังที่ ยอร์ช เซเดส์สันนิษฐานจริง ก็คงต้องนับว่าความพยายามของคนสมัยก่อน “ล้มเหลว”อย่างสิ้นเชิง เพราะพระพิมพ์ที่เพียรสร้างกันไว้มากมาย(ไม่ว่าจะสร้างตามจำนวนปีเกิดหรือ เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐พระธรรมขันธ์) แล้วนำไปฝังไว้ใต้กรุเจดีย์นั้นน่าจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนหมดสิ้นแล้ว

ว่าแต่ว่า “พระพิมพ์” ซึ่ง“หวังว่าจะเป็นเครื่องช่วยประกาศศาสนาให้แพร่หลายไปได้อีกหลายพันปี ”เหล่านี้ ได้กลายสถานะมาเป็น “พระเครื่อง”เช่นที่เรารู้จักกันอยู่ในปัจจุบันตั้งแต่เมื่อไร ?

จากหลักฐานบรรดามีเท่าที่นักประวัติศาสตร์-โบราณคดีสืบค้นได้ในปัจจุบันพอ จะสรุปไปในทางเดียวกันได้ว่า “พระเครื่อง” ซึ่งเป็นคำที่ย่อมาจากคำ“พระเครื่องราง” อันหมายถึงพระองค์เล็กๆ สำหรับนำติดตัวไปบูชานั้นไม่ได้เป็นของที่มีอยู่ในสังคมไทยมาแต่เดิมหากเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่เกินร้อยปีมานี้เอง

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการอาวุโสได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ใน พระเครื่องในเมืองสยาม ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี๒๕๓๗ ว่า“ความเชื่อเรื่องพระเครื่องเป็นสิ่งไม่พบเห็นในสังคมไทยสมัยกรุง ศรีอยุธยาและก็ไม่น่าจะมีในสมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นๆ ด้วยถ้าจะให้เดากันตามความรู้ความเข้าใจของข้าพเจ้าในขณะนี้ก็เชื่อว่าคง เกิดขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ ๔ ลงมา เพราะสมัยรัชกาลที่ ๕นั้นมีกันแล้ว”

จากหลักฐานต่างๆ ที่มีการสืบค้นมาคนไทยสมัยก่อนไม่มีใครนำพระพิมพ์มาห้อยคอหรือเก็บรักษาไว้ ในบ้านด้วยถือว่าพระพุทธรูปต่างๆ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์จึงควรอยู่ที่วัด การนำพระพุทธรูปเข้าบ้านถือเป็นเรื่องไม่สมควร

ขุนช้าง ขุนแผน พลายชุมพล และตัวละครทุกตัวในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย-ต้นรัตนโกสินทร์ก็ไม่มีใครนำพระ มาห้อยคอ จะมีก็แต่เครื่องรางจำพวกตะกรุด ผ้ายันต์ผ้าประเจียด ลูกอม เท่านั้น ที่พกติดตัวไปไหนมาไหนยามที่ต้องการความมั่นใจปลอดภัย

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดต่างๆนับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาลงมาก็ไม่ปรากฏรูปทหาร ที่เอาพระมาห้อยคอมีแต่ที่ใส่เสื้อลงยันต์เท่านั้น ใน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาช่วงที่กล่าวถึงครั้งโกษาปานไปฝรั่งเศสและได้แสดงการ อยู่ยงคงกระพันโดยให้ทหารไทยยืนแอ่นอกให้ทหารฝรั่งเศสยิงก็ไม่มีการกล่าวถึง พระพิมพ์ และพระเครื่องแต่อย่างใด

โดยคุณ c_chai27 (1.9K)  [ส. 09 เม.ย. 2554 - 10:39 น.] #1618595 (5/9)
ตามความเห็นของอาจารย์ศรีศักรพระพิมพ์ได้เริ่มกลายสถานะมาเป็นพระเครื่องก็ ในราวสมัยรัชกาลที่ ๔เป็นต้นมา โดยเฉพาะเมื่อเกิดความนิยมใน “พระกริ่ง” ซึ่งนับเป็น“พระเครื่องรางของขลัง” ขนานแท้

“พระกริ่งเป็นผลผลิตของระบบความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับลัทธิตันตริกในพุทธ ศาสนาฝ่ายมหายานลักษณะโดดเด่นของลัทธินี้ก็คือเรื่องการเกี่ยวข้องกับโลกีย สุขการมีพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ที่เป็นคาถาอาคมต่างๆซึ่งโดยย่อก็คือยังให้ ความสำคัญแก่ความต้องการต่างๆ ในเรื่องของโลกนี้อยู่..ด้วยเหตุนี้พระกริ่งจึงเป็นเรื่องของพระพุทธรูปหรือ รูปเคารพในทางพุทธศาสนาที่คนนำเข้าบ้านได้ หรือนำติดตัวไปไหนมาไหนได้เช่นเดียวกันกับเครื่องรางของขลัง”

ที่สำคัญ พระกริ่ง(รวมไปถึงพระพิมพ์ที่ถูกนำมาเป็นพระเครื่องในชั้นหลัง)ยังมีภาษีดี กว่าเครื่องรางของขลังอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้ายันต์ ผ้าประเจียดแหวนลงอาคม ตะกรุด ฯลฯ ตรงที่ผู้ใช้ไม่ต้องเรียนรู้คาถาอาคมใดไม่ต้องถือศีลเคร่งครัดระมัดระวัง เหมือนการถือครองเครื่องรางชนิดอื่นเพียงกราบไหว้บูชาหรือสวดอ้อนวอนขอความ คุ้มครองก็เพียงพอจึงเหมาะสำหรับคนทั่วไปที่จะนำติดตัวไปในที่ต่างๆ

ความนิยมนับถือในพระกริ่งซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางความเชื่อในเรื่อง การไม่นำพระพุทธรูปเข้าบ้าน การนำพระมาไว้กับตัวประกอบกับความนิยมในการเล่นของเก่าที่ได้รับอิทธิพลมา จากชาวตะวันตกในช่วงเวลานั้น ทำให้มีการขุดกรุหาสมบัติเก่าตามวัดร้าง และโบราณสถานต่างๆกันอย่างแพร่หลาย และจากที่เป็นการขุดเพื่อหาสมบัติ แก้วแหวนเงินทองพระพุทธรูป โดยมีพระพิมพ์ซึ่งพบรวมอยู่ในกรุเป็นผลพลอยได้มาในช่วงหลังเมื่อสมบัติต่างๆ ทยอยหมดไปพระพิมพ์ที่เปลี่ยนฐานะมาเป็นพระเครื่องจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ ที่บรรดานักขุดกรุแสวงหา

ต่อมาจากการนำพระพิมพ์ที่เป็นของโบราณซึ่งขุดได้จากกรุวัดตามเมืองต่างๆมา เป็นเครื่องรางของขลัง ก็ได้ขยายมาสู่การสร้างพระพิมพ์รุ่นใหม่ๆโดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่สร้าง พระพร้อมกับลงคาถาอาคมหรือยันต์ไว้แจกบรรดาสานุศิษย์พระเครื่องรางหรือพระ เครื่องที่เกิดขึ้นใหม่ๆเหล่านี้จึงมักจะมีการลงอักขระเลขยันต์ไว้ด้านหลัง ซึ่งไม่เคยมีปรากฏในพระพิมพ์รุ่นก่อนๆ

หลายสิบปีที่ผ่านมา พระเครื่อง (ราง) ได้ค่อยๆเข้ามาแทนที่เครื่องรางของขลัง รวมทั้งวัตถุทางไสยศาสตร์อื่นๆที่เคยมีมาแต่เดิมทีละน้อยๆ ก่อนจะกลายเป็น “สุดยอดเครื่องรางของขลัง”ที่มาแรงแซงหน้าเหล่าเครื่องรางไปอย่างไม่เห็น ฝุ่นในช่วง ๒๐-๓๐ ปีให้หลัง

