ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : เพชรบุรี ไม่สิ้นพระดี......



(N)
จะว่าไปเพชรบุรี สืบเนื่องจากกาลก่อนจนมาถึงปัจจุบัน...ในวงการผู้นิยมศรัทธาพระเครื่องเพชรบุรี คงต้องคิดถึงสายวัดโตนดหลวง เป็นอันดับแรก และสายวัดเขากระจิวและเขาบันไดอิฐเป็นอีกสำนักที่สืบสานต่อเนื่องกันมารุ่นต่อรุ่นอย่างไม่ขาดสาย และอีกมากที่ไม่กล่าวที่นี้
ในวาระปีใหม่นี้ผมขอแนะนำรูปพระเกจิเนื้อนาบุญท ที่เป็นพระบริสุทธืที่สมควรกราบไหว้บูชามาจารึกเป็นมงคลชีวิติ...
บางรูปก้อดังแล้วเป็นที่รู้จ้กอย่างกว่างขวาง แต่ยังมีอีกมากมายหลายรูปที่ท่านต้องการอยู่อย่างเงียบๆไม่ปราศนาลาภ สักการะใดๆ....
...อยุธยาไม่สิ้นพระดีฉันใด เพชรบุรีไม่สิ้นพระดังฉันนั้น...หรอกครับ
ยังมีพระเกจิ อีกมากมายที่สูงทั้งพรรษากาลและสายวิชาตามครูโบราณกาลมา ที่ท่านยังไม่เผยตัวที่ท่านต้องการอยูอย่างสงบ และ รอวันเปิดตัวตามเวลาที่อันเหมาะควร...แก่ท่าน
สุดท้ายหวังว่ากระทู้คงเป็นกระทู้แก่การบอกกล่าวเล่าสู่จากพี่น้องมาช่วยแนะนำเนื้อนาบุญ ให้รู้จักและมาช่วยกันจรรโลงให้ครบถ้วนสมบูรณ์ครับ...
หลวงพ่อทองศุข วัดโนดหลวง
วัดโตนดหลวง เป็นวัดที่มีโบสถ์เป็นรูปเรือขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่หมู่ ๙ บ้านโตนดหลวง ต.บางเก่า อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นวัดเก่าแก่โบราณมาแต่อดีต สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือตอนต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ยังไม่สามารถสืบเสาะได้ว่าใครเป็นผู้สร้าง

ภายในวัดยังอนุรักษ์ถาวรวัตถุเก่าๆ ไว้เป็นอย่างดี มีการบูรณปฏิสังขรณ์ให้คงสภาพเดิมอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุโบสถ ที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า "อุโบสถมหาอุตม์"

อุโบสถมหาอุตม์ เป็นโบสถ์ที่ค่อนข้างแปลก ไม่เหมือนวัดอื่นใด คือมีลักษณะคล้ายๆ กับเรือสำเภา ประตูหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ส่วนด้านข้างจะมีหน้าต่างด้านละ ๒ บาน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะวัดนี้ไม่ซ้ำแบบใคร

ส่วนสาเหตุที่มาของชื่อโบสถ์นั้น ยังคลำหามูลเหตุของชื่อดังกล่าวไม่ได้

หลวงพ่อทองศุข มีตามหลักฐานใบสุทธิระบุว่า "ศุข ดีเลิศ" เป็นชื่อและสกุลเดิมของท่าน หลวงพ่อมีผิวสีดำแดง สัณฐานสันทัด ตำหนิใต้คาง บิดาชื่อ นายจู มารดาชื่อ นางทิม เกิดเมื่อปีฉลู วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๒๑ ณ ต.บางเก่า อ.หนองจอก จ.เพชรบุรี

เมื่ออายุ ๙ ปี ครอบครัวของท่านได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านโพธิ์ อ.บ้านลาด บิดามารดาจึงนำท่านไปฝากกับเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ เพื่อเล่าเรียนหนังสือไทยและขอม โดยเป็นศิษย์ของเจ้าอาวาส หลวงพ่อเล่าเรียนจนอ่านออกเขียนได้ และยังเรียนหนังสือขอมและบาลีอีกด้วย

นอกจากนี้ หลวงพ่อทองศุขยังมีนิสัยรักการต่อสู้ รักในวิชาหมัดมวย กระบี่กระบอง จนต่อมาภายหลังมีลูกศิษย์ลูกหาในวิชาเหล่านี้หลายคน

ต่อมา เมื่ออายุ ๑๕ ปี ครอบครัวของท่านย้ายไปอยู่ที่บ้านเพลง จ.ราชบุรี เป็นช่วงที่หลวงพ่อเป็นวัยรุ่น หนุ่มคะนอง จึงชอบเที่ยวเตร่คบเพื่อน ไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน ชอบไปแสดงลิเก ละคร โขนหนัง จนถึงขั้นเป็นครูสอนผู้อื่นได้

ครั้นเมื่อเบื่อการแสดง ลิเก ละคร ฯลฯ แล้ว ท่านก็เที่ยวเตร่ไปโดยไม่มีจุดหมาย จนไปคบพวกนักเลงอันธพาล จึงกลายเป็นนักเลงอันธพาลไปด้วย และในที่สุดก็เป็นอาชญากรสำคัญในย่านเพชรบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม ต้องคอยหลบหนีอาญาบ้านเมือง ซุกซ่อนอยู่ในป่าด้วยความลำบากยากแค้นยิ่ง

ขณะมีอายุได้ ๓๒ ปี ครั้งหนึ่งหลบหนีเข้าไปในป่า จนไม่ได้กินอาหารเลย ๓ วัน ตอนนี้จึงสำนึกตัวว่าตนดำเนินชีวิตมาผิดทางเสียแล้ว ถ้าไม่กลับตัวย่อมจะได้รับความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ จึงตัดสินใจเล็ดลอดเข้าอุปสมบท ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๕๒ ณ วัดปราโมทย์ ต.โรงหวี อ.บางคนฑี จ.สมุทรสงคราม โดยมี หลวงพ่อตาด วัดบางวันทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อตุย วัดปราโมทย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ หลวงพ่อคง วัดแก้ว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้นามฉายาว่า "อินทรโชโต"

เมื่ออุปสมบทแล้ว จำพรรษาที่วัดปราโมทย์ เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และวิปัสสนาธุระ กับหลวงพ่อตุย ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ด้วยความมุมานะ และขยันหมั่นเพียร จึงได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจนหมดสิ้น ทุกกระบวนวิชา เป็นที่รักใคร่ของครูบาอาจารย์ยิ่งนัก

หลวงพ่อตุยถ่ายทอดวิชาอาคมอย่างไม่มีการปิดบังอำพราง จนท่านไม่มีวิชาอะไรจะสอนอีก จึงแนะนำให้ไปหา หลวงพ่อตาด วัดบางวันทอง ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน

หลวงพ่อตาด วัดบางวันทอง เป็นพระเกจิอาจารย์ ผู้ปราดเปรื่องในด้านไสยเวทย์ ท่านเป็นอาจารย์รูปหนึ่งในหลายๆ รูปของ หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม จ.สมุทรสงคราม ดังนั้นเรื่องคาถาอาคมจึงเชื่อขนมกินได้ว่า ไม่มีคำว่า "ผิดหวัง" อย่างแน่นอน

หลวงพ่อทองศุข มีชื่อเสียงในด้านการสักยันต์และลงกระหม่อม ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงและบรรดาศิษยานุศิษย์จากต่างถิ่นนิยมชมชอบเรื่องการสักยันต์ และลงกระหม่อมมาก ปากต่อปากถึงคุณวิเศษ จึงทำให้มีคนเดินทางมายังวัดโตนดหลวงกันมากมาย กุฏิหลวงพ่อทองสุขจะแน่นขนัดไปด้วยลูกศิษย์ ชนิดที่เรียกว่าหัวกระไดไม่แห้งทีเดียว แม้แต่คนใหญ่คนโต ระดับประเทศ ยังเคารพเลื่อมใส ถวายตัวเป็นศิษย์ และรักการสักยันต์ ตลอดจนลงกระหม่อมให้ เช่น พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นต้น

ใน พ.ศ.๒๔๕๘ หลวงพ่อทองศุข ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโตนดหลวง ปกครองบรรดาพระเณรภายในวัด และด้วยคุณงามความดี ประกอบกับผลงานด้านการพัฒนา คณะสงฆ์จึงแต่งตั้งเป็นพระครูกรรมการศึกษา ต่อมาก็ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ จนกระทั่งได้รับสมณศักดิ์ป็น "พระครูพินิจสุดคุณ"

เหรียญหลวงพ่อทองศุข รุ่นแรก สร้าง พ.ศ.๒๔๙๒ เพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานยกช่อฟ้าอุโบสถ สร้างด้วยเนื้อทองแดงแบบมีกะไหล่ทอง และทองแดงผิวไฟ จำนวนประมาณ ๓,๐๐๐ เหรียญ ปัจจุบันเป็นเหรียญที่หายากมาก ของเก๊มีจำนวนมาก การเช่าหาต้องพิจารณาให้ดี สนนราคาสวยๆ หลักแสนต้นๆ เลยทีเดียว

เหรียญหลวงพ่อทองศุข รุ่นสอง สร้าง พ.ศ.๒๔๙๘ เพื่อแจกในงานฉลองกุฏิ มีด้วยกัน ๓ เนื้อ คือ เนื้อทองคำ เงิน และทองแดง มีทั้งพิมพ์สระอิติดขอบ และไม่ติดขอบ ทั้งสองพิมพ์ความนิยมเหมือนกัน

เนื้อทองคำสวยๆ สนนราคาเกือบล้านทีเดียว ส่วนเนื้อเงิน ๒-๓ แสน และทองแดง ๑-๒ แสนบาท ปัจจุบันของเก๊ค่อนข้างเหมือนมาก หากสนใจเช่าหา ต้องพิจารณาให้ดี หลวงพ่อทองสุขได้ชื่อว่ามีพลังเมตตามหานิยม และคงกระพันเป็นเลิศ

ปัจจุบัน วัดโตนดหลวง มี พระครูพิพัฒน์นพกิจ (หลวงพ่อย้อน ธมมวิโส) เป็นเจ้าอาวาส สาธุชนที่สนใจจะไปเที่ยววัดนี้ นั่งรถไปตามถนนเลียบชายทะเล จากหาดเจ้าสำราญไป ยังชะอำ ประมาณ ๑๕-๑๖ กิโลเมตร เมื่อถึงค่ายศรียานนท์ อยู่ด้านทิศตะวันออก ส่วนด้านทิศตะวันตก จะเห็นอุโบสถสูงตระหง่านอยู่ในเรือสำเภา

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับพระอุโบสถของวัดยานนาวาซึ่งมีเรือสำเภาและองค์เจดีย์ตั้งอยู่ตรงกลางเรือเช่นกัน แต่ก็ไม่ใหญ่โตเหมือนอุโบสถที่อยู่ในเรือของวัดโตนดหลวง

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 21:06 น.]



โดยคุณ ณัฏฐ์5 (2.9K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 21:18 น.] #1478905 (1/52)
***เยี่ยมมากครับ ความรู้เยอะเลย***

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 21:18 น.] #1478906 (2/52)


(N)
สุดท้ายหวังว่ากระทู้คงเป็นกระทู้แก่การบอกกล่าวเล่าสู่จากพี่น้องมาช่วยแนะนำเนื้อนาบุญ ให้รู้จักและมาช่วยกันจรรโลงให้ครบถ้วนสมบูรณ์ครับ...

วัดบรรพตาวาส หรือวัดเขากระจิว

อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นวัดที่หลวงพ่อตัด ปวโร อุปสมบท ในสมัยที่หลวงพ่อทอง เป็นเจ้าอาวาส
หลวงพ่อกริช มาหลวงทอง สืบมาหลวงพ่อตัดและหลวงพ่อผลและธรรมยาทเ ในปัจจุบัน
วัดนี้อยู่ใน อ.ท่ายาง สมัยโบราณเป็นบ้านป่าดงดอน แต่วัดนี้ไม่ธรรมดา เพราะพระเถระผู้มาริเริ่มตั้งวัด เป็นพระสงฆ์ที่มาจาก วัดราชบพิธฯ (วัดหลวง) จากกรุงเทพฯ มหานคร ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทีเดียว พระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 4 เป็นผู้ให้กำเนิดคณะธรรมยุต ดังนั้น วัดนี้จึงถือเป็นต้นสายธรรมยุตวัดหนึ่ง

โดยคุณ โพธิ์ไทร (1.4K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 21:19 น.] #1478908 (3/52)
สวัสดีปีใหม่ครับผม

โดยคุณ แสนอุดม (208)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 21:20 น.] #1478912 (4/52)



โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 21:24 น.] #1478918 (5/52)


(N)


ขออนุญาติเจ้าของรูปจากหนังสือครับ...

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 21:27 น.] #1478924 (6/52)
กระทู้นี้ผมจะเขียนไปเรื่อยๆ คิดว่า สามวันน่าจะจบครับ....

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 21:30 น.] #1478930 (7/52)
จะขอกล่าวถึง ตั้งแต่กาลแรกจนปัจจุบัน ท่านผุ้รู้มาเพิ่มเติมกันนะครับ
ตอนท้ายๆๆๆอาจจะกล่าวถึง เกจิเนื่อนาบุญที่เราท่านพึงกราบไหว้บ้างตามสมควรแก่ความพอดี ลองตามมานะครับ...สามวันครับ

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 21:36 น.] #1478942 (8/52)


(N)


หลวงพ่อทอง วัดเขากระจิว(บรรพตาวาส) อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี หลวงพ่อท่านเป็นศิษย์ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต วัดเทพศิรินทร์ และท่านเป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อตัด วัดชายนา หลวงพ่อผล วัดหนองแขมคนท่ายางและเพชรบุรีให้ความเคารพนับถือหลวงพ่อเป็นอย่างมากครับ เหรียญรุ่นแรกของท่าน ออกเมื่อคราวท่านอายุ 60 ปีครับ

อันสายวิชา เจ้าคุณนร สืบมาสู่เมืองเพชร..
ขอบคุณเจ้าของรูปสักการะครับ

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 21:42 น.] #1478955 (9/52)


(N)
หวังว่ากระทู้คงเป็นกระทู้แก่การบอกกล่าวเล่าสู่จากพี่น้องมาช่วยแนะนำเนื้อนาบุญ ให้รู้จักและมาช่วยกันจรรโลงให้ครบถ้วนสมบูรณ์ครับ...



