ขณะที่กรรมการโต๊ะอื่นๆ ทยอยส่งผลการตัดสินที่โต๊ะพระชุดเบญจภาคี กรรมการยังคงนั่งนิ่งแต่ละคนหยิบพระขึ้นมาเพ่งคราวละนานๆ สลับกับการเงยหน้าขึ้นมาหารือกันเบาๆ
นาทีนี้แสวงเบียดฝูงชนไปอยู่หน้าสุด ลุ้นระทึก
ในที่สุดเมื่อผลการตัดสินออกมา พระสมเด็จของแสวงก็ติดรางวัลที่ ๑ สมใจ
“ติดรางวัลอย่างนี้ราคาเป็นล้าน” แสวงยิ้มหน้าบานรับพระคืนมาแล้วก็ชื่นชมพระของตัวว่า “สวยบาด” ไม่ขาดปากก่อนจะควักธนบัตรใบละ ๑,๐๐๐ และ ๕๐๐ขึ้นมาห่อพระเครื่ององค์เล็กอย่างทะนุถนอม หลายคนชำเลืองมองตามแต่ไม่มีใครกล้ามาขอชื่นชมด้วย ในเวลาเดียวกันนั้นใครบางคนที่ผิดหวังเริ่มโวยวาย
“โอเคว่าตอนรับพระเข้ามาก็ต้องเป็นคนที่ดูออกว่าแท้หรือเก๊แต่ไอ้ตอนจะ ตัดสินว่าองค์ไหนสวยไม่สวยแน่จริงให้คนที่ไม่รู้ว่าพระองค์ไหนเป็นของใคร ตัดสินสิ เอาผู้หญิงก็ได้ให้เขาดูแค่ว่าสวยหรือไม่สวยอย่างเดียว” หลังจากผลการตัดสินออกมาแล้วการไม่พอใจและไม่ยอมรับผลการตัดสินของคณะ กรรมการเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ
ไม่มีรางวัลสำหรับเจ้าของพระที่ชนะการประกวด นอกจากหนังสือที่ระลึกและใบประกาศ (ที่ระบุว่าเป็นพระที่ติดรางวัลใด)ซึ่งออกให้โดยสมาคมผู้นิยมพระเครื่อง พระบูชาไทยและจัดส่งให้ทางไปรษณีย์หลังจากงานประกวดผ่านไปราว ๑๐ วัน แต่ถึงกระนั้นการที่พระเครื่องในความครอบครองของตนได้รับการการันตีว่าเป็น พระติดรางวัลไม่ว่าจะเป็นรางวัลที่ ๑, ๒, ๓ หรือแค่ชมเชยก็เป็นเสมือนใบรับรองชั้นดีที่จะอยู่คู่กับพระเครื่ององค์นั้น ตลอดไป
เช่นกัน งานนี้ไม่มีค่าตอบแทนสำหรับกรรมการ แถมยังต้องควักเนื้อ(ก็ตอนที่โฆษกของงานประกาศว่า “ตอนนี้คุณป๋อง สุพรรณกำลังเดินเข้างานมาแล้วนะครับ วันนี้จะบริจาคเท่าไรดีครับ”--นั่นแหละ)แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็สมัครใจจะมา งานนี้ เพราะอะไร?--นั่นเป็นเรื่องที่เราจะคุยกันทีหลัง
“คุณไม่รู้หรอกว่าข้างในเขา ‘ขอ’ กันขนาดไหน เขาล็อบบีเขาฟาดฟันกันขนาดไหน”เซียนพระรายหนึ่งซึ่งมีศูนย์พระเครื่องโอ่อ่า อยู่ในย่านธุรกิจชื่อดังกลางกรุงกล่าว เมื่อเราตามไปคุยกับเขาหลังวันงานประกวด เขาพูดถึงเรื่องใน“วงการ” อีกหลายอย่าง ทั้งด้านมืดและด้านสว่างของแวดวงธุรกิจพระเครื่อง--ธุรกิจที่เติบโตและขยาย ตัวอย่างรวดเร็วในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมาโดยมี “สินค้า”เป็นของซึ่งผูกโยงกับความเชื่อ และศรัทธาอย่างแยกไม่ออก
ทุกวันนี้ในห้างสรรพสินค้าเกือบทุกแห่งมีศูนย์พระเครื่องยึดครองพื้นที่ อยู่ทั้งนั้น (จะมากหรือน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)หากใครเคยผ่านไปแถวท่าพระจันทร์คงจะได้ เห็นแผงพระเครื่องวางขายอยู่ริมทางเท้าปะปนกับสินค้าชนิดอื่นๆเรื่อยไปจนถึง ในตรอกซอกซอยบริเวณท่าพระจันทร์ซึ่งหากเดินลึกเข้าไปสักหน่อย ก็จะพบกับตลาดพระเครื่องอีกแห่งหนึ่งที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเมืองไทย
หากถือตามที่กล่าวกันมาว่า พระพิมพ์ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาเพื่อเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ให้คน ได้ระลึกถึงพระธรรมคำสอนรวมถึงเป็นการสืบทอดพระศาสนา ก็อาจต้องนับว่าในวันนี้คุณค่าและความหมายของพระเครื่องมาไกลจากจุดเริ่มต้น สุดกู่ทีเดียว
“ผมไม่อยากให้คุณนำเสนอเรื่องพวกนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในแวดวงธุรกิจการค้าพระเครื่องเวลานี้มัน เป็นเรื่องโสมมที่สุดเน่าที่สุดในวงการและมันจะเปิดโอกาสให้ศาสนาอื่นที่ไม่ เข้าใจโจมตีศาสนาพุทธได้”
ใครบางคนในวงการพระเครื่องบอกฉันในวันแรกๆ ที่เริ่มต้นจับงานชิ้นนี้
ฉันไม่ได้รับปาก เพราะรู้ว่าไม่อาจทำตามที่เขาร้องขอได้