มาถึงวันนี้-วันที่แผงขายพระมีให้เห็นในทุกย่านร้านตลาดศูนย์พระเครื่อง กระจายตัวอยู่ตามห้างสรรพสินค้าตั้งแต่ระดับกลางไปจนถึงห้างขนาดใหญ่หรูหรา กลางกรุง เราคงพูดได้เต็มปากว่า “พระเครื่อง”ไม่ได้มีฐานะเป็นเพียงเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเป็นเครื่องระลึก ถึงองค์พระศาสดา เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันภัย ฯลฯอีกต่อไป

หากแต่เป็น “สินค้า” ในตลาดที่มีวงเงินหมุนเวียนมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง

ผงดินแพงที่สุดในโลก
“ผมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้พระองค์นี้มา จะว่าเ-ี้ยก็เ-ี้ย”

ชายวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่ในร้านโอ่อ่า ในศูนย์การค้าขนาดใหญ่กลางใจเมืองกล่าว ที่นี่เป็นศูนย์พระเครื่องที่ค่อนข้างหรูหราเขาเล่าให้ฉันฟังว่าเขาทำอย่าง ไรบ้างเพื่อให้ได้สิ่งนี้มาใช้ทุกวิธีสารพัด ทั้งลูกล่อ ลูกชน ส่งนกต่อไปเจรจา ใช้ทั้งอำนาจ บารมีรวมถึงเวลาอีกร่วม ๒ ปีกว่าจะได้มา แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ยอมบอกว่า “ของ”ที่ว่านั้นคืออะไร

“อย่ารู้เลย... ในชีวิตคนเราจะมีคนคนหนึ่งที่เราขัดเขาไม่ได้ถ้าไม่อยากสูญเสียของรักของหวง ไป ก็อย่าให้ใครดู ถ้ามีคนดูหรือรู้ว่าเรามีแล้วเขาต้องการ เขาก็ต้องหาวิธีแย่งชิงมาจากคุณให้ได้เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้สิ่งนั้นอยู่กับ คุณนานๆ ก็อย่าให้ใครดู”

ปัจจุบัน แม้พระเครื่องจะมีมากมายนับพันๆ ชนิด มีทั้งพระกรุ พระหล่อพระเหรียญ ฯลฯ แต่ไม่มีพระใดจะดัง และเป็นที่ต้องการมากไปกว่า “พระสมเด็จ”ซึ่งในวงการถือว่าเป็นจักรพรรดิของพระเครื่องสุดยอดปรารถนาของ นักเลงพระมาตั้งแต่ยุคแรกๆ จนถึงเดี๋ยวนี้การได้ครอบครองพระสมเด็จ โดยเฉพาะพระสมเด็จวัดระฆังอาจนับเป็นจุดสูงสุดของเซียนพระส่วนใหญ่รวมไปถึง บรรดาเศรษฐีที่ต้องการเสาะหาพระสมเด็จมาไว้กับตัวเพื่อเสริมบารมี

แต่การจะได้ครอบครองพระสมเด็จองค์แท้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแม้จะมีเงินหลาย สิบล้านก็ใช่ว่าจะสามารถเป็นเจ้าของได้เท่าที่รู้กันในวงการ พระสมเด็จองค์แท้ที่สวยและสมบูรณ์ไร้ตำหนินั้นมีอยู่เพียงไม่กี่องค์(ซึ่ง มักจะได้รับการตั้งชื่อเรียกกันในวงการตามชื่อเจ้าของเดิม เช่น“องค์ครูเอื้อ” ซึ่งเคยเป็นของครูเอื้อ สุนทรสนาน แม้จะเปลี่ยนมือไปแล้วเซียนพระก็ยังเรียกขานกันว่า “องค์ครูเอื้อ”เพื่อให้เป็นที่รู้กันว่าหมายถึงพระสมเด็จองค์ใด) ยิ่งองค์สวยๆ ระดับแชมป์เช่น องค์ลุงพุฒ องค์ขุนศรี องค์เล่าปี่ องค์กวนอู องค์บุญส่ง องค์เจ๊แจ๊วองค์เจ๊องุ่น องค์เสี่ยดม ฯลฯ ซื้อขายกันไม่ต่ำกว่าองค์ละ ๑๕ล้านบาททั้งสิ้น โดยเฉพาะ “องค์มนตรี” ซึ่งนายมนตรี พงษ์พานิชนักการเมืองชื่อดังในอดีตเคยครอบครองนั้น ราคาเช่าอยู่ที่เกือบ ๕๐ ล้านบาท

ที่ผ่านมา การประมูลพระสมเด็จแต่ละครั้งมักสร้างความฮือฮาได้เสมอต้นเดือนธันวาคม ปี ๒๕๔๗ ในงานประมูลพระเครื่องและผลงานศิลปะของศิลปินชื่อดังในเมืองไทย ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องนิทรรศการชั้น๔ เดอะสีลมแกลเลอเรีย ย่านสีลมไฮไลต์ของการประมูลอยู่ที่พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ ที่เรียกกันว่า“องค์เสี่ยหน่ำ” (ตามชื่อเจ้าของเดิม คือ นายก๊อนหน่ำ แซ่ใช้)ซึ่งเปิดราคาประมูลไว้ที่ ๑๘ ล้านบาท

โจ้ อิศวเรศ เจ้าของเว็บไซต์ www.amuletcenter.comให้ ข้อมูลไว้ว่า ทันทีที่มีข่าวการประมูลปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์เรื่องนี้ก็กลายเป็นข่าว ใหญ่ในวงการพระเครื่องทันที เนื่องจากพระสมเด็จ“องค์เสี่ยหน่ำ” นี้จัดเป็นพระสมเด็จที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่งทั้งยังเคยอยู่ในความ ครอบครองของบุคคลชั้นนำในสังคมหลายท่านก่อนจะมาปรากฏโฉมในงานประมูลคราวนี้

โดยทั่วไปพระเครื่องชั้นดีที่มีมูลค่าสูงทั้งหลายมักไม่มีชื่อเจ้าของหรือ ผู้ครอบครองปรากฏชัดเจนให้เป็นที่รับรู้กันเป็นแต่เล่าลือคาดเดากันเท่านั้น ว่าองค์นั้นองค์นี้น่าจะอยู่ในมือใครในการประมูลครั้งนี้ก็เช่นกัน ชื่อของผู้ที่ได้ครอบครองพระสมเด็จ“องค์เสี่ยหน่ำ” ยังคงเป็นปริศนา มีเพียงข่าวว่า ผู้เข้าร่วมประมูลหมายเลข๐๐๗ เป็นผู้ชนะการประมูลไปด้วยจำนวนเงินสูงถึง ๒๔ ล้านบาท

ตามประวัติ “พระสมเด็จวัดระฆัง” หรือที่มักเรียกกันว่า “พระสมเด็จ”นั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตารามเป็นผู้สร้างขึ้นในราวปี ๒๔๐๙ หลังจากที่ท่านได้รับการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ และได้สร้างเรื่อยมาจนถึงปี ๒๔๑๕เพื่อแจกจ่ายแก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาญาติโยมทั้งหลาย ครั้นหมดก็สร้างใหม่กล่าวกันว่าพระสมเด็จที่ท่านสร้างขึ้นนั้นได้รับการปลุก เสกด้วยคาถาชินบัญชรที่ท่านได้มาจากเมืองกำแพงเพชร