ประวัติ หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ

"หลวงพ่อแดง" แห่งวัดเขาบันไดอิฐ ท่านเป็นพระเกจิที่มีญาณสมาธิแก่กล้า มีจิตตานุภาพสูงพอที่จะเพ่งเครื่องรางให้ขลังได้ ผ้ายันต์และเหรียญลงยันต์ของหลวงพ่อแดงจึงมีผู้นิยมเ สาะหาไปบูชากันมาก แม้ท่านจะมรณภาพไปตั้งแต่ 16 มกราคม พ.ศ. 2517 แต่ความนิยมเลื่อมใสศรัทธา ความเชื่อมั่นในกฤตยาคม อภินิหาร และอาคมขลังในวัตถุมงคลของท่านก็ยังไม่เสื่อมคลาย หลวงพ่อรูปนี้ท่านมีอะไรดี ทำไมใครๆ ทั่วสารทิศจึงพากันมาวัดเขาบันไดอิฐกันไม่ขาดสาย...

"หลวงพ่อแดง" หรือ "พระครูญาณวิลาศ" เกิดที่ ต.บางจาก อ.เมือง จ.เพชรบุรี บิดาชื่อนายแป้น มารดาชื่อนางนุ่ม นามสกุล อ้นแสง เกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 11 พ.ศ. 2422 ในวัยเด็กท่านก็ช่วยพ่อแม่ทำไร่ ทำนา ไม่มีโอกาสร่ำเรียนหนังสืออย่างเด็กสมัยนี้จนกระทั่ง อายุ 20 ปี พ่อแม่ก็หวังจะให้บวชเรียน จึงพาไปฝากกับท่านอาจารย์เปลี่ยน วัดเขาบันไดอิฐ เพื่อจะได้เล่าเรียนและบวชเป็นพระภิกษุต่อไป

พระภิกษุแดงเมื่อได้บวชก็ประพฤติเคร่งครัดต่อพระวินั ยและปฏิบัติต่อพระอาจารย์เปลี่ยนเป็นอย่างดี อาจารย์เปลี่ยนจึงรักใคร่มากกว่าศิษย์คนอื่นๆ และยังไดสอนวิชาการวิปัสสนา และวิธีนั่งปลงกัมมัฏฐานให้ รวมถึงถ่ายทอดวิชากฤตยาคมให้อย่างไม่ปิดบังหวงแหน เหตุนี้จึงทำให้พระภิกษุแดงเพลิดเพลินในการศึกษาวิชา ความรู้ จนลืมสึก ยิ่งนานวันก็ยิ่งสำนึก ในรสพระธรรม ก็เลยไม่คิดสึกเลย จึงกลายเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่มีอาวุโสสูงสุด

จนกระทั่งพระอาจารย์เปลี่ยนมรณภาพลง พระภิกษุแดงรับหน้าที่เป็นสมภารวัดเขาบันไดอิฐแทน กลายเป็น "หลวงพ่อแดง" ตั้งแต่ พ.ศ. 2461 เป็นต้นมา และแม้ท่านจะได้เป็นสมภารซึ่งต้องมีภารกิจมาก แต่ท่านก็ยังปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิในถ้ำเพื่อแสวงหาวิมุตติภาวนาทุกวัน ญาณสมาธิจึงแก่กล้า จิตนิ่ง บริสุทธิ์ จนว่ากันว่าท่านมีหูทิพย์ ตาทิพย์

หลวงพ่อแดงไม่เคยอวดอ้างในญาณสมาธิของท่าน แต่ผลของความศักดิ์สิทธิ์ในเลขยันต์เป่ามนต์ของท่านก ็ได้สำแดงออกมาให้ประจักษ์ว่าคุ้มครองป้องกันภัยได้แ น่ๆ โดยมีเรื่องเล่ากันมาว่า

ในระหว่าง พ.ศ. 2477 ถึง พ.ศ. 2480 เวลานั้นเกิดโรคระบาดสัตว์ วัวควายเป็น โรครินเดรอ์เปรส ซึ่งเป็นโรคปากเท้าเปื่อยที่ติดต่อร้ายแรง พากันล้มตายเป็นเบือ สัตว์แพทย์ก็ไม่มี ต้องขอให้ทางการมาช่วยฉีดยา ราษฎรจึงพากันไปหาหลวงพ่อให้ช่วยปัดเป่าป้องกันโรคระ บาดสัตว์ให้ด้วย

หลวงพ่อแดง จึงปลุกเสกลงเลขยันต์ในผืนผ้ารูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ แจกให้ชาวบ้านที่เลี้ยงวัวควายนำไปผูกปลายไม้ปักไว้ท ี่คอกสัตว์ของตน ปรากฏผลว่า คอกสัตว์ที่ปักผ้าประเจียดยันต์หลวงพ่อแดงไม่ตายเลย ทุกบ้านในตำบลใกล้เคียงวัดเขาบันไดอิฐ เมื่อรู้กิตติศัพท์จึงพากันมาขอยันต์หลวงพ่อแดงทุกวั นมิได้ขาด

กระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 คือมหาสงครามเอเชียบูรพา มีทหารญี่ปุ่นมาขึ้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ก็เกิดการต่อสู้กับทหารอากาศของไทยที่นั่น ชาวเพชรบุรีก็ตระหนกตกใจ แล้วชักชวนกันหาหลวงพ่อแดง ท่านก็ลงผ้าประเจียดยันต์แจก ให้คุ้มครองป้องกันตัว

เมืองเพชรบุรี เมื่อ พ.ศ. 2487 เกิดภัยสงครามชนิดร้ายแรง มีระเบิดลงทุกวันทำลายสถานีรถไฟ สะพานข้ามแม่น้ำ บ้านเรือน โรงเรียนต้องสั่งปิด ข้าราชการไม่ได้ไปทำงาน ทุกหน่วยราชการปิดหมด และปรากฏเรื่องเป็นที่ฮือฮาว่า บ้านคนที่มีผ้ายันต์หรือห้อยเหรียญหลวงพ่อแดง กลับไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลย หลวงพ่อแดงจึงดังใหญ่ จนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กิตติคุณของหลวงพ่อในทางกฤตยาคมจึงปรากฏความศักดิ์สิ ทธิ์แพร่หลายยิ่งขึ้น

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแดง ปรากฏอีกครั้ง เมื่อเกิดคอมมิวนิสต์ญวนเหนือบุกญวนใต้ ประเทศไทยต้องส่งกองพันเสือดำ ออกไปช่วยพันธมิตรรบในญวนใต้ ก็ปรากฏว่าทหารไทยที่ไปปฏิบัติหน้าที่รบในเวียดนาม คนที่มีเหรียญหลวงพ่อแดงห้อยคออยู่ ไม่ถูกอาวุธเป็นอันตรายแก่ชีวิตสักคน ทั้งๆ ที่เข้าประจัญบานอย่างหนัก เป็นที่สงสัยของเพื่อนทหารต่างชาติว่าทหารไทยมีของดี อะไร ได้รับคำตอบจากทหารไทยว่ามี "เหรียญหลวงพ่อแดง"

ท่านเป็นพระใจดีมีเมตตาสูง และอารมณ์ดีเสมอ ไม่ชอบดุด่า ว่าใคร โดยเฉพาะคำหยาบคายถึงพ่อแม่ ท่านห้ามขาด ท่านว่าทุกคนเขาก็มีพ่อมีแม่ การด่าถึงบุพการีทำให้ความดีงามเสื่อมถอย ถึงห้อยพระพระท่านก็ไม่คุ้มครอง

หลวงพ่อแดง มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่ออายุ 96 ปี พรรษาที่ 74 ก่อนตายท่านเคยพูดกับพระปลัดบุญส่ง ธมัมปาโล รองเจ้าอาวาสวัดขณะนั้นว่า

"เมื่อฉันหมดลมหายใจแล้วอย่าเผา ให้เก็บร่างฉันไว้ที่หอสวดมนต์ และให้เอาเหรียญที่ปลุกเสกรุ่น 1 ใส่ปากไว้พร้อมเงินพดด้วง 1 ก้อน ส่วนนี้ฉันเอาไปได้และให้เอาขมิ้นมาทาตัวฉันให้เหลืองเหมือนทองคำ"

พระบุญส่งจึงรับปาก และได้ทำตามที่หลวงพ่อประสงค์ทุกอย่างและหลังจากที่หลวงพ่อแดงมรณภาพแล้วก็ได้เกิดเหตุอัศจ รรย์ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า อภินิหารของหลวงพ่อแดงมีจริง กับผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองเพชรบุรีท่านหนึ่ง ซึ่งจู่ๆ ท่านก็มีนิมิตฝันเห็นบ่อน้ำโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ต้ นก้ามปูใหญ่ พอขุดก็พบบ่อน้ำนั้นจริงๆ บ่อน้ำแห่งนี้หลวงพ่อแดงเคยพูดไว้สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่าเป็น "บ่อน้ำวิเศษ" และขณะที่ขุดยังพบ "หัวพญานาคสีขาว" แบบปูนปั้นอยู่ที่ก้นบ่อด้วย 1 หัว เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวก็พากันแห่มาเพื่อจะตักน้ำเอาไปใช้กันแต่ปรากฏว่าพบงูใหญ่ตัวหนึ่งนอนขดอยู่ใต้สังกะสีที่เอาไว้ปิดปากบ่อ ชาวบ้านที่เห็นบอกว่า ลักษณะงูที่เห็นนั้นมีหงอนที่หัวด้วย ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีชาวบ้านกล้าเข้าไปตักน้ำที่บ่อนี้ี้อีกเลย

ที่น่าแปลกอีกก็คือ นายตำรวจท่านหนึ่งซึ่งเคยมาช่วยงานในวัดก็ฝันเห็นหลว งพ่อแดง ท่านมาต่อว่า "ทำอะไรทำไมไม่บอก"

นายตำรวจก็ไปเล่าให้พระปลัดบุญส่งเจ้าอาวาสรูปปัจจุบ ันฟัง ท่านก็ไม่เชื่อแล้วยังสั่งให้ย้ายศาลเก่า 2 ศาล บริเวณเชิงเขาบันไดอิฐเพื่อปรับปรุงบริเวณ โดยไม่ยอมทำพิธีเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง เพราะท่านเป็นคนไม่เชื่อไสยศาสตร์ ปรากฏว่าพอตกเย็นก็เกิดอาการผิดปกติ อยู่ๆ คอก็เริ่มบิดและตัวแข็งไปทั้งตัว ขยับไม่ได้ ชาวบ้านมาเยี่ยมเห็นว่าอาการหนักมากจึงช่วยกันพาส่งโ รงพยาบาลเปาโล แต่พอถึงโรงพยาบาล อาการที่เป็นกลับหายราวปลิดทิ้ง และเมื่อเอ็กซเรย์พร้อมตรวจอย่างละเอียดก็ไม่พบว่าเป ็นอะไรเลย และระหว่างที่นอนพักรักษาตัวอยู่ ท่านก็พูดออกมาคนเดียวโดยไม่รู้ตัวว่า

"ของดีมีอยู่ ผ่านไปผ่านมาไม่ใช้ต้นก้ามปูตรงนั้นเป็นบ่อน้ำ ให้ขุดลงไปแล้วจะเจอ มีของดีทำไมไม่รักษา"

ในภายหลังที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วพระปลัดบุญส่งก็ได้ฝ ันอีกครั้ง ในความฝันท่านเห็นคนนุ่งผ้าถกเขมรมาหา มาบอกว่าเขาเป็นคนมัดหลวงพ่อเอง พูดแล้วเขาก็เอามือรีดที่ตัวหลวงพ่อเหมือนรีดเอาไขมั นออก ทั้งขาและแขน จนหลวงพ่อพระปลัดบุญส่งสะดุ้งตื่นและพอตื่นขึ้นมาก็ย ังเห็นผู้ชายคนนั้นอยู่ในห้องพอถามชื่อ เขาก็ถอยออกไปแล้วตอบกลับมาว่า "เขาเป็นเปรต" จากนั้นก็หายวับกลายเป็นแสงไฟ พร้อมเสียง "วี๊ด" ดังมาก ซึ่งพระในวัดก็ได้ยินกันทั่ว

เรื่องนี้ได้ทำให้ "พระปลัดบุญส่ง" เจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐรูปปัจจุบัน ยังยอมรับว่าไสยศาสตร์และอภินิหารของหลวงพ่อแดงนั้นมีจริงเพราะเจอแล้วด้วยตัวท่านเอง

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 21:50 น.] #1478969 (10/52)


(N)
ท่านมีนามเดิมว่า อินทร์ พรหมโลก เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 ปีจอ



ตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2429 เป็นบุตรของ นายพรหม-นางนวม พรหมโลก



มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน ท่านเป็นคนที่ 7 เกิดที่บ้านไร่คา ตำบลลาดโพธิ์ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี



บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ 14 ปี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2442



วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2524 เวลา 21.15 น. ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ



รวมสิริอายุ 95 ปี 74 พรรษา ประวัติพระเทพวงศาจารย์ (อินทร์)

พระเทพวงศาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดยาง และเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี นามเดิม “ อินทร์” ฉายา “อินทโชโต” สุกล พรมโลก บิดาชื่อพรหม มารดาชื่อนวม ถิ่นกำเนิด บ้านไร่คา ตำบลลาดโพธิ์

อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ถือกำเนิดเมื่อ วันอาทิตย์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 ปีจอ ตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2429 ถึงแก่มรณภาพอายุได้ 95 ปี ถ้านับเวลาตั้งแต่บรรพชาและอุปสมบทรวมกันก็จะได้ 82 ปี เป็นพระมหาเถรรัตตัญญูอันหาได้ยากรูปหนึ่งของเมืองเพชรบุรี พระเดชพระคุณท่านพระเทพวงศาจารย์ สถิต ณ วัดยาง ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นอธิบดีสงฆ์วัดนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478-2524 รวมเวลา 46 ปี

พระเทพวงศาจารย์ สมัยเมื่อยังมีชีวิตอยู่ เป็นผู้มีร่างกายแข็งแรง มีพลานามัยสมบูรณ์ทั้งสติและปัญญาและความคิดอ่านทันต่อเหตุการณ์ งานบริหารและปกครองคณะสงฆ์ในความรับผิดชอบของท่านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น รวดเร็วและถูกต้อง แม้แต่จะเดินเหินก็คล่องแคล่วว่องไว จดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดีเป็นพิเศษ มีความคิดริเริ่ม มีพลังกายใจสมบูรณ์ สามารถบริหารงานและและประสานงงานทั้งฝ่ายอาณาจัรกและพุทธจักรให้ดำเนินไปด้วยดี กอปรกรณียกิจยังประโยชน์แก่ทุกฝ่ายให้ถึงพร้อมอย่างน่าอัศจรรย์ ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วย วัยวุฒิ คุณวุฒิ และมีพรหมวิหารธรรมเป็นหลัก มีปรกติวิสัยสมเป็นสมณะโดยแท้