(พระพิมพ์ + เครื่องรางของขลัง) = พระเครื่อง
“พระพิมพ์เป็นของเก่าที่ได้มีผู้ทำขึ้น ตั้งแต่ตอนต้นพระพุทธศาสนา(คือภายหลังเมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไม่นานนัก)ข้าพเจ้าถือว่าเป็นของที่ควรเคารพนับถือ และเป็นประโยชน์ในการสอบสวนพงศาวดารมาก
“...บุคคลผู้ใดทำรูปพระพิมพ์แล้วบรรจุไว้ในถ้ำ และพระสถูปต่างๆเป็นจำนวนตั้งหลายพันองค์นั้น จะต้องคิดถึงการประกาศศาสนาในอนาคตอันไกลเป็นแท้ และหวังว่าจะเป็นเครื่องช่วยประกาศศาสนาให้แพร่หลายไปได้อีกหลายพันปี ดูเหมือนว่าพวกพุทธมามกบุคคลจะได้มีความรู้สึกว่า เมื่อครบอายุพระพุทธศาสนาๆ จะเสื่อมลงการพบเห็นรูปพระศาสดาจารย์เจ้า และคาถาย่ออันเป็นคำสั่งสอนของพระองค์อาจเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้พบกลับ เกิดความเลื่อมใส และเชื่อถือขึ้นอีก”
(ยอร์ช เซเดส์, ตำนานพระพิมพ์, ๒๔๖๙)
หากความพยายามของคนโบราณในการทำพระพิมพ์เป็นดังที่ ยอร์ช เซเดส์สันนิษฐานจริง ก็คงต้องนับว่าความพยายามของคนสมัยก่อน “ล้มเหลว”อย่างสิ้นเชิง เพราะพระพิมพ์ที่เพียรสร้างกันไว้มากมาย(ไม่ว่าจะสร้างตามจำนวนปีเกิดหรือ เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐พระธรรมขันธ์) แล้วนำไปฝังไว้ใต้กรุเจดีย์นั้นน่าจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนหมดสิ้นแล้ว
ว่าแต่ว่า “พระพิมพ์” ซึ่ง“หวังว่าจะเป็นเครื่องช่วยประกาศศาสนาให้แพร่หลายไปได้อีกหลายพันปี ”เหล่านี้ ได้กลายสถานะมาเป็น “พระเครื่อง”เช่นที่เรารู้จักกันอยู่ในปัจจุบันตั้งแต่เมื่อไร ?
จากหลักฐานบรรดามีเท่าที่นักประวัติศาสตร์-โบราณคดีสืบค้นได้ในปัจจุบันพอ จะสรุปไปในทางเดียวกันได้ว่า “พระเครื่อง” ซึ่งเป็นคำที่ย่อมาจากคำ“พระเครื่องราง” อันหมายถึงพระองค์เล็กๆ สำหรับนำติดตัวไปบูชานั้นไม่ได้เป็นของที่มีอยู่ในสังคมไทยมาแต่เดิมหากเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่เกินร้อยปีมานี้เอง
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการอาวุโสได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ใน พระเครื่องในเมืองสยาม ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี๒๕๓๗ ว่า“ความเชื่อเรื่องพระเครื่องเป็นสิ่งไม่พบเห็นในสังคมไทยสมัยกรุง ศรีอยุธยาและก็ไม่น่าจะมีในสมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นๆ ด้วยถ้าจะให้เดากันตามความรู้ความเข้าใจของข้าพเจ้าในขณะนี้ก็เชื่อว่าคง เกิดขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ ๔ ลงมา เพราะสมัยรัชกาลที่ ๕นั้นมีกันแล้ว”
จากหลักฐานต่างๆ ที่มีการสืบค้นมาคนไทยสมัยก่อนไม่มีใครนำพระพิมพ์มาห้อยคอหรือเก็บรักษาไว้ ในบ้านด้วยถือว่าพระพุทธรูปต่างๆ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์จึงควรอยู่ที่วัด การนำพระพุทธรูปเข้าบ้านถือเป็นเรื่องไม่สมควร
ขุนช้าง ขุนแผน พลายชุมพล และตัวละครทุกตัวในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในสมัยอยุธยาตอนปลาย-ต้นรัตนโกสินทร์ก็ไม่มีใครนำพระ มาห้อยคอ จะมีก็แต่เครื่องรางจำพวกตะกรุด ผ้ายันต์ผ้าประเจียด ลูกอม เท่านั้น ที่พกติดตัวไปไหนมาไหนยามที่ต้องการความมั่นใจปลอดภัย
ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดต่างๆนับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาลงมาก็ไม่ปรากฏรูปทหาร ที่เอาพระมาห้อยคอมีแต่ที่ใส่เสื้อลงยันต์เท่านั้น ใน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาช่วงที่กล่าวถึงครั้งโกษาปานไปฝรั่งเศสและได้แสดงการ อยู่ยงคงกระพันโดยให้ทหารไทยยืนแอ่นอกให้ทหารฝรั่งเศสยิงก็ไม่มีการกล่าวถึง พระพิมพ์ และพระเครื่องแต่อย่างใด |
|