โดยคุณ c_chai27 (1.9K)  [ส. 09 เม.ย. 2554 - 10:40 น.] #1618597 (6/9)
แม้คนในวงการธุรกิจพรเครื่อง "ตลาดบน" จะมองว่า
การที่ "ตลาดล่าง" นำพระเครื่องซึ่งถือว่าเป็นรูปเคารพ
ทางศาสนา และเป็นที่ศรัทธาของคนทั่วไป มาวางขาย
แบกะดิน ทำให้ภาพพจน์ของวงการพระเครื่องมัวหมอง
แต่ภาพเช่นนี้ก็เป็นภาพที่เห็นกันอยู่ทั่วไป นับตั้งแต่ยุค
แรกๆ ของวงการค้าพระเครื่อง มาจนปัจจุบันนี้
หากนับจากครั้งแรกที่มีการสร้างเราจะพบว่าความนิยมในพระสมเด็จเพิ่งปรากฏชัด ในอีกหลายสิบปีต่อมานั่นคือในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒โดยก่อนหน้านั้นมีพระเครื่องที่ได้รับความนิยมในหมู่คนเล่นพระอยู่บ้างแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระที่มีชื่อเสียงทางด้าน “คงกระพันชาตรี” แต่เมื่อ“ตรียัมปวาย” เจ้าของผลงานชุด “ไตรภาค” ในชื่อปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง ซึ่งมีอิทธิพลไม่น้อยต่อวงการพระเครื่องไทยได้จัดให้พระสมเด็จวัดระฆังเป็น “จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง”ความนิยมในพระสมเด็จก็ทะยานสู่แถวหน้าของพระ เครื่องเมืองไทย

และก็เป็น “ตรียัมปวาย” นี้เองที่ได้จัดทำทำเนียบชุดพระเครื่อง“เบญจภาคี” ขึ้นในปี ๒๔๙๕ โดยเมื่อแรกเริ่มยังคงเป็นเพียง “ไตรภาค”คือมีเพียง ๓ องค์เท่านั้น อันประกอบด้วย “พระสมเด็จวัดระฆัง”เป็นองค์ประธาน ซ้าย-ขวาเป็น “พระนางพญา” (พิษณุโลก) และ “พระรอด” (ลำพูน)หลังจากนั้นไม่นานจึงได้ผนวก “พระซุ้มกอ” (กำแพงเพชร) และ “พระผงสุพรรณ”(สุพรรณบุรี)จนกลายเป็นชุดพระเครื่องที่เป็นสุดยอดปรารถนาของ นักสะสมพระเครื่องทั้งหลาย

การจัดทำทำเนียบชุดพระเครื่อง “เบญจภาคี”นี้เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้พระเครื่องทั้ง ๕องค์ในชุดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลให้ราคาเช่าทะยาน ขึ้นจนสูงลิ่ว โดยเฉพาะพระสมเด็จนั้นราคาเช่าในปัจจุบันอยู่ในหลักล้านไปจนถึงหลายสิบล้าน บาททีเดียว

ทุกวันนี้ ไม่เพียงพระสมเด็จองค์ดังๆหรือพระอื่นในชุดเบญจภาคีจะมีราคาสูงลิ่ว แต่พระเครื่ององค์อื่นที่มีการ“รับประกัน” ว่า “แท้” นั้น ก็ยังเป็นของมีราคา บางองค์ที่ “แท้”แม้จะมีสภาพไม่สมบูรณ์ก็ยังเป็นที่ต้องการของนักสะสมยิ่งถ้าเป็นพระ สมเด็จแล้วละก็ แม้แต่เศษเสี้ยวขององค์พระที่แตกหักก็ขายได้หลายแสน เรียกว่าทุกอณูของดินก้อนนี้มีมูลค่ามหาศาล

หากพิจารณาจาก “ผงดิน” หรือ “วัสดุ”ซึ่งประกอบกันขึ้นมาเป็นพระเครื่องเหล่านี้แล้ว คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่านี่เป็นผงดินที่แพงที่สุดในโลก

สำหรับพระเครื่ององค์เล็กๆ

มูลค่า-ราคา อันมหาศาลนั้น เกิดจากอะไรกันแน่ ?

“การตลาด” ในโลกพระเครื่อง
ทุกวันนี้ หากจะหาคนที่พกตะกรุด ผ้ายันต์ ผ้าประเจียดเป็นเครื่องรางประจำตัว คงหาได้ยากเต็มที แต่เชื่อว่าคนรอบข้างเราต้องมีใครสักคนที่มีพระเครื่อง ห้อยคออยู่เป็นแน่

รายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ว่า“วงเงินหมุนเวียนในธุรกิจพระเครื่อง และธุรกิจเกี่ยวเนื่องในปี ๒๕๔๖มีมูลค่าสูงถึง ๑ หมื่นล้านบาทธุรกิจเหล่านี้ยังมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี ๒๕๔๘คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง ๒ หมื่นล้านบาทและมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ ๑๐-๒๐ ต่อปี”อาจเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมพระเครื่องของคนไทยยุคปัจจุบันได้ เป็นอย่างดี

และเพราะ “ปรากฏการณ์ทางสังคม”ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยเจตนารมณ์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแต่ เกิดจากสภาวะทางเศรษฐกิจ การเมือง และพื้นฐานทางวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆก็น่าสนใจว่าปรากฏการณ์ที่พระเครื่อง ก้าวขึ้นมาเป็นสุดยอดเครื่องรางของขลังในวัฒนธรรมไทยนั้น มีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่

ในงานสัมมนาทางวิชาการประจำปีของคณะสังคมวิทยา และมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายนที่ผ่านมา ฉลองสุนทราวาณิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอภิปรายในหัวข้อ “จากเกจิท้องถิ่นสู่ภูมิภาค :พระเครื่องกับอาชญากรรม และความรุนแรงในสังคมไทย หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒“ได้เสนอประเด็นที่น่าสนใจว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระเครื่องได้รับความนิยม แพร่หลายในสังคมยุคแรกมีอยู่หลายประการ ตั้งแต่เทคโนโลยีการทำเหรียญกษาปณ์ที่เข้ามาในเมืองไทยราวปี๒๔๐๑ (สมัยรัชกาลที่ ๔)ซึ่งส่งผลให้เกิดการผลิตเหรียญพระเครื่องของพระเกจิอาจารย์ต่างๆหลากหลาย รูปแบบขึ้นตามมา ความตื่นตัวในการศึกษาโบราณสถาปัตยกรรมทางศาสนาและการสะสมโบราณวัตถุในหมู่ ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในเมืองที่นำไปสู่การขุดค้นโบราณสถานและทำให้มีการ ค้นพบพระพิมพ์โบราณจำนวนมาก ความรุนแรงทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เช่น กบฏเงี้ยวเมืองแพร่กรณีวิกฤตการณ์ปากน้ำ ร.ศ. ๑๑๒ ที่ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดวิตกและไม่มั่นใจในสวัสดิภาพ และความปลอดภัย

“ในขณะที่ความรุนแรงจากภัยคุกคาม และปัญหาความมั่นคงภายในเป็นแรงหนุนส่งทำให้ความต้องการเครื่องรางคุ้มกัน ภัยเพิ่มสูงขึ้นเทคโนโลยีการทำพระเครื่องแบบใหม่ๆและการค้นพบพระพิมพ์โบราณ จากกรุตามโบราณสถานทางศาสนาไม่เพียงเพิ่มปริมาณของพระเครื่อง สนองตอบกระแสความต้องการนั้นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้นแต่ยังเพิ่มความ หลากหลายของรูปแบบพระเครื่องที่เป็นทางเลือก และสีสันมีทั้งพระกรุโบราณ พระพิมพ์ที่ทำขึ้นใหม่ พระหล่อโลหะแบบโบราณเหรียญพระเครื่อง และเหรียญเกจิที่ทำตามกรรมวิธีแบบตะวันตกทำให้ความนิยมพระเครื่องแพร่หลาย ตามลำดับ”

ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังที่กล่าวมาทำให้ความนิยมพระเครื่องสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้นเครื่องรางของขลังอื่นๆ เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ เขี้ยวเสือก็ยังได้รับความนิยมกันอยู่อย่างแพร่หลายกระทั่งช่วงหลังสงคราม โลกครั้งที่ ๒นี้เองที่พระเครื่องเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นจนกระทั่งก้าวขึ้นสู่สถานะ ความเป็น “สุดยอด” เครื่องรางไทย เบียดขับเครื่องรางประเภทอื่นๆ ออกไปจาก“วัฒนธรรมเครื่องรางไทย” เกือบสิ้นเชิงซึ่งฉลองวิเคราะห์ไว้ว่าน่าจะมีเหตุผลอย่างน้อย ๓ ประการ

ประการแรก คือการมาถึงของ “กึ่งพุทธกาล” ใน พ.ศ. ๒๕๐๐ซึ่งนำไปสู่กิจกรรมทางศาสนาต่างๆโดยเฉพาะการสร้างพระเครื่องที่ดำเนินไป อย่างเข้มข้นกว่าสมัยใดๆ

โดยคุณ c_chai27 (1.9K)  [ส. 09 เม.ย. 2554 - 10:40 น.] #1618598 (7/9)
ประการต่อมาเกิดจากความตื่นตัวในการศึกษาพระเครื่องอย่าง เป็นระบบคือเริ่มมีการศึกษาพระเครื่องในฐานะที่เป็นเครื่องรางอย่างแท้จริง ด้วยวิธีการ และการบรรยายเนื้อหาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องและตอบสนองต่อรสนิยมของชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาที่มีจำนวนเพิ่ม มากขึ้นในสังคมไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒

“งานเขียนที่สำคัญพวกนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการเล่าเรื่องราว ‘อภินิหาร’ของพระเครื่องอย่างดาดๆ ทื่อๆ หวือหวา ก่อกระแสเร้าอารมณ์ให้ผู้คนหลงงมงายแต่เป็นการศึกษาอย่างจริงจัง อาศัยหลักวิชาและมุ่งยกระดับการศึกษาพระเครื่องอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ เพียงเจาะทะลุทะลวงไปในหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เป็นหลักฐานทางโบราณคดีศิลปะ เอกสารประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี และมุขปาฐะอย่างกว้างขวางเพื่อบรรยายประวัติการสร้างพระเครื่อง กรรมวิธีการสร้าง มวลสารที่ใช้ประวัติการค้นพบ และคุณวิเศษของเกจิอาจารย์ผู้สร้างอย่างละเอียดลออทำให้พระเครื่องมี ‘ประวัติศาสตร์’ และ ‘ความจริงของการดำรงอยู่’มากกว่าการเป็นเพียงวัตถุ และอำนาจลี้ลับที่จับต้องไม่ได้เท่านั้นแต่ยังมีความพยายามอย่างจริงจังหนัก แน่นที่จะอภิปรายถกเถียงถึงคุณค่าของพระเครื่องอย่างเป็นเหตุเป็นผล”

และสุดท้าย คือความนิยมในพระเครื่องที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงสงคราม อันนำไปสู่การเกิด “ตลาดพระเครื่อง” ขึ้นมาเป็นครั้งแรก

คำบอกเล่าส่วนใหญ่ให้ภาพตรงกันว่า สนามพระ หรือ ตลาดพระเครื่องแห่งแรกเกิดขึ้นที่ “บาร์มหาผัน” ซึ่งเป็นร้านกาแฟ อยู่ใกล้ๆโรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยในช่วงแรกจะมีบรรดาข้าราชการ ทหาร ตำรวจมานั่งจิบกาแฟ และพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับพระเครื่องมีการนำพระมาแลกกันดู ต่อมา จากที่แลกเปลี่ยนกันดูเฉยๆก็เริ่มมีการเปลี่ยนมือ และจากการใช้พระแลกพระก็เริ่มเปลี่ยนมาแลกด้วยเงิน แต่สมัยนั้น คำว่า “ซื้อ” “ขาย”ดูจะไปกันไม่ได้เลยกับพระเครื่องที่ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาดัง นั้นจึงใช้คำว่า “เช่า” และ “ให้เช่า” แทน

การเติบโตของตลาดพระเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่นาน บาร์เล็กๆแห่งนี้ก็ไม่เพียงพอสำหรับนักเลงพระที่มาชุมนุมกันมากขึ้นๆจึงพา กันย้ายชุมนุมเข้าไปอยู่ในวัดมหาธาตุ

“พอเข้าประตูวัดไป ก็จะเจอลานอโศกช่วงนั้นใต้ต้นอโศกจะมีแผงพระเต็มไปหมดเลย วางกับพื้นบ้าง วางบนโต๊ะบ้างแผงเล็กแผงน้อยประมาณ ๒๐ เจ้า ต่อมาคนเยอะขึ้นประมาณ ๓๐-๔๐ เจ้าก็เริ่มขยายไปถึงรอบๆ วิหารน้อย เมื่อแถบวิหารน้อยเริ่มคับแคบไปก็รุกเข้าไปในเขตวัดอีก พอชักมั่วทางวัดก็เลยไล่เพราะคนที่เข้าไปเล่นพระมีทั้งคนดีคนชั่ว” สุธน ศรีหิรัญบรรณาธิการนิตยสาร ลานโพธิ์(นิตยสารพระเครื่องที่มีอายุยาวนานที่สุดในเวลานี้)ผู้เคยคลุกคลี อยู่ในวงการพระเครื่องมาตั้งแต่ต้น บอกเล่าเรื่องเก่าๆ ให้ฟัง

หลังจากนั้น นักเลงพระก็แตกกันออกเป็น ๒ กลุ่มหนึ่งนั้นย้ายมาอยู่ที่สนามพระวัดราชนัดดาอีกหนึ่งแตกไปอยู่ที่ตลาด ท่าพระจันทร์และต่อมาตลาดพระเครื่องก็ได้กระจายออกไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศแม้ในจังหวัดที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่ใช่พุทธศาสนิกชน เช่น ยะลา นราธิวาสปัตตานี ก็ยังพบว่ามีสถานที่ซื้อขายพระเครื่องด้วยเช่นกัน

๒๐ ปีที่ผ่านมาหลังการเกิดขึ้นของชอปปิงเซ็นเตอร์ที่ทันสมัยอย่างมาบุญครอง พันธุ์ทิพย์พลาซ่า เดอะมอลล์ตลาดพระส่วนหนึ่งก็ได้ย้ายขึ้นไปอยู่ในอาคารทันสมัยเหล่านี้กลาย เป็นตลาดพระติดแอร์ที่มักเรียกกันว่า ศูนย์พระเครื่องพร้อมทั้งมีการปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอ “สินค้า”และการทำการตลาดที่ทันสมัยมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถพบตลาดพระเครื่องในโรงแรมระดับห้าดาว อาทิ “มณเฑียรพลาซ่า”ศูนย์พระเครื่องอันโอ่อ่าหรูหราซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมมณเฑียร

นอกจากนี้ ตลาดพระเครื่องซึ่งเป็นแหล่งรวมพระเครื่องทุกรุ่นทุกพิมพ์ ที่หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศรวมถึงเป็นแหล่งรวมเซียนพระ-คนเล่นพระทั้งหลายนี้ ยังเป็นเสมือน“ห้องเรียน” ให้ผู้สนใจพระเครื่องหน้าใหม่ๆได้เข้ามาศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ ไม่ว่าจะเป็น การดูพระแท้พระปลอมพระรุ่นใด “เด่น” ทางไหน พระเกจิรูปใดมี “คุณวิเศษ” อย่างไร ฯลฯไปจนถึงเรื่องเชิงวิชาการอย่างประวัติการสร้าง ความรู้ด้านโบราณคดี ฯลฯข้อมูลความรู้ที่ถ่ายทอดกันในตลาดพระเหล่านี้ไม่เพียงขยายวงของผู้เล่น -ศึกษา-สะสม หากในทางหนึ่งยังทำให้สินค้าคือพระเครื่องต่างๆ ในตลาด มี “ความน่าเชื่อถือ” และ “มูลค่า” เพิ่มขึ้นและในหลายกรณี การทำ “การตลาด” ในแวดวงพระเครื่องเช่นที่ว่ามานี้ก็ไม่ใช่แค่ส่งผลให้พระเครื่องมีมูลค่าทาง การตลาดเท่านั้นหากยังเป็นสินค้าที่ “มีสภาพคล่อง” ทางการตลาดอีกด้วย