ชีวิตในวัยเยาว์ของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพวงศาจารย์เป็นไปตามแบบชาวชนบท โดยบิดาซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวประกอบอาชีพทางการเกษตรและเป็นแพทย์แผนโบราณด้วยความวิริยะอุตสาหะในการประกอบอาชีพ จึงสามารถก่อร่างสร้างตัวจนเป็นหลักฐาน พระเทพวงศาจารย์มีพี่น้อง 8 คน คือ 1.นางชุ่ม ( ไม่ทราบสกุล) 2.นายศรี พรมโลก 3.นางเม้ย รวยเงิน

4.นางพงษ์ นุชประคอง 5.นายแก้ว พรหมโลก 6.นางพิมพ์ สุขโข

7.พระเทพวงศาจารย์ (อินทร์) 8.นางผาด (ไม่ทราบสกุล ) ปัจจุบันนี้ทุกคนได้ถึงแก่กรรมแล้ว

เมื่อท่านอายุได้ 3 ขวบ มารดามีน้องคนสุดท้อง ท่านได้แหยกไปอยู่กับยายอ่วม ซึ่งเป็นน้าของมารดา ยายเลี้ยงดูอย่าบุตรบุญธรรม โตขึ้นก็อยู่กับยายตลอดมา ได้ช่วยงานยายเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นปั่นด้าย เป็นต้น

การศึกษาเบื้องต้น
เมื่อท่านมีอายุได้ 10 ปี ยายส่งเข้าเรียนหนังสือไทย ไปเป็นลูกศิษย์วัดอยู่กับพระอาจารย์เฉยที่วัดวังบัว อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เริ่มเรียนตั้งแต่ นอโม พุทธ่อ เป็นต้นไป

อาจารย์เฉยเป็นช่างเขียน ช่างปั้น ช่างแกะสลัก และช่างเงิน-ทอง ได้เรียนหนังสือบ้าง ได้ฝึกหัดทำงานช่างบ้าง โดยเฉพาะงานช่างเงิน เคยทำเสมา และลูกกระดุม เป็นต้น ทั้งยังได้รู้เห็นการเขียนภาพต่าง ๆ จากอาจารย์เฉยอีก โดยมากเป็นฉากมหาชาติ ภาพประจำคอสองศาลา และอื่น ๆ อีก ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนหนังสือกับพระอาจารย์กุน เจ้าคณะอำเภอบ้านแหลม และเจ้าอาวาสวัดพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งขณะนั้นพระอาจารย์กุนเป็นลูกวัดอยู่วัดวังบัว อยู่กับอาจารย์เฉยราว 3 ปี อาจารย์เฉยลาสิกขาบท จึงอยู่ในการปกครองของเจ้าอธิการพลับเจ้าอาวาสวัดวังบัว นอกนี้ยังได้เรียนมูลบทกับลุงหนู ซึ่งเคยทำงานเกี่ยวกับสมุหบัญชีในกรุงเทพ ฯ เป็นครั้งคราว นักเรียนที่เรียนในสมัยท่าน ใครอยากได้ความรู้อะไรก็ต้องขวนขวายเข้าหาครูบาอาจารย์เองถ้าไม่ท้อถอยเสียก่อนก็จะมีความรู้ตามที่อาจารย์ประสิทธิ์ประมาทให้ จนมีความสามารถใช้การหรือทำงานแทนอาจารย์ได้ นับว่าจบหลักสูตรตอนหนึ่ง ตอนนี้นับว่าท่านพอมีพื้นฐานอ่านเขียนหนังสือไทยได้ โดยอ่านพระมาลัยจบ แล้วยังได้เรียนหนังสือใหญ่ (ขอม) สนธิ นาม กับอาจารย์ อ่ำ วัดวังบัว อีกด้วย วัดวังบัวสมัยโน้นเป็นสำนักเรียนใหญ่แห่งหนึ่ง มีคณาจารย์อยู่หลายท่าน และมีพระจำพรรษาปีละ 70 รูปขึ้นไปล

บรรพชา
พออายุครบ 14 ปี ท่านก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2442 มีเจ้าอธิการพลับเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้เรียนธรรมบทกับพันนาทองอยู่ 1 ปี คือ ตลอดพรรษาแรกที่บรรพชา ต่อมาเห็นว่า ถ้าจะเรียนให้มีความรู้แตกฉานกว่านี้ขึ้นไปอีก ก็ต้องไปเรียนต่อในกรุงเทพมหานคร ซึ่งบริบูรณ์ด้วยอาจารย์ ท่านจึงได้เดินทางเข้าไปอยู่กับพระภิกษุฤทธิ์ ซึ่งเป็นบุตรของอา

อยู่ ณ วัดอรุณราชวราราม เรียนมูลกัจจายน์กับพระมหาฤทธิ์ (เปรียญ 4 ประโยค) และอาจารย์นวล ศึกษาอยู่ตลอดเวลา 6 ปี ต่อมาพระมหาฤทธิ์แปลบาลีในสนามหลวงได้เปรียญ 6 ประโยค และในปีนั้นเอง พระมหาฤทธิ์ก็ได้รับตราตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะเมืองเพชรบุรี ได้เดินทางมาดำรงตำแหน่งอยู่ ณ วัดคงคาราม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี มีสมณศักดิ์ที่พระพิศาลสมณกิจ

ในเวลานั้นท่านก็ได้เป็นสามเณรอนุจรติดตามพระพิศาลสมณกิจผู้เป็นอาจารย์ มาอยู่ ณ วัดคงคาราม ซึ่งตรงกับเดือน 6 ขึ้น 6 ค่ำ ปีมะแม พ.ศ. 2450

อุปสมบทและการศึกษาเล่าเรียน
พอถึงวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2450 ท่านยก็ได้อุปสมบทเห็นพระภิกษุ ณ วัดวังบัว โดยมีพระพิศาลสมณกิจเป็นอุปัชฌาย์ท่านเป็นองค์แรก พระครูสุวรรณมุนี (ฉุย) วัดคงคาราม เป็นกรรมวาจารย์ พระครูสุชาตเมธาจารย์ (กุน) วัดพระพุทธไสยาสน์ และพระอธิการพลับ วัดวังบัว เป็นอนุสาวนาจารย์ อุปสมบทแล้วได้เรียนธรรมบทและมงคลทีปนี ซึ่งอยู่ในหลักสูตรเปรียญ ประโยค 3 และ 4 กับพระพิศาลสมณกิจ และอาจารย์แจ้งวัดจันทราวาส ด้วย

ผลของการเรียน ท่านเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งขณะแปลหนังสืออยู่กับพระพิศาลสมณกิจนั้ยนกรมพระสมมติอมรพันธุ์และกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ซึ่งโยเสด็จมากับพระพุทธเจ้าหลวงครั้งแปรพระราชฐานมายังเพชรบุรี) ได้เสด็จชมวัดวาอารามต่าง ๆ เมื่อเสด็จมาถึงวัดคงคาราม ทรงได้ยินการแปลหนังสือของท่านด้วย ก็ทรงสนับสนุนให้พระพิศาลสมณกิจอาจารย์ของท่าน ให้ส่งตัวท่านไปสอบไล่ในสนามหลวง ไม่ควรจะหวงเอาตัวท่านไว้ทำงาน ทรงรับรองว่าต้องแปลได้ไม่ต่ำกว่าประโยค 5 และจะทรงช่วยเหลือให้ความสะดวกต่าง ๆ ด้วย แต่ก็มีเหตุให้ท่านไม่ได้เป็นเปัยญอยู่จนได้ เพราะในครั้งกระนั้น การสอบบาลีในสนามหลวงมิได้มีทุกปี และหลังจากเสด็จกลับคราวนัน้แล้ว ต่อมาพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคตเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปอีกกล่าวคือ พ.ศ. 2452 ได้เป็นพระสมุห์ ฐานานุกรมพระพิศาลสมณกิจ พ.ศ. 2453 ได้เป็นพระปลัด ฐานานุกรมพระพิศฯาลสมณกิจ

ทำให้ท่านมีภาระหน้าเพิ่มมากขึ้น และยังจะต้องเป็นผู้บอกหนังสือให้กับพระภิกษุ-สามเณรอีกราว 20 รูป ระหว่างเช้า-บ่าย นักเรียนรุ่นนั้นต่อมาได้เปรียญหลายรูป พ.ศ. 2456 ได้เข้าเรียนนักธรรมที่วัดเบญจมบพิตร พระนคร ซึ่งคณะนั้นเริ่มจะเริ่มมีหลักสูตรการเรียนนักธรรมกัน และสอบไล่ได้นักธรรมประโยค 1 ในสำนักนั้น ใช้เวลาศึกษาอยู่ 8 เดือน ระยะเวลารี้ได้ฝึกเทศน์มหาชาติ มีกัณฑ์ทานกัณฑ์ เป็นต้น และยังได้ฝึกเทศน์ธรรมวัดด้วย

ปฏิบัติงานและพัฒนาวัด
เมื่อกลับมาจากวัดเบญจมบพิตรแล้ว ได้สร้างหอไตรขึ้นหลังหนึ่ง จีนหงชาวบ้านปากทะเลเป็นผู้ออกทุนทรัพย์ นายนิ่ม กลิ่นอุบล ผู้ทำลวดลาย ทำอยู่ 3 ปีจึงสำเร็จ ปัจจุบันหอไตรหลังนี้เก่าแก่ไปตามอายุ ตั้งอยู่บริเวณหน้าอุโบสถวัดคงคาราม นับได้ว่าหอไตรหลังนี้เป็นศิลปกรรมชิ้นแรกของท่าน นอกนนี้ยังได้เป็นหัวหน้าเผาอิฐ ทำกำแพงวัดคงคารามจนเสร็จเรียบร้อย พ.ศ. 2460

พรรษา 11 จึงได้ย้ายสำนักจากวัดคงคารามมาอยู่ ณ สำนักวัดยาง (วัดอยู่คนละฝั่งถนนข้าม) ติดตามพระพิศาลสมณกิจผู้เป็นอาจารย์ หลังจากนี้ต่อไป ท่านได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจอยู่ในเรื่องศิลปะการช่าง งานที่ได้ทำส่วนมากก็มีธรรมาสน์เทศน์ เมรุเผาศพ ช่อฟ้าใบระกา หอระฆัง ศาลาและโบสถ์ เป็นต้น

มีธรรมาสน์อยู่หลายหลังซึ่งเป็นฝีมือของท่าน เช่น ที่วัดบัวงาม วัดหนองควง วัดสำมะโรง วัดปากคลองแหลมผักเบี้ย วัดใหม่ตีนครุฑ วัดแก้ว เมืองสมุทรสงคราม หอระฆังก็มีที่วัดยาง วัดหนองจอก วัดชะอำ เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีแปลนโบสถ์ แปลนศาลา อีกเป็นจำนวนมาก ท่านเป็นผู้มีความสามารถในการช่างโดยแท้ มีความคิดความเข้าใจหลักแหลม สามารถออกแบบและควบคุมการก่อสร้างด้วยตนเอง โดยที่ท่านก็ไม่ได้เล่าเรียนมาจากใครโดยตรง อาศัยการจดจำและการสังเกตด้วยตนเอง พร้อมทั้งได้ปฏิบัติจริง ๆ มีอะไรขัดข้องก็ไตร่ถามหรือขอคำแนะนำจากท่านผู้รู้ เช่น ขุนศรีวังยศ (ขันธ์ เกิดแสงสี) เป็นต้น ด้วยเหตุที่ท่านมีความรู้ ความสามารถบริบูรณ์พร้อม ท่านจึงได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดยางต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2478



อาพาธและมรณภาพ
สังขารของพระเทพวงศาจารย์ ได้ตรากตรำต่อการงานและหน้าที่มาตลอดเวลาอันยาวนาน ย่อมต้องเป็นไปตามสภาวธรรม คือ แปรปรวน บุบสลาย และแตกดับไปในที่สุด ทั้งก็เหมือนกันทุกรูปทุกนาม ท่านเริ่มมีอาการคันที่ผิวหนังอย่างมาก ตอนแรกเข้าใจกันว่าเป็นการแพ้ธรรมดา แต่แพทย์ได้ตรวจรักษาและงดสิ่งสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุที่มาของอาการแพ้ อาการคันก็หาทุเลาลงไม่ ต้องเอามือเกาอยู่ตลอด ทำให้รู้สึกรำคาญและทรมานมาก ความเจ็บไข้ของท่านได้ทราบถึงสมเด็จพระสังฆราช จึงบัญชามาให้นำพระเทพวงศาจารย์เข้าตรวจรักษา ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พร้อมทั้งนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบามสม้เด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงทราบ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น โปรด ฯ ให้รับไว้เป็นคนไข้ของหลวง อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์แต่นั้นมา อาการของท่านหาได้ทุเลาลงไม่ โดยแพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเซลล์และน้ำเลี้ยงเสื่อมสภาพไปตามอายุ ไม่สามารถสร้างหรือผลิตสิ่งใหม่ให้มีคุณภาพแทนสิ่งที่สึกหรอหรือสูญหายไป จึงแสดอาการผิดปรกติขึ้น และการที่ร่างกายต้องนอนอยู่ในอริยาบถเดียวนาน ๆ ผิวหนังจะถูกกดทับ ทำให้โลหิตไหลเวียนไม่สะดวก เป็นเหตุให้ผิวหนังส่วนนั้นบวมพองกลายเป็นแผลในที่สุด ทำให้ท่านได้รับทุกข์ทรมานอย่างน่าสงสาร ไหนจะอาการคัน ไหนจะเป็นแผลพุพอง เพิ่มความไม่สบายใจต่อทุกท่านที่ไปเยี่ยม มองเห็นสุขภาพของท่านทรุดโทรมเรี่ยวแรงลดลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นเสมือนเป็นเหตุบอกว่า ปูชนียบุคคลผู้เป็นที่พึ่งทางใจและศูนย์รวมแห่งศรัทธาหาได้ยากยิ่ง และด้วยความเห็นชอบของทุกฝ่าย จึงนำท่านกลับมาพักผ่อนที่วัด ภายหลังที่กลับมาจากโรงพยาบาลมาอยู่วัดยางแล้ว อาการคันและแผลพุพองบริเวณผิวหนังก็มิได้ลุเลาลง ทำให้กำลังท่านถดถอยลงทุกที ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2524 เวลาผ่านมา 15 วัน หลังจากกลับมาจากโรงพยาบาลเป็นเวลาที่มีความอ่อนเพลียที่สุดอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายที่เคยเคลื่อนไหวได้บ้างก็สงบนิงไม่เปล่งเสียง ไม่แสดงอาการใด ๆ ด้วยอาการสงบ

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 21:59 น.] #1478982 (11/52)


(N)
หลวงพ่อแช่ม วัดนายาง ปรมาจารย์สายวิทยาหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ปัจจุบัน วัดท่านมีหลวงปู่ศุของค์ใหญ่สุด วัดอยูริมถนนทางลงใต้มีบอกป้ายตลอดครับ

วัดนายางเดิมชื่อ วัดสุวรรณอำพาราม สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏ แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา นามสร้างและบริจาคที่ดินไม่ปรากฏนาม ชาวบ้านมักเรียกว่า วัดนายาง เพราะบริเวณที่ตั้งวัดมีต้นยางมาก จึงเรียกตามสถานที่ว่า วัดนายาง ตั้งอยู่เลขที่ 73 หมู่ที่ 3 หมู่บ้านนายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย



ตั้งวัดเมื่อ พุทธศักราชที่ 2380 วัดนายางได้ปิดทองงฝังลูกนิมิตมา 2 ครั้ง ครั้งแรกไม่ปรากฏว่า ปิดทองฝังลูกนิมิตตั้งแต่เมื่อไร ครั้งที่ 2 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ 2 กันยายน 2501 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร ได้ผูกพัทสีมาเมื่อพุทธศักราชที่ 2502 ในสมัยของ พระครูวชิรนันทคุณ (หลวงพ่อนิล) และได้ออกเหรียญผูกพัทธสีมาหลวงพ่อแช่มที่เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อนิล

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:00 น.] #1478987 (12/52)
วันนี้มีดี ไปตามนี้ครับ ง่ายดี
http://watnayang.com/

โดยคุณ ekamulet99 (379)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:01 น.] #1478988 (13/52)


(N)
ชีวประวัติ ( หลวงพ่ออุ้น ) สุขกาโม

http://wattalkong.blogspot.com/2008/04/2550.html

โดยคุณ Natthanan (648)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:03 น.] #1478992 (14/52)

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:08 น.] #1479001 (15/52)


(N)
หลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม เพชรบุรี เจ้าของตำนาน1ในเบญภาคีเหรียญที่แพงสุด

วัดคงคารามวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหาร ตามประกาศของทางราชการที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในประวัติพระอารามหลวงว่าได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงพระอารามแรกของเมืองเพชรบุรี ใน
รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นที่สถิตของพระสังฆราชาเมืองเพชรบุรี เลยทำให้เข้าใจกันไปว่า วัดคงคารามวรวิหารได้ก่อสร้างขึ้นในแผ่นดินรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว วัดคงคารามวรวิหารเป็นวัดที่สร้างมาก่อน
รัชกาลที่ 3 ก่อนที่จะรับสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง แต่จะได้สร้างมาในยุคใด สมัยใดนั้น ยังหาข้อยุติไม่ได้แม้ในประวัติพระอารามหลวงจะกล่าวไว้ว่าเป็นวัดโบราณ

และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์แล้วสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงก็ตามที ก็ยังมีการสันนิษฐานกันไปต่าง ๆ นานา บ้างว่าได้สถานะเป็นวัดวาอารามมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา บ้างก็ว่าได้สร้างในสมัยต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ สุดแต่เหตุและผลที่จะหยิบยกขึ้นมาสันนิษฐานกัน วัดคงคาราม ตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนิน ตำบลบ้านหม้อ อำเภอเมืองฯ จังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบันมี พระวิสุทธิวรกิจ เป็นเจ้าอาวาส มีพระภิกษุ จำนวน 7 รูป (ปี 2551)

สิ่งสักการะและของดีที่วัด

1. หลวงพ่อฉุย
2. หน้าบันมณฑปจัตุรมุขเป็นงานแกะสลักไม้ฝีมือ
ช่างสมัยกรุงศรีอยุธยา
3. ผนังซุ้มหน้าต่างโรงเรียนปริยัติธรรมข้อมูลประวัติ

เกิด วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2401 เป็นบุตรของ นายนง นางนก

อุปสมบท พ.ศ.2421 ขณะอายุ 20 ปี

มรณภาพ วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2466

รวมสิริอายุ 65 ปี 45 พรรษา

ประวัติการสร้างเหรียญหลวงพ่อฉุย

เหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม รุ่นแรก ปี 2465 หนึ่งในพระ เหรียญเบญจภาคี หลวงพ่อฉุย สุขภิกขุ วัดคงคาราม จ.เพชรบุรี "หลวงพ่อฉุย" อดีตเจ้าอาวาสวัดคงคาราม จ.เพชรบุรี พระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะชาวเพชรบุรี เนื่องด้วยท่านเป็นผู้พัฒนาวัดคงคารามและสร้างความเจริญรุ่งเรืองมาจนเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน และวัตถุมงคลที่ท่านสร้างล้วนเป็นที่นิยมและแสวงหาทั้งสิ้น โดยเฉพาะ "เหรียญปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อฉุย ปี 2465" ได้รับการยอมรับว่ามีความงดงามโดดเด่นและเป็นที่นิยมสะสมอย่างมากในแวดวงผู้นิยมสะสมพระเครื่องรวมทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วไปครับผม

"วัดคงคาราม" เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาไม่ต่ำกว่า 200 ปี ได้รับการยกย่องและแต่งตั้งเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร แห่งแรกของ จ.เพชรบุรี กล่าวกันว่าพระเถระชาวเพชรบุรีที่เข้ามามีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ หลายรูป จะมีความเกี่ยวข้องกับวัดคงคาราม อาทิ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) และพระโพธิวงศาจารย์ (ผ่อง) เป็นต้น

ประวัติหลวงพ่อฉุย สุขภิกขุ วัดคงคาราม จ.เพชรบุรี

หลวงพ่อฉุย สุขภิกฺขุ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2401 ที่บ้านสะพานช้าง ต.มะม่วง อ.คลองกระแชง จ.เพชรบุรี เริ่มศึกษาเล่าเรียนที่วัดคงคารามมาแต่ยังเยาว์ จนอายุครบบวชจึงอุปสมบท ณ วัดนี้ ได้รับฉายา "สุขภิกฺขุ"

หลวงพ่อฉุยท่านมีความใส่ใจในการศึกษาหาความรู้ทั้งด้านคันถธุระและวิปัสสนากรรมฐาน โดยเฉพาะด้านวิปัสสนากรรมฐาน ได้ฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์ครุฑ วัดมหาธาตุ หลวงพ่อฉุยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เรื่อยมาจนเป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูสุวรรณมุนี ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัด และได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 แห่งวัดคงคาราม สืบต่อจากพระพิศาลสมณกิจ (ริด) สมณศักดิ์สุดท้ายเป็นพระราชาคณะชั้นโท มีราชทินนามที่พระสุวรรณมุนี นรสิห์ธรรมทายาท สังฆปาโมกข์ และหลวงพ่อฉุยได้เลื่อนเป็นเจ้าคณะจังหวัด ท่านทำการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างความเจริญแก่วัดคงคารามมาจนเป็นที่รู้จักเลื่องลือ ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2466 สิริรวมอายุ 65 ปี

"เหรียญปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม ปี 2465" เป็นเหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรกและรุ่นเดียวที่สร้างในช่วงที่หลวงพ่อยังดำรงชีวิตอยู่ เหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม รุ่นแรก ปี 2465 สร้างเพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานฉลองมณฑป วัดคงคาราม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธชินราชจำลอง" "พระพุทธชินสีห์จำลอง" และ "พระศรีศาสดาจำลอง" ในปี พ.ศ. 2465 มีลักษณะเป็นเหรียญปั๊มหูเชื่อม รูปไข่ เนื้อทองแดงรมดำ แม่พิมพ์ด้านหน้า รอบเหรียญแกะลวดลายดอกไม้ และโบประดับอย่างงดงาม ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อฉุยครึ่งองค์ ห่มจีวรลดไหล่ พาดผ้าสังฆาฏิ ภายในโบจารึกอักษรไทยด้านบนซ้ายว่า "พ.ศ." ด้านบนขวาว่า "65" ด้านล่างซ้ายว่า "พระสุวร" และด้านล่างขวาว่า "รณมุณี" ส่วนแม่พิมพ์ด้านหลัง เป็น "ยันต์ห้า" คล้ายยันต์กระบองไขว้ ภายในยันต์รอบนอกเป็นอักขระขอมอ่านว่า "นะ โม พุท ธา ยะ" ตรงกลางยันต์เป็นอักขระขอมอ่านว่า "สะ" แยกออกเป็น 2 พิมพ์คือ บล็อกโมมีไส้และบล็อกโมไม่มีไส้ โดยสังเกตที่ตัวอักขระขอมคำว่า "โม" ถ้ามีขีดขวางตรงกลางคือ "บล็อกโมมีไส้" ถ้าไม่มีคือ "บล็อกโมไม่มีไส้"


วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม

เหรียญรุ่นแรก สร้างปี 2465 สร้างแจกในโอกาสทำบุญฉลองมณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช ซึ่งเหรียญรุ่นนี้ถือเป็นเหรียญยอดนิยมของวงการ สำหรับเหรียญรุ่นปีพ.ศ.2467 เป็นเหรียญตาย สร้างพร้อมกับรูปหล่อขนาดเท่าองค์จริง เพื่อประดิษฐานในมณฑป ปลุกเสกโดยหลวงพ่อมงคล และ หลวงพ่อแฉ่ง สำหรับเหรียญรุ่นแรกนี้มีด้วยกัน 2 พิมพ์ คือ พิมพ์โมมีไส้ และพิมพ์โมไม่มีไส้



พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา

พุทธคุณในเหรียญรุ่นนี้เด่นทาง เมตตามหานิยม แคล้วคลาด และอยู่ยงคงกระพัน

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:09 น.] #1479003 (16/52)


(N)
วัดท่านอยูในเมืองเพชร ไปกราบรูปเหมือนท่านนะครับ
ปล. ทิ้งท้ายไว้เท่านี้ก่อนครับ เดี๋ยวมาเล่าต่อ

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:11 น.] #1479006 (17/52)
สวัสดีปีใหม่ครับ คุณแสนอุดม คุณไพธไทร คุณekamulet99 คุณNattahnan ครับ

โดยคุณ ekamulet99 (379)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:13 น.] #1479008 (18/52)
สวัสดีปีใหม่ครับ เพื่อนๆ


โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:13 น.] #1479009 (19/52)
และพี่ณัฐ5ครับ เพชรบุรี เช้าๆหนาวนะครับ....

โดยคุณ _DomeO_ (3.2K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:34 น.] #1479039 (20/52)
ข้อมูลเยี่ยมยอด+ความรู้ใหม่ๆครับพี่ textile007
ขอบคุณครับ

โดยคุณ หลักชัย (1.8K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:42 น.] #1479057 (21/52)
ขอบคุณสำหรับข้อมมูลครับพี่ จะตามอ่านต่อไปครับผม

โดยคุณ Agri_07 (620)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:42 น.] #1479058 (22/52)
ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูล ยอดเยี่ยมครับพี่ท่านtextile007

โดยคุณ หลักชัย (1.8K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:49 น.] #1479066 (23/52)


(N)


ร่วมแจมกับพี่ด้วยครับ

โดยคุณ หลักชัย (1.8K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:52 น.] #1479069 (24/52)


(N)


ลูกศิษย์ครับ

โดยคุณ หลักชัย (1.8K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 22:55 น.] #1479070 (25/52)


(N)


..... ลูกศิษย์อาจารย์ใหญ่อีกหนึ่งองค์ครับ

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 23:26 น.] #1479091 (26/52)
-ขอบคุณมากครับพี่DemeO ที่มาทักทายกันเสมอ และท่านAgril07และท่านหลักชัย ที่มามาร่วมเสวนาครับ

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 23:33 น.] #1479099 (27/52)
เปิดศักราชใหม่ ด้วยมงคลอริยะ
-กระทูนี้ขอกล่าวถึง เกจิระดับตำนานแห่งเมืองเพชร เพชรบุรี และจะมาว่าต่อให้จบพรุ่งนี้นะครับถือว่าเป็นตอนแรก ยังมีอีกหลายรูปที่จะมาบอกกล่าวเล่าสู่ครับ...
- ส่วนตอนสอง ผมจะมาถึงพระเกจิ ยุคที่สองระดับตำนานแห่งเมืองเพชรที่เราๆท่านๆให้เราๆท่านๆมาร่วมระลึกถึงคุณงามความดีทีมีต่อพุทธศาสนาและเหล่าศิษยานุศิษย์
-ส่วนตอนที่สาม จะขอกล่าวพระเกจิ ยุจปัจจุบันนี่น่าเคารพกราบไหว้ ทั้งเราๆท่านรู้จักและอาจยังไม่รู้ ว่า เมืองเพชร ไม่สิ้นพระดี....
ขอบคุณมากครับ พรุ่งนี้จะมาว่าตอนแรกให้จบครับ....