เหล่านี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้พระเครื่องไต่อันดับขึ้นไปเป็น “สุดยอด” เครื่องรางของขลังของคนไทยไปในที่สุด

ตลาดพระ โลกของคนเล่นพระ
“ตัวนี้เท่าไหร่”
“สามร้อย”
“ร้อยหนึ่งแล้วกัน”
“สองร้อยขาดตัว”

เสียงต่อรองราคาแบบนี้อาจจะได้ยินอยู่บ้างตามริมทางเดินตลอดแนวถนนท่าพระ จันทร์ แต่หากเดินเข้าไปในซอยสักหน่อย ก็จะเจอกับ “ของจริง”

ตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์ เป็นตลาดพระที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เป็นแหล่งรวมพระเครื่องทุกรุ่น ทุกชนิดทั้งพระเนื้อดิน เนื้อชิน เหรียญเกจิ พระกรุ ฯลฯ รวมถึง “พระเก๊”ที่แฝงตัวปะปนกับ “พระแท้” ซึ่งมีราคาตั้งแต่หลักร้อย หลักพัน หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน หลักล้าน และนอกจากเป็นแหล่งรวมพระเครื่องแล้วที่นี่ยังเป็นแหล่งชุมนุมสำคัญของ “คนเล่นพระ” ด้วย

ตลาดพระแห่งนี้เปิดทำการทุกวัน ไม่มีวันหยุดแถมบรรยากาศยังคึกคักตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงบ่ายๆ ที่มักจะมีคนเอาพระใหม่ๆเข้ามา ข่าวพระใหม่แพร่ไปเร็ว แป๊บเดียวก็รู้กันทั่วตลาดก่อนจะพากันแห่ไปดู ที่นี่เป็นแหล่งชุมนุมเซียนพระรุ่นเก่าจำนวนมากทั้งที่ยังมีชื่ออยู่ในวงการ และที่ “ถอย” ออกมาอยู่นอกวงการแต่ยังรักที่จะสะสม และศึกษา

ห่างจากตลาดท่าพระจันทร์ราว ๓๐ กิโลเมตร การต่อรอง “สินค้า”ประเภทเดียวกันดำเนินไปในห้องกระจกติดแอร์ บนชั้น ๔ของห้างสรรพสินค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า สาขางามวงศ์วานนักสะสมรุ่นใหญ่ที่มาพร้อมบอดี้การ์ดชุดดำ นั่งอยู่หน้าเซียนพระชื่อดังมีกล้องส่องพระอันเล็กๆ แนบชิดติดตา เพ่งพินิจพระเครื่ององค์เล็กในมือศูนย์พระเครื่องภายในห้างแห่งนี้มีร้าน จำหน่ายพระเครื่องอยู่ราว ๑๐๐ ร้านยังไม่นับแผงพระด้านนอกอีก ๓๐๐-๔๐๐ แผงคนคึกคักตลอดทั้งวันเช่นเดียวกับศูนย์พระเครื่องอื่นๆที่ปัจจุบันมักจะ ขึ้นไปปักหลักอยู่บนห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ทั่วประเทศ

ตัวเลขหลักล้านหรืออาจจะไต่ระดับไปถึง ๑๐ล้านบาทเป็นวงเงินที่มีการซื้อขาย-แลกเปลี่ยนกันเป็นเรื่องปรกตินี่เป็น ธุรกิจที่ไม่ต้องการการค้ำประกัน ใจต่อใจ ถ้าเบี้ยว โกง หรือ “เก๊”ก็จะถูกขับออกจากวงการจนไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยทีเดียว

“รู้จักกันหมด จะชั่วจะดีปิดไม่มิดหรอก” เจ้าของร้านซึ่งเป็นเซียนพระชื่อดังที่คนในวงการรู้จักดีบอก

ตลาดพระในปัจจุบันมีอยู่มากมายแทบทุกหัวมุมเมือง แม้แต่ซอกหลืบที่เรานึกไม่ถึง ไล่ไปจาก

แผงพระเครื่อง มีทั้งแผงประจำ และแผงจรที่มักจะหิ้วกระเป๋าหิ้วหมุนเวียนไปตั้งแผงตามที่ต่างๆ

ชมรมพระเครื่อง อาจมีผู้ประกอบการคนเดียวหรือหลายคนส่วนใหญ่จะใช้บ้านของตนหรือเช่าอาคาร พาณิชย์เป็นสถานประกอบการชมรมพระเครื่องที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ ชมรมพระเครื่อง พระบูชาสวนจตุจักร ชมรมจักรวาลพระเครื่อง บางลำพู (อยู่บนอาคารทานตะวันถนนรามบุตรี)

ศูนย์พระเครื่อง มักอยู่ในศูนย์การค้า อาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หรือในโรงแรมหรู เช่น ศูนย์การค้าเดอะสีลมแกลเลอเรีย ถนนสีลมศูนย์การค้าดิโอลด์สยามพลาซ่า พาหุรัด มณเฑียรพลาซ่าศูนย์พระเครื่องบางแห่งอาจมีผู้ประกอบการหลายร้อยราย

ตลาดพระเครื่อง มักพบได้ตามชุมชนใหญ่ๆ โดยขนาดและการซื้อขายไม่ต่างจากศูนย์พระเครื่องนัก ผิดกันก็แต่สถานที่และกลุ่มผู้ซื้อ-ขาย ตลาดพระเครื่องที่เก่าแก่ และรู้จักกันดีคือตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์

นอกจากที่ว่ามา พื้นที่ใหม่สำหรับพระเครื่องและคนเล่นพระที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อราว ๓-๔ ปีมานี้ ก็คือเว็บไซต์ต่างๆซึ่งมีคนเข้าใช้บริการหลายพันคนต่อวันรวมถึงบริษัท ไปรษณีย์ไทยที่เปิดบริการให้เช่าพระทางไปรษณีย์ด้วย

พ้นไปจาก “ตลาดพระ” เหล่านี้ อีกสิ่งที่ “เกื้อหนุน”ธุรกิจพระเครื่องให้ดำเนินไปได้ และเราคงไม่อาจมองข้าม ก็คือ “สื่อมวลชน”

งานวิจัยชิ้นหนึ่งของ วีระพงษ์ อินทรพานิช เมื่อปี ๒๕๔๘ทำการวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้การตีพิมพ์ภาพและเรื่องราวของพระเครื่องจะไม่เน้นเรื่องการซื้อขายพระ เครื่องโดยตรงแต่สื่อมวลชนก็มีบทบาทอย่างยิ่งในการที่จะกระตุ้น ชักชวนหรือโน้มน้าวจิตใจให้บรรดานักสะสมตลอดจนประชาชนทั่วไปแสวงหาพระ เครื่องนั้นๆ มาครอบครอง

ต่อเรื่องนี้ นิพันธ์ เลิศนึกคิด บรรณาธิการนิตยสาร ศึกษา และสะสม ให้ข้อมูลว่า

“ปัจจุบันมีนิตยสารพระเครื่องอยู่ตามแผงราว ๖๐ หัว แบ่งได้ ๒ กลุ่มกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ทำเพื่อศึกษา ให้ข้อมูลเชิงวิชาการซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ได้หลายปี ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มที่ทำเพื่อขายพระโดยเฉพาะ โดยเอาพระปลอมที่มีอยู่มาประกาศขายย้อมแมวว่าเป็นพระจริง พอเหยื่อหลงเชื่อ ติดต่อซื้อขายได้เงินเรียบร้อยก็ปิดหนังสือหนี ส่วนใหญ่จะมีอายุแค่ ๑-๒ ปีก็ปิดตัวไป”