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 23:35 น.] #1479102 (28/52)
ขอมาเชิญร่วมเสวนาเล่าเรื่อง กันนะครับ ระลึกถึงครูบาอาจารย์ร่วมกันครับ

โดยคุณ ลูกปู่ตาก (2K)  [อ. 04 ม.ค. 2554 - 23:49 น.] #1479119 (29/52)
ขอบพระคุณมากคับผม โทรศัพท์เป็นอะไรคับพี่ทัชโทรม่ายติดเลย คิดถึงเสมอคับ ขอบพระคุณสำหรับข้อมูลดีๆคับผม

โดยคุณ มงคลธรรม (1.1K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 00:06 น.] #1479130 (30/52)
สุดยอดข้อมูลครับ ขอบคุณครับคุณทัส และขอบคุณมากๆๆๆสำหรับของขวัญปีใหม่ที่ส่งมาให้ด้วยครับ

โดยคุณ พรชมพู (18.1K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 06:52 น.] #1479226 (31/52)


(N)
ขอบคุณมากครับพี่


โดยคุณ บ้านพระระยอง (2.3K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 09:29 น.] #1479339 (32/52)

โดยคุณ บ-ธนา (8K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 09:37 น.] #1479347 (33/52)
ขอบคุณมากครับกับข้อมูลดีๆ ที่ทำให้มีโอกาสรำลึกถึงครูบาอาจารย์สายเพชรบุรี
จริงสมคำที่ว่า "อยุธยาไม่สิ้นพระดีฉันใด เพชรบุรีไม่สิ้นพระดังฉันนั้น"

โดยคุณ kun_ott (2K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 09:42 น.] #1479357 (34/52)
สวัสดีปีใหม่ครับ
ขอร่วมอีกอาจารย์ที่พื้นที่รู้จักและมีประสบการณ์
https://www.g-pra.com/webboard/show.php?Category=general_talk&No=138078

โดยคุณ relate53 (206)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 10:12 น.] #1479389 (35/52)
ได้ยินพุทธคุณและประสบการณ์ของผู้ที่บูชาพระเกจิและพระอาจารย์สายเพชรบุรีมานานแล้วแต่ไม่เคยรู้ข้อมูลประวัติเลย ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่แก่ผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาโดยแท้
สวัสดีปีใหม่ครับ

โดยคุณ sornsak21 (3.3K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 10:17 น.] #1479397 (36/52)
ยอดเยี่ยม...สวัสดีปีใหม่ คุณพระรัตนตรัยคุ้มครองครับพี่

โดยคุณ jcainfo (6K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 13:59 น.] #1479620 (37/52)
กระทู้นี้ยอดเยี่ยมมากครับ ขอบคุณคุณทัสมากๆ ที่นำเรื่องราวของครูบาอาจารย์สายเพชรบุรีมาเผยแพ่ ได้ความรู้เยอะมากๆ ครับ

โดยคุณ วังทองพระเครื่อง (457)(1)   [พ. 05 ม.ค. 2554 - 14:15 น.] #1479628 (38/52)
หลวงพ่อแช่มวัดนายางเหรียญหายากมากๆ เคยไปที่วัดยังงงๆอยู่ว่าวัดนายางนี้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าเห็นในวัดมีรูปหล่อขนาดใหญ่มากอยู่ในวัดแต่ไม่ยักกะมีรูปหล่อหลวงพ่อแช่มเกจิดังวัดนายาง ผมถามชาวบ้านแถวนั้นเขาก็ยังเกาหัวแก๊กๆว่างงเหมือนกันไม่มีหลวงพ่อแช่มให้กราบไหว้ มีแต่หลวงปู่ศุข

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 14:20 น.] #1479633 (39/52)
สวัดสดีครับ คุณขุน พี่มงคล พี่พรชมพู พี่บ้านพระระยอง พี่บ ธนา พี่บ้านพระระยอง พี่ kun ott
พี่ศรศักด์ คุณเจ เพื่อนรักและทุกท่านครับ ที่มาร่วมเติมเต็มครับ....
ขอเคลัยร์งานต่ออีกนิดจะมาสืบสานตำนานต่อให้จบภาคแรกวันนี้แน่นอนครับ

โดยคุณ วังทองพระเครื่อง (457)(1)   [พ. 05 ม.ค. 2554 - 14:28 น.] #1479638 (40/52)
อยากให้มีประวัติหลวงพ่อชัน วัดมาบปลาเค้า ด้วยท่านเป็นเกจิดังยุคนั้นเหมือนกัน

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 14:32 น.] #1479642 (41/52)
เล่าเรื่องวัดนายาง ต่ออีกนิดนะครับ ครั้งนึงผมก้อเคยสงสัยเหมือนเหมือนท่านวังทองพระเครื่องเช่นกันครับ ในพิธีเปิดองค์รูปเหมือนหลวงปู่ศุขผมก้อมีโอกาศได้ไป และยังงงงงว่าทำไมหนอหลวงปู่ศุข มาอยู่เพชรบุรีได้ จากการสอบถามเรื่องราวคร่าวๆได้ใจความว่า
ท่านเจ้าอาวาสท่านได้สงเคราะห์ญาติโยมโดยใช้ตำรายาที่สืบทอดมาจากหลวงปู่ศุข วัดากคลองมะขามเฒ่า มาใช้ในการรักษาและสงเคราะห์ญาติโยม หลวงพ่อเลยมีดำริสร้างองค์หลวงปู่ศุข องค์ใหญ่ที่สุด ขึ้นมาเพื่อเป็นการระลึกถึงและให้ผู้คนได้กราบไหว้ขอพร
หวังว่าคงพอจะชัดเจนได้ระดับหนึ่งนะครับ
ส่วนหลวงพ่อแช่มนันท่านพระพระร่วมสมัย กับหลวงปู่ศุขครับ เหรรียญรุ่นแรกปี2473 หายากสุดๆครับ....

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 14:34 น.] #1479645 (42/52)
หลวงพ่อชัน วัดมาบปลาเค้า เดียวมาเล่าต่อ เคยรับฟังจากหลวงพ่อเปี้ยก เจ้าอาวาส อยู่พอสมควรครับ ครับท่านวังทอง... วัดนี้มีดี น่าไปเที่ยวเช่นกันครับ

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 14:37 น.] #1479650 (43/52)
สวัสดีครับ ท่านrelete 53 เมื่องเพชรบุรี มีวัดที่เป็นตำนาน เล่าขานไม่รู้จบอีกมากครับ ไปเที่ยวก้อเหมือนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ขึ้นอีกมากโขครับ....

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 20:59 น.] #1480039 (44/52)


(N)
ประวัติพระครูพิพิธพัชรศาสตร์ (จ้วน จนทศิริ)ศิษย์เอกหลวงพ่อทองสุข วัดโตนดหลวง

นามเดิม นายจ้วน กล่อมใจ เกิดวันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2463 บิดาชื่อนายจุ้ย กล่อมใจ

มารดา ชื่อนางเหลื่อน กล่อมใจ นามฉายา “ จนทสิริ” หมู่ 1 ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี มรณภาพ วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2525 เวลา 60.20 น. ณ โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล

ปฐมวัยและการศึกษา

เป็นคนมีนิสัยร่าเริงแจ่มใส ชอบร้องเพลง มีความโอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

พ.ศ. 2476 เริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดท่าคอย พร้อมทั้งช่วยเหลือบิดา-มารดาประกอบอาชีพคือ ทำนา ทำไร่ ชอบสัตว์มากที่สุด คือ วัว มีวัวคู่ใจชื่อ จี่ เคยใช้ไม้ตีวัว ไม้หักกระเด็นเข้าตาซ้ายจึงทำให้ตาซ้ายพิการ

อุปสมบท

เมื่อถึงเกณฑ์อุปสมบท ก็เข้าอุปสมบทตามประเพณี ณ วัดท่าคอย ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม 2484 พระอธิการชัน วัดอรัญญาราม ตำบลมาบปลาเค้า อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการผิว วัดตาลกง ตำบลมาบปลาเค้า อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระกรรมวาจารย์ และพระอธิการรวม วัดท่าคอย ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระอนุสาวจารย์

ลำดับการจำพรรษา

-เข้าอุปสมบทที่วัดท่าคอย และจำพรรษาอยู่ 3 พรรษา

-ได้จำพรรษาที่วัดโตนดหลวงกับหลวงพ่อสุข อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อยู่ 4 พรรษา เพื่อศึกษาวิชากรรมฐาน

-ได้ธุดงค์ไปจำพรรษาที่ถ้ำเขาปินะ คืนที่ 3 เสือมากวนตะกุยดิน ใส่กรด แล้วไปภูเก็ต นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี นราธิวาส

-จำ พรรษาที่วัดเกาะหงษ์ อำเภอปากน้ำโพธิ์ จังหวัดนครสวรรค์ 1 พรรษา เพื่อศึกษาวิชาต่อกระดูกกับหลวงพ่ออินทร์ พอออกพรรษาขึ้นเมืองเหนือ ไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

-กลับมาเยี่ยมอาจารย์ที่วัด ท่าคอย แล้วไปเยี่ยมอาจารย์ที่วัดโตนดหลวง แล้วจำพรรษาที่วัดโตนดหลวง เรียนวิปัสสนาต่ออีก 1 พรรษา พอออกพรรษาตั้งใจจะธุดงค์ไปพม่า ผ่านทางวัดเขาลูกช้างและเขาตาหม้อ ไม่พบทางลงถ้ำจึงกลับมาพักที่เขาลูกช้าง ซึ่งมีศาลาอยู่ 1 หลัง พบตกกลางคืนได้พบนิมิตรดี และได้มีญาติโยมนิมนต์ไปอยู่ที่วัดเขาลูกช้าง

-อยู่ที่วัดเขาลูกช้างๆได้ เจอกับดำใหญ่ จึงต้องไปเรียนวิชาต่อที่วัดเวียงทุนกับหลวงพ่อแก่น อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี แล้วกลับมาเขาลูกช้าง

-ไปรักษาตัวอยู่ที่วัดถ้ำแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี 1 พรรษา

-ได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดท่าคอยอีก 2 พรรษา

แรงบันดาลใจที่ทำให้ตัดสินใจสร้างวัดพระพุทธบาทเขาลูกช้าง

1.จาก ชาวบ้านที่นิมนต์ไปอยู่ที่นี่ ท่านจึงกลับไปวัดท่าคอยเพื่อปรึกษาครู-อาจารย์ และชาวบ้านในการตัดสินใจสร้างวัด ฝ่ายสงฆ์เห็นสมควรจึงจัดขบวนแห่งหลวงพ่อจ้วนมา ณ เขาลูกช้าง โดยจักรยาน

2.หลวงพ่อสุข วัดโตนดหลวง และหลวงพ่อรวม วัดท่าคอย ให้การสนับสนุน

3.เกิดธรรมปีติที่เขาลูกช้าง

4.ทำสมาธิโดยการนั่งกรรมฐาน เกิดนิมิตเห็นม้าสีหมอก มีเครื่องทรงเป็นทองคำ ถือว่าเป็นนิมิตดีที่จะสร้างวัดได้สำเร็จ

5.สถานที่ เหมาะที่จะศึกษาธรรมะ เพราะเป็นที่เงียบสงบ


วิทยฐานะ

พ.ศ. 2479 สำเร็จวิชาสามัญประถมปีที่ 4 โรงเรียนวัดท่าคอย
พ.ศ. 2484 สอบได้นักธรรมตรี
พ.ศ. 2485 สอบได้นักธรรมโท

ตำแหน่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

พ.ศ. 2494 เจ้าอาวาสวัดเขาลูกช้าง
พ.ศ. 2509 เจ้าคณะตำบลท่าคอย เขต 2
พ.ศ. 2522 เจ้าคณะอำเภอท่ายาง

ตำแหน่งตามสมศักดิ์

พ.ศ. 2503 พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี
พ.ศ. 2506 พระครูสัญญาบัตรชั้นโท
พ.ศ. 2512 พระครูสัญญาบัตรชั้นเอก
พ.ศ. 2517 พระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ



อาพาธ-มรณภาพ

พ.ศ. 2513-2514 ท่านท่านเริ่มมีอาการป่วย เช่น ไข้มาลาเรีย เป็นเบาหวาน รักษาด้วยการต้มยาสมุนไพร

พ.ศ. 2517 เริ่มป่วยเป็นโรคไต และหัวใจ วัณโรค เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพชรบุรี

พ.ศ. 2518-2521 หายจากวัณโรค เริ่มป่วยเป็นโรคไตอย่างรุนแรง พร้อมทั้งโรคหัวใจเรื่อยมา โดยมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจไม่ออก นำหนักตัวลดลง เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพชรบุรี จนอาการดีขึ้น

พ.ศ. 2522 หลังจากงานพระราชเพลิงศพพรครูทัศนียคุณ อดีตเจ้าคณะอำเภอท่ายางแล้ว ท่านมีอาการทรุดหนักลงอีก โดยมีอาการแทรกซ้อน โรคตับโต เส้นเลือดหัวใจตีบ โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเปาโล ณ กรุงเทพ ฯ คุณวิรุณ เตชะไพบูลย์ ถวายค่ารักษาทั้งสิ้น

พ.ศ. 2523-2524 ท่านมีอาการดีขึ้น สามารถปฏิบัติภาระกิจได้ตามปกติ แต่ต้องเข้าตรวจร่างกายตามแพทย์นัดหมาย
พ.ศ. 2525


-ในช่วงต้นปี ท่านมีอาการปกติและอาพาธบ้าง สลับกันไป เนื่องจากมีงานพัฒนาและกิจนิมนต์มาก

-ราวกลางเดือนกรกฎาคม ท่านมีอาการดีขึ้นมาก จนดูเป็นปกติ ได้ไปประชุมพระสังฆาธิการ อบรมพระภิกษุ-สามเณร

-เดือนสิงหา ท่านมีอาการทรุดหนัก โรคไตและโรคหัวใจกำเริบ มีอาการท้องขึ้น หายใจไม่สะดวก มีอาการไข้หวัด

-วันที่ 4 กันยายน ท่านเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่งที่โรงพยาบาลเปาโล ได้รับการรักษามีอาการดีขึ้นเล็กน้อย

-วัน ที่ 6 กันยายน ตอนเช้า ฉันน้ำเต้าหู้เกิดสำลัก หายใจไม่ออก มีอาการช็อกจนต้องนำเข้าห้องฉุก-เฉิน และอยู่ในห้อแงฉุกเฉินเป็นเวลาได้ 8 วัน จึงมรณภาพเมื่อวันอังคาร ที่ 14 กันยายน 2525 เวลา 6.20 น. คณะแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคหัวใจวาย นำศพกลับวัดเขาลูกช้างถึงเวลา 12.50 น.

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 21:13 น.] #1480069 (45/52)


(N)
หลวงพ่ออบ อินทวิริโยวัดถ้ำแก้ว ต.คลองกระแชง อ.เมือง จ.เพชรบุรี

หลวงพ่ออบ อินทวิริโยวัดถ้ำแก้ว ต.คลองกระแชง อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นชาวบ้านหนองช้างปลัก ตำบลหัวสะพาน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เกิดปีระกา ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑ พุทธศักราช ๒๔๕๒ นามบิดา ผึ่ง กลีบจงกล นามมารดา เพี้ยน กลีบจงกล มีพี่น้องร่วมกัน ๖ คน หลวงพ่ออบเป็นคนหัวปี หลวงพ่ออบอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ อุโบสถวัดถ้ำแก้ว มีพระอุปฌายย์ คือหลวงพ่อทิม วัดโคก หลวงพ่อเช้า วัดเวียงคอย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่ออยู่ วัดถ้ำแก้วเป็นพระนุสาวนาจารย์
เมื่ออุปสมบทแล้ว หลวงพ่ออบก็จำพรรษาอยู่วัดถ้ำแก้ว ศึกษาวิปัสสนาธุระ และพุทธคมกับหลวงพ่ออยู่ ด้วยความพากเพียรเป็นเวลาถึง ๕ พรรษา จากนั้นจึงเดินออกธุดงค์อยู่ทุกปี ร่ำเรียนวิชากับพระอาจารย์ต่าง ๆ คือ อาจารย์วัดลาดบัวขาว จังหวัดปราจีนบุรี หลวงปู่นาค วัดหัวหิน อาจารย์อยู่ อาจารย์หยอย เจ้าอาวาสวัดถ้ำแก้ว และปู่แสง(โยมพระอาจารย์หยอดญ)ซึ่งเป็นฆราวาสถือศีบกินเพล ซึ่งเรืองวิทยาคมและมีชื่อเสียงดังมากในจังหวีดเพชรบุรีสมัยนั้น วัตถุมงคลที่ท่านทำนั้น มี ตระกรุด ผ้ายันต์ เหรียญมี ๓ รุ่น แต่น่าเสียดายการมรณะภาพของท่านทำให้มีผู้ไม่หวังดีไปว่าไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ การมรณะของท่านคือท่านโดนท่อนซุงทับจึงทำให้ท่านมรณะภาพ แต่ร่างกายไม่ปรากฎว่ามีบาดแผลก็คงจะเป็นด้วยกรรมเก่าของท่านเอง เพราะท่านได้สั่งไม่ให้ใครเข้าไปในบริเวณที่ท่อนซุงล้มลงมาทับร่างท่าน ปัจจุบันเหรียญของท่านหาค่อนข้างยากแล้วมีประสบการณ์ดีไม่เป็นอย่างที่คนไม่ดีว่าท่าน

จะเชื่อไหมถ้าหลวงพ่อแดงปรารภประโยคหนึ่งกับคุณจาตุรนต์ สิงหะ ซึ่งเป็นเหลนของท่านว่า “หลวงพ่ออบวัดถ้ำแก้วเขาขลังไม่ใช่เล่นนะ ต่อไปเขาจะแทนฉัน” อาศัยที่หลวงพ่ออบไปกราบเยี่ยมหลวงพ่อแดงบ่อยมาก นับแต่สมัยที่หลวงพ่อแดงยังไม่ระบือชื่อเช่นทุกวันนี้ เชื่อว่าท่านคงเคยพูดคุยแลกเปลี่ยนวิชาขลังกันบ้างล่ะ และหลวงพ่อแดงต้องได้ทดสอบขลังจากหลวงพ่ออบจนเห็นจริง มิฉะนั้นคำกล่าวที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้คงไม่ออกจากปากพระระดับนั้นได้ ถึงขั้นให้ขึ้นแทนแล้วกัน เพราะข่าวขลังดังนี้ ส่งผลให้คนศรัทธาหลวงพ่อแดงเริ่มเข้าหาหลวงพ่ออบ วัดถ้ำแก้ว โดยสมัครใจ ครั้นไปบ่อยก็ได้เห็นอภินิหารในท่านมากครั้ง เรื่องของหลวงพ่อจึงถูกเผยแพร่จากปากต่อปากจนที่สุดก็ออกสื่อ ดังแล้ววัตถุมงคลก็ตามมา เหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่ออบจึงถือกำเนิดขึ้นโดยศิษย์ แม้มิใช่วัดถ้ำแก้วสร้างเอง แต่เจตนาและมวลสารที่ดียิ่งทำให้เหรียญนี้เป็นที่น่าศรัทธานัก เฉพาะเมื่อคนเสกคือท่าน เหรียญรุ่นแรกถูกสร้างขึ้นในวันเสาร์ 5 เดือน 5 ขึ้น 5 ค่ำ โดยสรรหาเนื้อพระพุทธรูปเก่าโบราณทุกยุคสมัย ซึ่งเป็นพระแท้ที่ชำรุดทั้งสิ้น มีทั้งเชียงแสน สุโขทัย ทวาราวดี อู่ทอง และ รัตนโกสินทร์

ยังมีพระกรุต่าง ๆ อีกมากโดยเฉพาะพระเนื้อชินที่หัก บิ่น กะเทาะอีกหลายร้อยองค์ ตะกรุดเก่าหลายพระอาจารย์ทั้งที่ทราบสำนักและไม่ทราบ ทั้งเนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อนาค เนื้อทองเหลือง เนื้อทองแดง และเนื้อตะกั่ว จำนวนนับพัน ๆ ดอก ที่สำคัญมีตะกรุดชินตะกั่วของวัดพระแก้วรวมอยู่ด้วย ยังปรากฏชนวนพระกริ่งในสายวัดสุทัศน์ฯ หลายรุ่น ชนวนพระกริ่งจากสำนักต่าง ๆ ซึ่งทางวัดมิได้บันทึกไว้หลายสิบพิธี ห่วงจากเหรียญพระคณาจารย์เจ้าทั้งเก่าใหม่หลายพันห่วง และได้หาเหล็กอาถรรพณ์มาหลอมด้วยดังนี้ เหล็กขอช้างโบราณ เหล็กยอดเจดีย์ เหล็กยอดนภศูล เหล็กราวเทียนเก่า ลูกสะกดเก่าหลายเนื้อ เช่น ปรอท ทองแดง ตะกั่ว ฯลฯ นอกจากนั้นยังพยายามเสาะหาโลหะทั้ง 9 ประการมาหลอมร่วมเพื่อความสมบูรณ์แห่งเนื้อหาอันประกอบด้วย ชิน เจ้าน้ำเงิน เหล็กละลายตัว บริสุทธิ์ ปรอท สังกะสี ทองแดง เงิน และทองคำ ที่สำคัญยิ่งคือ หลวงพ่ออบได้วิริยะอุตสาหะจารอักขระเลขยันต์ตามตำราโบราณประจำวัดถ้ำแก้ว ซึ่งหลวงพ่ออยู่ และหลวงพ่อหยอย สองพระบุรพาจารย์เมตตาถ่ายทอดให้ลงในแผ่นทองอีกนับร้อย ๆ แผ่น ซึ่งถือได้ว่านี่คือเนื้อหาหลักของเหรียญนี้อย่างแท้จริง
เมื่อได้มวลสารศักดิ์สิทธิ์วิเศษสุดครบครัน ก็นำชนวนทั้งหมดไปยังโรงหล่อ ดำเนินการหลอมเป็นแท่งแล้วรีดเป็นแผ่น ป้อนเข้าสู่เครื่องปั๊มตามกำหนดเวลาอันเป็นอุดมมงคลยิ่งคือ วันเสาร์ 5 ตรงกับวันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ.2516 ซึ่งโบราณาจารย์ถือเป็นวันเสาร์ 5 ตัวผู้ที่แข็งนัก การปั๊มเหรียญมีความพิถีพิถันมาก เพราะเมื่อหลอมโลหะธาตุอันวิเศษเข้าด้วยกันแล้วได้น้ำทองมีน้ำหนักทั้งสิ้น 50 กิโลกรัม คณะกรรมการสั่งให้ตักเนื้อชนวนล้วน ๆ นี้ออกมาราว 8 กิโลกรัม นำไปรีดแล้วปั๊มเป็นเหรียญที่เรียกกันว่า เนื้อสัมฤทธิ์ ได้จำนวน 200 เหรียญ เนื้อชนวนหลอมเหลวที่เหลือได้นำทองแดงบริสุทธิ์ผสมลงไปอีกประมาณ 20 กิโลกรัมแล้วปั๊มเป็นเหรียญที่กรรมการเรียกกันว่า เนื้อนวโลหะ ได้จำนวนทั้งสิ้น 7,587 เหรียญ ดังนั้น เหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่ออบจึงมีจำนวนสุทธิ 7,787 เหรียญ แต่ก่อนที่จะดำเนินการปั๊มเหรียญโลหะผสมนี้ คณะกรรมการได้ทำการปั๊มเหรียญทองคำ 3 เหรียญ และ เหรียญเงิน 9 เหรียญ เพื่อมอบเป็นที่ระลึกแก่คณะกรรมการที่ได้ร่วมกันเหน็ดเหนื่อยเพื่อการกุศลวาระนี้ น่าชื่นชมที่คณะกรรมการเอาจริงเอาจังมากเพราะการพิมพ์เหรียญที่โรงงานนั้น กรรมการนั่งเฝ้ากันชนิดไม่ให้คลาดสายตาจึงประกันได้ว่าไม่มีการตกหล่นเป็นเหรียญนอกพิธี ที่สำคัญเหรียญรุ่นนี้จำนวนไม่มาก บล็อคจึงมีเพียงหนึ่งเดียวและได้ทำลายลงต่อหน้าหลวงพ่ออย่างชัดเจน เรื่องการเสริมจึงหมดห่วงไปได้เลย ดังกล่าวแล้วว่าเหรียญรุ่นแรกนี้ถือกำเนิดในฤกษ์เสาร์ 5 คือปั๊มกันในวันเสาร์ 5 ตอนกลางวันนั้นเลย เมื่อปั๊มเสร็จก็รีบขนเหรียญเดินทางขึ้นวัดถ้ำแก้วในวันเดียวกันและได้มอบถวายแก่หลวงพ่ออบ ซึ่งท่านก็นำเหรียญเข้าในพระอุโบสถ มหาอุด อายุหลายร้อยปีของวัด ซึ่งท่านได้ตระเตรียมสถานที่ไว้ก่อนแล้ว จากนั้นทำการปลุกเสกแบบบินเดี่ยวตลอดคืนวันเสาร์ 5 นั้นเลยทีเดียว

คำว่าโบสถ์มหาอุดหลายท่านอาจสงสัย คำนี้หมายถึงโบสถ์แห่งใดที่มีเพียงประตูคู่ซึ่งอยู่หน้าพระประธาน แต่ด้านหลังพระประธานเป็นผนังตันไม่มีช่องประตูใด ๆ ลักษณะนี้แลที่เรียกพระอุโบสถหลังนั้นว่า โบสถ์มหาอุด แหละโบราณาจารย์ผู้ชาญพระเวทย์เชื่อกันว่าหากทำการปลุกเสกวัตถุมงคลใด ๆ ในโบสถ์ที่มีลักษณะดังกล่าว ย่อมส่งผลให้เครื่องมงคลนั้น ๆ สูงส่งพลานุภาพทาง อยู่ยงคงกระพันและเป็นมหาอุดหยุดปืนไฟ หน้าไม้ แลศาสตราวุธทั้งปวงได้ชะงัดนัก จึงไม่ควรแปลกใจเลยที่เหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่ออบจะมีประสบการณ์ขลังทางคงกระพันชาตรี ยิงไม่ออก ยิงไม่ถูก ยิงไม่เข้า อยู่เป็นประจำ เป็น โลโก้ ของเหรียญไปแล้ว ใช่เพียงหลวงพ่อจะเสกเหรียญในคืนแข็งเสาร์ 5 เท่านั้น หากท่านยังเข้าที่เสกต่อไปกระทั่งลุพรรษาปี พ.ศ.2516 ล่วงเลยจนออกพรรษา อีก 1 ไตรมาส มั่นใจเป็นที่สุดแล้วจึงนำออกให้สาธุชนบูชาเพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์วัดถ้ำแก้วซึ่งทรุดโทรมลงตามกาล ด้วยอัตราเหรียญสัมฤทธิ์ 300 บาท และเหรียญ นวโลหะ 25 บาท ออกให้บูชาไม่ถึง 3 เดือนหมดพรึ่บไปจากวัด หนำซ้ำจากสัมฤทธิ์ 300 บาท พุ่งพรวดเป็น 1,500 บาท และนวโลหะ 25 บาท เป็น 300 บาท นั่นคือความตื่นตัวของคนปี 16 ยังสงสัยอะไรไหม? หลวงพ่อเป็นพระแท้ พระดี และพระเก่ง อย่าสงสัยในมรณกาลของท่านที่อาจแปลกไปจากพระหลายรูป แต่ไม่แปลกไปจากคนหลายคน ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ วิธีการตายก็เป็นเรื่องธรรมชาติ… ธรรมชาติของกรรมที่เป็นตัวกำหนดทุกสิ่ง

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 21:22 น.] #1480080 (46/52)


(N)
หลวงพ่อเทพ วัดถ้ำรงค์

วัดถ้ำรงค์จัดได้ว่าเป็นวัดที่กว้างขวาง ร่มรื่น มีระบบการบริหารภายในวัดที่ดีอย่างยิ่ง เนื่องจากว่ามีเจ้าอาวาสที่ใส่ใจดูแลกิจการงานภายในวัดและพัฒนาวัดให้ก้าวหน้าทันสมัยเสมอ จึงไม่น่าแปลกใจที่วัดนี้จะมีเครื่องอุปโภคบริโภคที่ให้ความสะดวกสบายครบครัน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์มือถือซึ่งทำให้การติดต่อกับทางวัดสะดวกรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงกับวัดยังมีร้านค้าทั้งขายอาหารและของชำซึ่งตั้งอยู่ประจำในหมู่บ้าน จึงมีความสะดวกเรื่องอาหารการกินดีพอสมควร