ทุกวันนี้นอกจากนิตยสารพระเครื่องแล้ว ยังมีการเปิด sectionพระเครื่องในหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับโดยเริ่มจากลงเป็นคอลัมน์ราย สัปดาห์ มีให้อ่านเฉพาะในวันอาทิตย์ มาในช่วง๓-๔ ปีให้หลังจึงกลายเป็น section ประจำ มีให้อ่านกันทุกวันและจากที่มีหน้าเดียว ก็เพิ่มเป็น ๒ หน้า (มากกว่า section การศึกษาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม เด็ก และสตรี เสียอีก) คงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ความสนใจพระเครื่อง ในหมู่ประชาชนแพร่หลายกว้างขวางออกไปมากขึ้น

โดยคุณ c_chai27 (1.9K)  [ส. 09 เม.ย. 2554 - 10:41 น.] #1618600 (8/9)
เมื่อเปิดหนังสือพระเครื่องหรือเหลือบแลไปยังคอลัมน์เกี่ยว กับพระเครื่องในหน้าหนังสือพิมพ์นอกจากข้อมูล-เรื่องราวเกี่ยวกับพระเครื่อง ในแง่ประวัติความเป็นมา(กรุไหน-ใครสร้าง-สร้างเมื่อไร ฯลฯ) พุทธลักษณะ (พิมพ์ รูปทรง เนื้อ ฯลฯ)พุทธคุณ (ให้โชคลาภ เมตตามหานิยม ฯลฯ) แล้วยังหนีไม่พ้นที่จะพบเรื่องเล่าถึงอภินิหารต่างๆ ตลอดจน “ประสบการณ์”อันเกิดจากการใช้พระเครื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการแคล้วคลาดจากอันตราย(ซึ่งในวงการจะเรียกพระเครื่ององค์ นั้นๆ ว่าเป็นพระเครื่องที่“มีประสบการณ์”) อันอาจทำให้ผู้อ่านนึกอยากได้พระเครื่ององค์นั้นๆมาครอบครอง นี่ยังไม่รวมการกล่าวอ้างถึงมูลค่า-ราคา ของพระรุ่นนั้นรุ่นนี้ที่ชวนให้นักเลงพระตาลุกกับการเก็งกำไร ฯลฯพฤติกรรมของสื่อเช่นนี้ก็คือการนำแนวคิดด้านการตลาดและการโฆษณาประชา สัมพันธ์มาใช้ใน “ธุรกิจ” ของตนและในแง่นี้พระเครื่องก็เป็นสินค้าที่ “สร้างภาพ” ได้กระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคได้ ไม่ต่างไปจากสินค้าตัวอื่นๆ ในท้องตลาด

ในธุรกิจนี้ ไม่เพียงแต่ตัวสินค้าเท่านั้นที่มุ่งขายกัน หากตัว“ผู้ขาย” เองก็ต้องทำ “การตลาด” ด้วย ใครที่เคยเปิดดูหนังสือพระเครื่องคงได้เห็นล้อมกรอบโฆษณาขนาดสองคอลัมน์นิ้ว กระจายอยู่ทั่วเล่มในนั้นมีชื่อเซียนพระที่รู้จักกันดีในวงการ ไม่ว่าจะเป็น ต้อย เมืองนนท์พยับ คำพันธุ์ ป๋อง สุพรรณ เล็ก รูปหล่อ อู๊ด สุพรรณ เอ็ด คเณศ์พร โตคลองตัน ฯลฯ ชื่อเหล่านี้เป็นเหมือน “ยี่ห้อ”ในการทำธุรกิจที่สำคัญไม่แพ้ตัวสินค้าเพราะลูกค้าจะเช่าพระจากเซียน พระหรือผู้ประกอบการรายใดก็ขึ้นอยู่กับความไว้วางใจใน “ยี่ห้อ” เหล่านี้เป็นสำคัญ

กล่าวกันว่า หากเซียนพระคนใดมีความรู้ความสามารถในการรวบรวมข้อมูลประวัติ รูปภาพของพระเครื่องชนิดต่างๆจนสามารถเขียนหนังสือประวัติพระเครื่อง (รวมถึงวัตถุมงคลอื่นๆ) ได้ก็นับเป็นการสร้าง “ภาพลักษณ์” และ “ความน่าเชื่อถือ”ให้แก่ตนเองในฐานะผู้รู้และหากเซียนพระหรือผู้ประกอบการ รายใดเลือกขายเฉพาะพระ “แท้”ลูกค้าก็จะเกิดความเชื่อมั่นในสินค้า และบริการ เกิดความเชื่อถือทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อพระกับเซียนพระหรือผู้ประกอบการราย เดิมอีกครั้งนับเป็นการสร้าง “ตราสินค้า” หรือ “Brand” ให้แก่ตนเองซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจซื้อขายพระเครื่องของเขาต่อไป

“คนที่ได้ขึ้นชั้นเป็นเซียนน่ะ ได้รับการยอมรับ ภาษีดี จะซื้อก็ง่ายจะขายก็คล่อง” เจ้าของศูนย์พระเครื่องรายหนึ่งย่านสีลม บอกกับฉันอย่างนั้น

และเนื่องจากพระเครื่องเป็นของที่ไม่มีราคาตายตัวทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพอ ใจ ทั้งราคายังผกผันได้ตามกระแส การตื่นพระการตีปี๊บ ช่วยส่งให้ราคาพระเครื่องไต่ระดับจากหมื่น เป็นแสน เป็นล้านได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหรืออาจแค่ภายในไม่กี่สัปดาห์ สถานะของ“เซียนพระ” ที่ “ซื้อง่าย-ขายคล่อง” เช่นว่าคงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ใครๆ อยากจะก้าวขึ้นมาเป็นเซียนพระกันแต่นั่นก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

ที่ว่ามาเป็นเรื่องของคนขาย แล้วคนซื้อล่ะ ?

ในรายงานการวิจัย “พระเครื่องกับสังคมไทย :ศึกษาเฉพาะกรณีผลกระทบที่มีต่อภาวะความเป็นอยู่ทางสังคมของคนไทย” ของ ผศ.พรชัย ลิขิตธรรมโรจน์ และ รศ. ถาวร เกียรติทับทิวซึ่งทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่นิยมสะสมพระเครื่องในแง่แรงจูง ใจหรือมูลเหตุในการสะสม พบว่า ร้อยละ ๖๙.๓-เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ร้อยละ๔๘.๒-เพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันภัยอันตราย ร้อยละ๒๒.๗-เป็นเครื่องบันดาลให้เกิดโชคลาภ ร้อยละ๑๙.๘-เป็นส่วนหนึ่งในการสืบต่อพระศาสนา ร้อยละ๑๙.๒-เพื่อศึกษาในเชิงพุทธศิลปะหรือวัฒนธรรม ร้อยละ๑๓.๗-สะสมไว้เพื่อจำหน่ายหรือแลกเปลี่ยน และ ร้อยละ๑.๖-เพื่อเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม

ส่วน สุธน ศรีหิรัญ ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงพระเครื่องมานาน ชี้ว่า