นอกที่กล่าวมาแล้ววัดถ้ำรงค์ยังเป็นศาสนศถานที่ดึงดูดใจผู้ที่ชอบเสาะหาประวัติความเป็นมาของวัดเพราะวัดถ้ำรงค์ไม่ได้มีประวัติที่ชัดเจนไม่มีใครรู้ว่าวัดนี้ก่อสร้างแต่เมื่อใดแม้แต้เจ้าอาวาสคนแรกมาพบวัดถ้ำรงค์ซึ่งมีโบสถ์ วิหารพร้อมอยู่แล้ว ท่านเพียงแต่เข้าจำพรรษา วัดถ้ำรงค์นี้เมื่อมองดูผิวเผินก็ดูเหมือนวัดธรรมดาที่อยู่ในท้องถิ่นที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่เมื่อได้เข้ามาสัมผัสที่วัดนี้สิง่ที่เราพบไม่ใช่เรื่องธรรมดาวัดนี้อาจจะไม่มีโบราณสถานโบราณวัตถุที่เป็นที่ดึงใจนักท่องเที่ยวแต่สิ่งที่ทำให้วัดถ้ำรงค์ได้รับความศรัทธาเลื่อมใสจากผู้คนในละแวกนี้นั่นก็คือ ชื่อเสียงของหลวงพ่อเทพ ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาวาสที่มรณะภาพเมื่อปี 2525หลวงพ่อเทพเป็นพระที่ปฏิบัติธรรม จนสามารถมีญาณวิเศษมองเห็น รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งในอดีตก็ได้ปัจจุบันก็ได้ อีกทั้งยังมีความสามารถในด้านการทำนายทายทัก ดูฤกษ์ดูยามในการประกอบพิธีการงานต่างๆได้อย่างแม่นยำ เช่น การออกรถใหม่ การแต่งงาน อุปสมบท จึงมีลูกศิษย์ลูกหามากมายอยู่ทั่วทุกสารทิศ ด้วยความที่ท่านเป็นพระนักปฎิบัติธรรม เคร่งครัดในธรรม-วินัย จนสามารถมีอิทธิฤทธิ์ในเรื่องต่างๆได้แพร่กระจายจากปากต่อปากของลูกศิษย์ลูกหาที่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากท่าน จากเพียงคนเดียวก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องรางของขลังที่หลวงพ่อเทพปลุกเสกมาเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับลูกศิษย์ลูกหา เกิดปาฏิหาริย์ให้ลูกศิษย์ได้ประจักษ์จึงทำให้มีผู้คนที่เดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือจากท่านมากมาย ผู้คนมากมายต่างให้ความศรัทธาเลื่อมใสท่าน จึงทำให้ชื่อเสียงของท่านมีไปทั่วทุกส่วนของประเทศ แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปนานแล้วผู้คนก็ยังมีความศรัทธาอย่างมั่นคง หลายคนไปขอให้ท่านช่วยเหลือ เมื่อได้ตามที่ขอก็จะนิยมแก้บนกันด้วยหนังตระลุงซึ่งเป็นสิ่งที่หลวงพ่อเทพชอบดูเป็นที่สุด โดยเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์ หลวงพ่อเทพ สิริธโร วัดเขาถ้ำรงค์ เป็นอีกหนึ่งเกจิที่เข้มขลังทางพุทธาคมอย่างยิ่ง ใน บ้านลาด เพชรบุรี ถึงขนาดที่หลวงพ่อผิน วัดโพธิ์กรุ ยังให้ความเคารพท่าน นอกจากนั้นหลวงพ่อเทพ ท่านยังเป็นพระเกจิหนึ่งในสองรูปของจังหวัดเพชรบุรี ที่ได้รับนิมนต์มาปลุกเสก เหรียญหลักเมือง ปี 2518 ซึ่งอีกรูปก็คือ ท่านเจ้าคุณอินทร์ วัดยาง นั่นเอง ครับ วัตถุมงคลของท่าน +พระพิมพ์สมเด็จฯ เป็นพระพิมพ์ที่หลวงพ่อเทพ ท่านสร้างขึ้น โดยในธีปลุกเสก ท่านได้อัญเชิญ สมเด็จโต มาร่วมพิธีด้วย สำหรับเกจิอาจารย์ที่ร่วมพิธีมีดังนี้ หลวงพ่อเจริญ วัดทองนพคุณ หลวงพ่อเชื่อม วัดแก่นเหล็ก หลวงพ่อทองสุข วัดบันไดทอง หลวงพ่อผิน วัดโพธิ์กรุ หลวงพ่อเริ่ม วัดโพธิ์ลอย และ เจ้าคุณวัดยาง เจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี ในขณะนั้นด้วยครับ พระสมเด็จรุ่นแรก ลพ.เทพ วัดเขาถ้ำรงค์ เพชรบุรี เนื้อผงผสมผงเก่าๆ กดพิมพ์โบราณ ปี 04 รุ่นนิยม พระเกจิอาจารย์เมืองเพชรบุรี ร่วมเสกเพียบ พระพิธีใหญ่ ดีนอก ดีใน สวยเดิมๆ พิมพ์เล็ก หลังยันต์ นิยม พระสมเด็จรุ่นแรก ลพ.เทพ วัดเขาถ้ำรงค์ เพชรบุรี พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เล็ก หลังยันต์เฑาะต์ ( มีรอยหนอนด้น นิยม ) + เหรียญรุ่นแรก ลพ.เทพ วัดเขาถ้ำรงค์ เพชรบุรี เนื้อทองแดง หลังยันต์เฑาะต์ ปี 06-08 รุ่นนิยม ในพิธีปลุกเสก ปรากฏเหตุการณ์อัศจรรย์ ให้ประชาชนที่เข้าร่วมพิธีได้เห็นกันอย่างมาก คือ ในช่วงตอนบ่ายหน้าแล้ง แดดแรง ทันทีที่หลวงพ่อเทพท่านจุดธูปเทียนบูชาพระและบูชาครู บาอาจารย์ ฝนก็ตั้งเค้ามาตกลงในบริเวณงานพอให้คลายความร้อนระอุ ลงไป ประตูโบสถ์ที่ปิดสนิทก็เปิดอ้าออก เหมือนมีคนไปเปิดออก ซึ่งทำให้ประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างกล่าวว่าเป็น พิธีที่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ พระเกจิอาจารย์ดังเมืองเพชรร่วมยุคสมัยกับ หลวงพ่อเทพ วัดเขาถ้ำรงค์ อ.บ้านลาด ,หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ ,หลวงพ่อเจริญ วัดทองนพคุณ (น้องชายหลวงพ่อแดง),หลวงพ่อไห วัดบางทะลุ,หลวงพ่อพวง วัดพระนอน รวมทั้งเจ้าคุณอินทร์ วัดยาง และ พระครูรัตนสารวิสุทธิ์ (เชื่อม) พ.ศ.2503-2519 วัดแก่นเหล็ก

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 21:26 น.] #1480084 (47/52)


(N)
หลวงพ่อโศก วัดปากคลองบางครก

พระครูอโศกธรรมสาร (สุวณฺณเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดปากคลอง และเจ้าคณะอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี นามเดิม โศก สกุล พันธุ์โพทอง เป็นบุตรคนแรกของ นายพัน นางนาก พันธุ์โพทอง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน เป็นชาย 4 คน หญิง 3 คน ท่านพระครูอโศกธรรมสาร มีถิ่นกำเนิด ณ บ้านแคววังใหญ่ ตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เกิดเมื่อ วันอังคาร ปีวอก พุทธศักราช 2415 สมัยวัยอยู่ในปฐมวัย บิดามารดาได้ฝากให้เล่าเรียนหนังสือ อยู่กับพระอธิการเพิ่ม วัดสวนทุ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ได้ย้ายไปเป็นวัดเฟื้อสุธรรม ด้วยเหตุที่บิดามารดาของท่าน ประกอบอาชีพทำนา เมื่อถึงฤดูทำนา ท่านได้ช่วยเหลือบิดามารดาด้วย โดยปรกติวิสัย เป็นผู้ไม่ชอบอยู่นิ่ง ใคร่รู้ใคร่เห็น ชอบศึกษาหาความรู้ ชอบสนทนาวิสาสะ เป็นผู้เฉลียวฉลาดมีไหวพริบ จดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี เป็นพหูสุต เข้าใครเข้าได้ เพราะคุยสนุก มีแง่คิด พูดจาชวนฟัง มีคติ เป็นคนอารมณ์ดี ไม่ถือตัว จึงเป็นที่ชอบพอ และถูกอัธยาศัยของเพื่อนบ้าน และมิตรสหาย
เมื่ออายุครบปีอุปสมบท บิดามารดาได้จัดการอุปสมบทให้ ณ วัดปากคลอง ตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปีเถาะ พุทธศักราช 2435 โดยมี พระอธิการคล้ำ วัดปากคลอง เป็นอุปัชฌายะ พระอธิการทรัพย์ วัดเขาตะเครา เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอธิการเพิ่ม วัดสวนทุ่ง เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุวณฺโณ ภายหลังที่ท่าน ได้อยู่ปฏิบัติอุปัชฌายวัตร และอาจาริยวัตร ในหน้าที่นวกภิกษุ พอสมควรแก่นิสัยแล้ว ก็ได้เดินทางมาจำพรรษา ณ วัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และบาลีไวยากรณ์ต่อไป
ได้ศึกษาเล่าเรียนโดยความอุตสาหะเอาใจใส่ ตลอดระยะเวลาประมาณ 8 – 10 พรรษาแรก นับตั้งแต่อุปสมบท ด้วยวัตรปฏิบัติ และแบบแผนในเพศภิกษุภาวะของท่าน เรียบร้อย งดงาม สามารถเป็นแบบอย่างและผู้นำ ทั้งยังเข้าใจในศาสนกิจ และระเบียบการคณะสงฆ์เป็นอันดี มีอายุพรรษาเป็นเถระผู้ใหญ่แล้ว ฉะนั้นเมื่อท่านอธิการหลุบ เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ลาออกจากตำแหน่ง ในปีพ.ศ.2447 ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งจากทางคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบุรีโดย พระพิศาลสมณกิจ (สิน) เจ้าคณะเมืองเพชรบุรี วัดคงคาราม ให้ท่านเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาส วัดมหาธาตุ นับเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 7 ของวัดนี้ แต่ท่านอยู่ในตำแหน่งนี้เพียงปีเศษก็ขอลาออก เพราะต้องไปรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากคลอง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ก่อนหน้านี้วัดปากคลอง มีพระอธิการพร เป็นเจ้าอาวาสอยู่ แต่ได้ลาสิกขา ตำแหน่งเจ้าอาวาสจึงว่างลง บรรดามรรคทายกทายิกาของวัดนี้ เห็นพร้อมในกันว่า ควรไปอาราธนาพระอธิการโศก จากวัดมหาธาตุ มาเป็นเจ้าอาวาส ด้วยเป็นลูกเกิดของบ้านนี้ ท่านไม่สามารถปฏิเสธคำรบเร้าของผู้มีจิตศรัทธาในตัวท่านได้ จึงได้เดินทางมารับตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดปากคลอง เมื่อปี พ.ศ.2448 ขณะนั้นมีพรรษาได้ 13 พรรษา ตลอดเวลาที่ท่านดำรงอยู่ในสมณเพศ นอกจากจะได้ศึกษาเล่าเรียนทางพระธรรมวินัย และปฏิบัติศาสนกิจแล้ว ท่านยังได้ใช้เวลาว่าเท่าที่มีอยู่ ศึกษาศิลปวิทยาการต่าง ๆ เท่าที่นิยมกันอยู่ในสมัยนั้นด้วย เช่น วิชาโหราศาสตร์ เวชศาสตร์ ไสยศาสตร์ เป็นต้น ท่านได้ศึกษาอย่างจริงจัง และยังได้นำเอาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาช่วยเหลือผู้อื่นในโอกาสต่อมาด้วย เมื่อท่านได้มาครองวัดปากคลองแล้ว ท่านก็ได้ใช้ควมรู้ที่ได้เล่าเรียนมา เช่น ในด้านเวชศาสตร์ อันเกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณ เป็นต้น ได้ทำประโยชน์สงเคราะห์ผู้อื่นตลอดมา อีกอย่างหนึ่ง ท่านเป็นผู้มีกฤตยาคมแก่กล้า มีจิตตานุภาพสูง จึงทำให้ท่านเป็นผู้มีเกียรติคุณมีชื่อเสียงเป็นที่เคารพนับถือของชนทุกชั้น ตั้งแต่ราษฏรสามัญชนไปจนถึงข้าราชการผู้ใหญ่ เช่น พระยาสุรพันธุ์เสนีย์ (อิ้น บุนนาก) สมัยเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี ก็ยังเคยมาค้างแรมอยู่สนทนากับท่านที่วัดปากคลองบ่อยครั้ง ครั้งละหลาย ๆ วัน หลวงพ่อโศก ได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจของท่าน ช่วยเหลือประชาชนในด้านหยูกยาด้วยความเมตตา มิได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย แม้บางครั้งจะได้พักผ่อน หรือจำวัดในเวลากลางคืนแล้วก็ตาม แต่เมื่อใครมีธุระมาหาท่าน และมีเสียงสุนัขเห่าขึ้น หลวงพ่อก็จะลุกขึ้นลงจากกุฏิไปถามไถ่ดู ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเจ็บไข้ ก็จะจัดยาให้ทันที เพราะหลวงพ่อมียาสะสมไว้มาก ทั้งยาสมุนไพรและยาสำเร็จรูป ยาต่าง ๆ ของหลวงพ่อ มีไว้แจกจ่ายเป็นทาน ไม่ต้องมีสิ่งตอบแทน แม้ใครจะนำหมากพลู บุหรี่ ของขบฉันติดมาถวายด้วย ก็ไม่ยอมรับ ยกเว้นจะนำมาถวายยามปรกติ