“คนเล่นพระสมัยก่อนมี ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเล่นในเชิงสะสมอนุรักษ์ของเก่า หรือเชิงโบราณคดีคนพวกนี้มองว่าการสร้างพระเครื่องก็เพื่อสืบพุทธศาสนาเขาจะ นิยมเล่นพระกรุยุคต้นรัตนโกสินทร์ย้อนขึ้นไปถึงยุคทวารวดีเก็บพระเก่า และศึกษาความเป็นมา อายุ กรุ ตำนานการสร้างส่วนอีกกลุ่มนั้นเล่นเพราะความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์สนใจพระที่มีประสบการณ์ หมายถึงพระที่เกจิอาจารย์เป็นผู้สร้าง และปลุกเสกมีความขลัง คนกลุ่มนี้มีจำนวนมากกว่ากลุ่มแรก และค่อยๆ ใหญ่ขึ้น”

แต่นั่นอาจไม่น่าสนใจเท่ากับสิ่งที่เขาทิ้งท้าย

“ปัจจุบัน คนที่เล่นเป็นธุรกิจจะมากกว่า คือซื้อมาขายไป เก็งกำไรเพราะรู้ว่าสินค้าตัวนี้ยังไงก็ขายได้ และราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย”

บริการหลังการขาย
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ในธุรกิจพระเครื่อง “ความน่าเชื่อถือ”ของผู้ขายคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายนั้น “ซื้อง่าย-ขายคล่อง”

ดังนั้นสิ่งที่จะสั่นสะเทือนความน่าเชื่อถือที่ว่าก็คือการที่ผู้ซื้อมารู้ ภายหลังว่า พระเครื่องที่ซื้อมาจากเซียนพระหรือผู้ขายเป็น “พระเก๊”

“คนที่มาซื้อพระแล้วโดนหลอก ส่วนมากมักเป็นคนที่ไม่มีความรู้เชื่อถือผู้ขายอย่างเดียว พอรู้ว่าเป็นของเก๊ก็เหมาหมดว่าคนในวงการนี้เป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้เกิด ความเสียหายแก่วงการหลายๆ อย่าง”เซียนพระรุ่นเก่าแห่งตลาดพระเครื่องท่าพระจันทร์กล่าว

การปลอมพระอยู่คู่กับวงการพระเครื่องมานานแล้วว่ากันว่าน่าจะเกิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มเกิดตลาดพระขึ้นด้วยซ้ำ (ราวปี๒๕๐๐) เพียงแต่วิธีการปลอมพระยังไม่ “เนียน” เท่าปัจจุบัน

ทุกวันนี้พระปลอมกับพระจริงนั้นเหมือนกันแทบแยกไม่ออกไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ทรง ตำหนิ หรือผงวัสดุ (มวลสาร) ที่นำมาใช้การปลอมพระเป็นไปอย่างแนบเนียนภายใต้เทคนิควิธีสารพัดไม่ว่าจะ เป็นการฝังดิน ใช้สารเคมีปรุงแต่งให้ดูเก่า ใช้ความร้อน ฯลฯ

“จะปลอมได้เหมือนก็ต้องดูพระเป็น รู้ว่าจุดไหนที่เป็นเอกลักษณ์เป็นจุดตาย ต้องทำให้เหมือน ยิ่งเซียนเท่าไรยิ่งทำเหมือน”เซียนพระเจ้าของนิตยสารพระเครื่องรายเดือนฉบับ หนึ่งกล่าว

เมื่อนักเลงพระหรือเจ้าของพระรายใดต้องการ “เช็ก”ว่าพระเครื่องที่ซื้อมานั้นแท้หรือเก๊ วิธีหนึ่งที่นิยมกันก็คือ “แห่”ซึ่งหมายถึง เอาไปให้เซียนพระที่เชี่ยวชาญพระชนิดนั้นๆ ดูหรือวานให้คนรู้จักเอาไปเช็กกับเซียนพระให้โดยที่เจ้าของพระไม่ต้องบอกว่า เป็นพระของใคร ได้มาจากไหนส่วนอีกวิธีที่นิยมก็คือ ส่งประกวดตามงานประกวดพระที่จัดกันแทบทุกสัปดาห์

“ผมไม่เข้าไปนั่งรับพระในด่านแรก เพราะมีเหตุผลบางอย่าง”

เซียนพระรายหนึ่งบอก ก่อนให้เหตุผล

“เวลาคนที่ส่งพระประกวดยื่นพระเข้าไปปั๊บ แล้วกรรมการรับพระของเขาเขาจะมีความสุขมาก มันเหมือนเป็นการรับรองว่าอย่างน้อยพระของเขาก็ ‘แท้’แต่จริงๆ เขาไม่รู้หรอกว่า มันมีตื้นลึกหนาบางกว่านั้นอีกมาก

“อย่าลืมว่าสินค้านั้นมีคนอื่นขายมาอีกทีการที่เราเป็นผู้รับพระก็เหมือน เป็นผู้รับรอง ถ้าของที่ส่งเข้ามามันใช่มันแท้ ผมก็รับเข้า ของที่ไม่ใช่ผมก็เขี่ยออกแต่เมื่อไรที่สินค้านั้นถูกตีกลับ เจ้าของต้องเอาไปคืนคนขายปัญหาเกิดแน่นอน ดังนั้นมันจึงต้องมี ‘บริการหลังการขาย’สมมุติเซียนพระคนที่ขายพระองค์นี้ออกไปรู้ว่าสินค้าตัว นี้จะมาส่งในงานนี้แน่นอน เขาจะจัดคนของเขามานั่งรับตรงนี้เลย รับเข้ามาก่อนแล้วหาวิธีแก้ทีหลังเจ้าของพระก็ชื่นใจแล้วว่าพระที่ตัวเอง ซื้อมาแท้แน่นอนเป็นบริการที่ผู้บริโภคไม่มีทางรู้เลย

“ผ่านชั้นแรกแล้ว ก็ต้องให้กรรมการตัดสินดูอีก มาถึงตอนนี้ถึงผมเป็นกรรมการ ผมบอกว่าของชิ้นนี้ไม่แท้นะครับ แต่อีก ๔ เสียงบอกว่าแท้ก็จบ ตามกติกาเราใช้เสียงข้างมาก ตอนตัดสินว่าองค์ไหนชนะเลิศก็เหมือนกันผมว่าไม่สวยแต่ที่เหลือเขาว่าสวย ของชิ้นนั้นก็ติดรางวัลนี่เรียกว่าบริการหลังการขายชั้นที่ ๒ในชั้นนี้มันขึ้นอยู่กับว่าใครมีพาวเวอร์มากน้อยแค่ไหน ถ้ามีมากเขาก็สั่งการลงมาได้ เฮ้ย จัดการประมาณนั้นแต่ถ้าคนขายไม่มีพาวเวอร์ในวงการก็เสร็จ ไปขอใครก็ไม่มีใครช่วย

“ชั้นที่ ๓ ก็คือการเอารูปพระนั้นไปลงในนิตยสารพระเครื่องว่าเป็นพระแท้ เป็นพระดี หรือทำหนังสือภาพชนะการประกวดหนังสือพวกนี้ก็จำหน่ายจ่ายแจกกันออกไป เจ้าของพระก็ชื่นใจ นี่ไงๆ พระผมชั้นที่ ๔ ยังไม่มีปรากฏ แต่ผมสามารถมองได้ถึง ๑๐ชั้นเลยว่าเขาจะทำอะไรต่อ คนที่อยู่ในจุดสูงสุดของวงการพระเครื่องถ้าเงินไม่หนา ก็ต้องมีบารมีอำนาจ ถ้าไม่มีบารมีอำนาจ และเงินไม่หนาคุณก็ต้องมีความรู้ความสามารถที่ทุกคนต้องเกรงใจคุณ”

นี่อาจเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้คนในวงการจำนวนมากโดยเฉพาะเซียนพระรุ่น อาวุโสทั้งหลาย เลือกที่จะ “ถอย” ออกมาอยู่ห่างๆบ้างก็ว่าไม่อยากไปขัดขวางผลประโยชน์ บ้างก็ว่าไม่อยากเสียเพื่อนหลายคนจึงเลือกที่จะสะสม ซื้อขาย-แลกเปลี่ยนอย่างเงียบๆโดยวิธีโทรศัพท์ติดต่อให้มาดูที่บ้าน หรือนัดมาดูของที่ทำงานโดยตรงหรืออย่างมากก็เปิดร้านเล็กๆ ไว้สำหรับเป็นที่พบปะสังสรรค์สุขใจกับการได้แลกเปลี่ยน ศึกษา สะสม กับคนคอเดียวกันเพียงไม่กี่คน

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทุกคนที่เข้าไปเป็นกรรมการตัดสินในงานประกวดพระ เครื่องจะทำเพื่อ “บริการหลังการขายอย่างเดียว”หลายคนให้เหตุผลว่าที่ยังแวะเวียนไปงานประกวด พระอยู่บ้างก็เพื่อให้เท่าทันวงการรู้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีการปลอมพระก้าว หน้าไปถึงไหนแล้วบางคนก็เข้าไปเพื่อพบปะเพื่อนฝูง ขณะที่บางคนก็หวังจะไป “จับพระ”โดยเฉพาะกรรมการที่นั่งประจำโต๊ะรับพระ จะได้เห็นพระใหม่ๆที่เพิ่งเข้าตลาดก่อนใคร และมีโอกาสคว้าไว้ก่อนในราคาไม่สูงนัก

“การจัดงานประกวดพระไม่ได้มีแต่ด้านไม่ดี ในการจัดงานแต่ละครั้งรายได้กระจายไปยังคนหลายกลุ่ม ทั้งคนที่ขายของ ขายน้ำ คนเลี่ยมพระคนขายมีด คีม แว่นส่องพระ หนังสือ และยังแผงพระรายย่อยๆ อีกหลายคนที่มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ก็เป็นผลต่อเนื่องจากการ จัดงานทั้งนั้น” แล่ม จันทร์พิศาโลเจ้าของคอลัมน์ “คมเลนส์ส่องพระ” แห่งหนังสือพิมพ์ คมชัดลึกพูดถึงอีกด้านของวงการพระเครื่องขณะที่เซียนพระชื่อดังอีกคนให้ความ เห็นเพิ่มเติมว่า

“งานประกวดพระต้องแบ่งเป็น ๒ เกรดนะ แบบสร้างชื่อเสียงกับแบบหากินมาตรฐานคนละอย่าง สมัยก่อน งานระดับที่มีมาตรฐานเป็นที่เชื่อถือได้แก่งานที่จัดที่พุทธมณฑลปีละครั้ง แต่อย่างงานที่ไปจัดตามวัด โรงเรียนศูนย์การค้า เขาไม่ค่อยให้ความเชื่อถือ และส่วนใหญ่จะบอกว่าเป็นงานการกุศลรายได้เยอะ แต่หักค่าถ่ายรูป ค่าแผง ค่าบัตร ค่าโล่ ก็เป็นล้านแล้วเหลือการกุศล ๒ แสน แต่หลายงานก็โปร่งใส อย่างงานที่ธรรมศาสตร์จัดเมื่อปี๒๕๔๗ หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเงินบริจาคให้สมาคมนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ๓ล้าน ๗ แสนบาท ดังนั้นเราต้องแยกว่าเป็นงานแบบไหน ตลาดพระเป็นตลาดแบบไหนคนขายพระเป็นคนประเภทไหน ศูนย์พระเครื่องบางที่ก็รู้ๆกันอยู่ว่าเล่นอิทธิพล มีขาใหญ่ แต่บางที่เป็นตลาดเก่า ไม่มีตัวเด่นไม่มีนักเลง”

พอใครบางคนถามขึ้นว่า แล้วงานประกวดพระเครื่อง “ระดับช้าง” ที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี่ล่ะ เป็นอย่างไร ?

“ที่นั่นเจ้าประจำ คอยดู เดี๋ยวก็จะมีการเหยียบตีนกัน” เขาว่ายิ้มๆ

ชิ้นส่วนของโลกเก่าในโลกยุคใหม่
เป็นเวลากว่า ๒ เดือนเต็มๆที่ฉันเดินเข้าออกในห้างสรรพสินค้ากลางเมืองหลายแห่งผ่านซุ้มโป รโมชันรถยนต์รุ่นล่าสุดผ่านเคาน์เตอร์ขายเครื่องสำอางที่ใช้เทคโนโลยีนาโน ผ่านสินค้าล้ำสมัยที่พร้อมจะตอบสนองความสะดวกสบายของมนุษย์จนแทบไม่ต้องทำ อะไรด้วยตัวเองอีกแล้ว เพื่อไปยังโซนพระเครื่องที่ดูจะ“ไปกันไม่ได้” เลยกับภาพที่ผ่านสายตามาทั้งหมดนั้น

บางครั้ง ฉันสงสัย--ขณะที่โลกก้าวไปข้างหน้ามีความเจริญทางวัตถุมากขึ้นเรื่อยๆ “ข้างใน” ของคนกลับอ่อนแอลง ?ความอ่อนแอนำมาสู่การแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยว ที่พึ่งพิงทางใจทำให้คนทุ่มเทเงินนับล้านเพื่อแลกกับ “พลานุภาพ”ที่เชื่อว่ามีอยู่ในองค์พระเครื่องนั้นๆ ?

และที่สุด ความเชื่อ และศรัทธา ก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งเหมือนสิ่งอื่นๆ บนโลกใบนี้ ที่ถูกทำให้กลายเป็นสินค้าอย่างสมบูรณ์แบบ ?

“พัฒนาการของพระเครื่องที่มีต้นเค้ามาจากการนำพุทธคุณเข้ามาผสมผสานกับสิ่ง ที่เป็นไสยขาวจนทำให้พระเครื่องเป็นตัวแทนของบรรดาเครื่องรางของขลังที่เคย มีมาแต่อดีตนั้น ก่อให้เกิดระบบความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ที่แยกไม่ออกว่าอะไรคือ‘ศาสนา’ อะไรคือ ‘ไสยศาสตร์’

“แต่สิ่งที่เป็นผลผลิตของ ‘พุทธพาณิชย์’ และ ‘ไสยพาณิชย์’ นั้นไม่มีทางอันใดเลยที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมพบกับความสงบสุขของชีวิต ด้านจิตวิญญาณได้ เพราะความต้องการของคนที่ลุ่มหลงเหล่านี้ก็คือความร่ำรวยและการมีชีวิตอยู่ อย่างค้ำฟ้าโดยไม่รู้จักตายเป็นสำคัญ บรรดาพระเครื่องและวัตถุมงคลจึงเป็นเสมือนสิ่งที่ตอบสนองความต้องการเพียง ‘โลกนี้’เท่านั้น ไม่มีทางจะเข้าใจถึงเรื่อง ‘โลกหน้า’ และความ ‘หลุดพ้น’อันเป็นความมุ่งหมายสำคัญของพระพุทธศาสนาได้”

หากความนิยมพระเครื่องในเมืองไทยสะท้อนภาวการณ์อย่างที่อาจารย์ศรีศักรวัล ลิโภดม กล่าวไว้จริง พระเครื่องที่ทั้งคุณค่าและความหมายได้ก้าวมาไกลจากจุดเริ่มต้นถึงเพียงนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องของพุทธศาสนาแล้วก็เป็นได้

และเราคงไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันให้มากความว่าสารคดีเรื่องนี้จะเป็นการเปิดช่องให้มีคนโจมตีศาสนาพุทธอย่างที่คนในวงการห่วงกัน

โดยคุณ kkk707 (1.2K)  [ส. 09 เม.ย. 2554 - 20:15 น.] #1619058 (9/9)
ได้เปิดมุมมองอีกมุม หนึ่ง แล้ว ครับผม ขอบคุณมากครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www5