หลวงพ่อโศก มียาทุกชนิดที่จำเป็นแก่การรักษาโรค เป็นยาต้มก็มี ยาผง ยาเม็ด ยารักษาตา ยานัตถุ์ น้ำมันมนต์ ยาอุทัย มีทั้งนั้น ยาเหล่านี้ท่านจะขอแรง พระ เณร หรือศิษย์วัด ช่วยกันปรุงสำรองไว้มิให้ขาด สมุนไพรต่าง ๆ ก็หาไว้มากมาย ตั้งวางไว้เต็มห้องบนกุฏิ และที่ปลูกไว้ในวัดก็มีอีกมาก วัดปากคลองในสมัยนั้น จึงเสมือนโรงพยาบาล เพราะมีคนไปขอยาท่านวันหนึ่ง ๆ มิใช่น้อย ยาที่มีชื่อเสียงที่สุดของท่าน คือ ยาต่อกระดูก เป็นยาต้ม ได้ตำหรับมาจากคุณพ่อตุ้ม จังหวัดลพบุรี ส่วนยาอื่น ๆ เรียนมาจาก คุณตาจวง ญาติโยมมารดา เช่น ยาอินทรเนตร ยาถอนพิษสำแลงมหาชะงัด ยานารายถอนนาคบาศ ยาดำอยุธยา ยาหอมกรี ยาหอมปิ่นโกษ ยาเขียวทหาร ยาอุทัย ยานัตถุ์ และน้ำมันมนต์ เป็น ต้นยาของหลวงพ่อ ได้ช่วยให้ผู้ที่ได้รับอันตรายเกือบถึงเสียชีวิต ให้ได้รอดชีวิตอยู่มากมาย เช่น บางราย กินของพิษสำแลงเข้าไป มีอาการขากรรไกรแข็ง ต้องงัดขากรรไกรเอายากรอกปากก็มี เช่น นายจีนชาวบ้านบางครก พระเจ ธมฺสโร วัดปากคลอง มีเรื่องเล่าว่า หลวงศุภมาตรา อดีตเคยเป็นนายอำเภอ มีความสนใจอยากจะได้ตำรายาต่อกระดูก แต่หลวงพ่อไม่ยอมให้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะหลวงพ่อรับปากมาจากเจ้าของเดิม หรืออาจเนื่องมาจากเหตุใดก็ไม่ทราบได้ ในที่สุดคุณหลวงผู้นี้ได้เพียรพยายามและหาวิธีการ จนรู้ตัวยาต่อกระดูกได้เหมือนกัน ครั้นเมื่อนำเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้หลวงพ่อฟัง เพื่อจะได้เป็นการตรวจสอบดูอีกทีหนึ่งว่า ตัวยาต่าง ๆ ที่ทราบมานั้น เหมือนกันกับตำหรับของหลวงพ่อแล้วหรือยัง หลวงพ่อก็บอกไปว่า ได้ไปยังไม่ครบทุกอย่าง คุณหลวงก็ได้เพียรพยายามค้นหาสิ่งที่อาจจะยังขาดอยู่ แต่ก็ยังปรากฏว่าตัวยาเท่าที่ทราบแล้วนั้น มิได้มีอะไรขาดอะไรเกินไปจากที่ตำหรับยาของหลวงพ่อโศกเลย จึงเข้าไปหาหลวงพ่ออีกครั้งแต่ท่านก็ยืนยันเช่นเดิม ในที่สุดคุณหลวงก็ต้องนำดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปหาหลวงพ่อฝากตัวเป็นศิษย์ ขอประสิทธิ์ประสาทยาขนานนี้ให้ด้วย หลวงพ่อจึงยอมบอก ว่าสิ่งที่ขาดไปยังไม่ครบนั้น คือ ใบตอง และเฉลวขัดปากหม้อ ส่วนคาถากำกับไม่ทราบว่าได้มอบให้ไปด้วยหรือไม่ ต่อไปนี้ จะขอนำรายละเอียดเกี่ยวกับตัวยาที่มีชื่อเสียงของท่าน คือยาต่อกระดูก ยาเขียงคอด และยาเบญจเหล็ก ให้ผู้สนใจได้ทราบไว้ ดังนี้

ยาต้มต่อกระดูกของหลวงพ่อนั้น นับว่าเป็นยาที่มีชื่อเสียงลือมาก มีสรรพคุณทางสมานกระดูกได้อย่างอัศจรรย์ยิ่ง ใครได้รับความเดือนร้อน แม้จะอยู่ไกลเท่าใด ก็ต้องขวนขวายมาหาหลวงพ่อให้ประกอบยาให้ เพราะเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ มีอยู่หลายราย ที่มีอาการไม่น่าจะหายก็หายได้ ที่คิดว่าไม่มีทางรอดก็รอดตายหายเป็นปรกติ ดังเช่น คนงานคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวจีน ตกลงมาจากหลังคาโบสถ์วัดปากคลอง ขณะที่ยังกำลังก่อสร้างอยู่ มีอาการหนักมากแทบจะไม่มีทางรอด เมื่อหลวงพ่อต้มยาต่อกระดูกให้กินแล้ว ร่างกายก็ค่อยเป็นปรกติ อาการดีขึ้นจนหาย ต่อมามีเด็กวัดคนหนึ่งถูกลูกกลิ้งบนพื้น บดทับเอาจนตัวแบน ใคร ๆ ก็คิดว่าไม่มีทางรอด ต้องตายแน่ แต่ก็รอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ด้วยยาต่อกระดูกของหลวงพ่อเช่นกัน
ยาต่อกระดูกมีตัวยา 7 อย่าง ดังนี้
หัวปลาช่อนใหญ่ , หัวปลาช่อนเล็ก ,นมราชสีห์ใหญ่ ,นมราชสีห์เล็ก ,เกล็ดหอยใหญ่ ,เกล็ดหอยเล็ก ,ข้าวเย็นเหนือ ยาเหล่านี้นำมาสับ เพื่อบรรจุลงในหม้อดิน เมื่อสับยา ให้เริ่มว่า คาถาสับยา ดังต่อไปนี้
สพฺพา สีวิสชาตีนํ ทิพฺพมนฺตาคทํ วิย ยนฺนา เสติ วิสํ โฆรํ เสสญฺจาปิ ปริสฺสยํ อาณกฺเขตฺตมฺหิ สพฺพตฺถ สพฺพทา สพฺพปาณินํ สพฺพโสปิ นิวาเรติ ปริตฺตนฺตมฺภณาม หาย
เมื่อสับยาเสร็จแล้ว ต่อไปจะต้องบรรจุลงหม้อ ดังต่อไปนี้ กอบแรกว่า ดังนี้
สกฺกตฺวา พุทฺธรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ หิตํ เทวมนุสฺสานํ พุทฺธเตเชน โสตฺถินา นสฺสนฺตุปทฺทวา สพฺเพ ทุกฺขา วูปสเมนฺตุ เต
กอบที่สองว่า ดังนี้
สกฺกตฺวา ธมฺมรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ ปริฬาหู ปสมนํ ธมฺมเตเชน โสตฺถินา นสฺสนฺตุปทฺทวา สพฺเพ ภยา วูปสเมนฺตุ เต
กอบที่สามว่า ดังนี้
สกฺกตฺวา สงฺฆรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ อาหุเนยฺยํ ปาหุเนยฺยํ สงฺฆเตเชน โสตฺถินา นสฺสนฺตุปสฺทวา สพฺเพ
โรคา วูปสเมนฺตุ เต
เมื่อเอายาใส่หม้อแล้ว ใช้ใบตองปิดปากหม้อ ขณะนั้นให้เสกด้วยคาถา ดังนี้
พุทฺธรตนํ ธมฺมรตนํ สงฺฆรตนํ ติณฺณํ รตนานํ อานุภาเวน
แล้วนั่งบริกรรมด้วยคาถา ว่าดังนี้
คจฺฉ อามุมฺหิ โอภาเสติ ติฏฺฐาหิ
ให้บริกรรม 3-4-5 หน ตามแต่สมควร ต่อไปให้เอาเฉลว ปิดปากหม้อ ให้ตั้งนโม 3 จบ เสร็จแล้วว่าคาถา ดังนี้
สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ
โดยให้ว่าตั้งต้นจากเฉลงตาแรก และเรียงลำดับไปจนถึงตาที่ 7 ก็เป็นตัวสุดท้ายพอดี
นอกจากยาต้มกระดูก หลวงพ่อยังมียาที่มีชื่อเสียง และแก้โรคชะงัดอีกขนานหนึ่ง เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย เรียกกันว่า “ยาเขียงคอด” ทั้งนี้เพราะยาขนานนี้ มีผู้มาขอต้มบ่อย จนเขียงที่ใช้สับยาถูกสับจนคอดกิ่ว เลยได้รับการขนานนามว่า “ยางเขียงคอด”สรรพคุณ เป็นยาสำหรับสตรี แก้ผอมแห้งแรงน้อย ตัวยามี ดังนี้
โกฐสอ 1 โกฐเขมา 1 โกฐเชียง 1 โกฐหัวบัว 1 โกฐจุฬาลัมพา 1 เทียนดำ 1 เทียนแดง 1 เทียนขาว 1 เทียนข้าวเปลือก 1 เทียนตาตั๊กแตน 1 ดินประสิว 1 ขิงแห้ง 1 ยาดำ 1 คำฝอย 4 ครั่ง 1 สารส้ม 1 ดีเกลือ 2 ใบส้มเสี้ยว 1 ใบมะขาม 1 หญ้าตะกาด 1 รากหญ้าคา 1 แก่นขี้เหล็ก 1 เลือดแรด 1 สมอทั้งสาม 1 มะขามป้อม 1 ดีปรี 1 แก่นแสมทะเล 1 แก่นแสมสาร 1 เถาวัลย์เปรียง 1 ฝาง 1
ยาแก้กษัยต่าง ๆ มีชื่อว่า “ยาเบญจเหล็ก” เป็นยาที่แพร่หลายอีกขนานหนึ่ง มีตัวยาดังนี้
ขี้เหล็กทั้งห้า สิ่งละ 1 สมอทั้งสาม สิ่งละ 1 มะขามป้อม 1 รากตองแตก 1 วันย์เปรียง 1 หัวแห้วหมู 1 เทียนทั้งห้า สิ่งละ 2 โกฐน้ำเต้า 2 ยาดำ 2 บอระเพ็ด 1 ขมิ้นอ้อย 1 ใบมะกา 1 กำมือ ฝักการะพริก 3-4 ฝัก ดีเกลือตามแต่ธาตุหนักเบา

แม้จะมิได้มีเรื่องเกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วย ก็มีคนอีกเป็นจำนวนมาก ที่มุ่งหน้าไปหาหลวงพ่อ เพื่อขอเครื่องรางของขลังไว้คุ้มครองป้องกันตัว เพราะหลวงพ่อเป็นพระที่มีอำนาจ ทางกฤตยาคมกล้าแข็งมาก สมัยก่อนสงครามเอเซียบูรพา พ.ศ.2481 นั้น หลวงพ่อโสก เคยได้รับอาราธนาให้ไปปลุกเสกแหวนนพเก้าและเหรียญรูปสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ที่วัดราชบพิตร พระนคร ร่วมกับพระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาแล้ว ท่านจึงเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงดังมากในสมัยนั้น
บรรดาเครื่องรางของขลัง ที่ท่านทำขึ้นเพื่อแจกจ่าย ผู้ที่เคารพนับถือในหลวงพ่อนั้น มีหลายอย่างเฉพาะที่มีผู้นิยมและมีชื่อเสียงแพร่หลายได้แก่ พระเครื่อง เหรีญ รูป ผ้ายันต์ ตะกรุด พระขรรค์ ปลัดขิก (ของขลัง)
พระเครื่องนั้นทำไว้เพียงเล็กน้อย เป็นเนื้อเกสรและเนื้อชิน โดยเฉพาะเนื้อชิน ท่านนำโลหะมาจากลพบุรี ส่วนเหรียญต่าง ๆ ทำไว้หลายรุ่น
เหรียญรุ่นแรก ออกในงานทำบุญวันเกิด และฉลองตราตั้งอุปัชฌาย์ พ.ศ.2465 เหรียญรุ่นนี้มีผู้เข้าใจกันว่าเป็นเหรียญหลวงพ่อฉุย ทำนองหลวงพ่อโศกจะทำขึ้นถวายหลวงพ่อฉุย ลักษณะของเหรียญ เป็นเนื้อโลหะทองเหลืองและเนื้อชิน เรียกกันในหมู่ลูกศิษย์ และผู้ที่เคารพนับถือว่า พระจันทร์ครึ่งซีก เพราะกึ่งกลางเหรียญทำเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เหนือพระจันทร์เป็นอุณาโลม ข้างล่างพระจันทร์เขียนคำว่า อุ
ทั้งหมดนี้มีผู้อธิบายดังนี้ อุณาโลม หมายถึง พระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว สายรัดตัณหาของท่านไม่กำเริบ ไม่วอกแวกเหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไป รูปพระจันทร์นั้น หมายถึง ผู้ที่ให้แสงสว่าง คือปัญญา ส่วน อุ ใต้พระจันทร์ หมายถึง อุปัชฌาย์ เป็นผู้ชี้ช่องทางอัฏฐังคิกมรรค คือ มรรคอันมีองค์ 8 เพื่อดำเนินชีวิตไปตามมัชฌิมาปฏิปทา เหรียญรุ่นนี้ชาวอิสลามต่างก็มีใช้กัน นับถือยกย่องในความศักดิ์สิทธิ์ และยังพากันกล่าวสรรเสริญว่า หลวงพ่อโศก เป็นผู้เฉลียวฉลาด รู้จักนำเอาสัญลักษณ์ในศาสนาอิสลาม มาบรรจุไว้ในรูปเหรียญ
เหรียญรุ่นที่สอง เป็นรูปเสมา มีทั้งชนิดเงินและทองแดงชุบเงิน ออกเมื่อ พ.ศ.2468 เนื่องในงานสร้างอุโบสถ
เหรียญรุ่นที่สาม เป็นเหรียญรูปขนมเปียกปูน มีทั้งเงินและทองแดง ออกมื่อ พ.ศ.2476 เนื่องในงานฝังลูกนิมิตอุโบสถ
เหรียญรุ่นที่สี่ เป็นเหรียญรูปไข่ มีทั้งที่เป็นเงินและทองแดงชุบเงิน ออกเมื่อ พ.ศ.2478 ในงานยกช่อฟ้าอุโบสถ นับเป็นเหรียญรุ่นสุดท้าย
นอกจากเหรียญต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว หลวงพ่อได้ทำผ้ายันต์และตะกรุดต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ผ้ายันต์ราชสีห์ ยันต์บัวคว่ำบัวหงาย ตะกรุดจันทร์เพ็ญ ตะกรุดจันตรี ตะกรุดสามเพ็ง (เพ็ญ) ตะกรุดโทน ตะกรุดมหาอุด เป็นต้น
ผ้ายันต์และตะกรุด ช่วยให้เกิดคุณวิเศษทางเมตตา มหานิยม ซื้อง่ายขายคล่อง
ของป้องกันตัว ที่มีชื่อเสียงอีกอย่างหนึ่งของหลวงพ่อ ก็คือ พระขรรค์,ปลัดขิก ทั้งพระขรรค์และปลัดขิก ต่างเป็นที่ปรารถนาของศิษย์ และผู้สนใจทั่วกันโดยเฉพาะปลัดขิก มีผู้เชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์มาก ดังมีคำพูดเป็นข้อความคล้องจากกันว่า “คุณพ่อโศกช่วยเอาเข้า คุณพ่อวัดเขาช่วยเอาออก” ปลัดขิก ของหลวงพ่อ ทำด้วยเขาควายและไม้คูนตายพราย ลงอาคมด้วยหัวใจโจร ปลุกเสกเฉพาะในวันเสาร์ มีอานุภาพทางเสน่ห์ ขับล่าภูตผี ซื้อง่ายขายดี ทำให้คลอดลูกง่าย สุนัขกัดไม่เข้า ถอนพิษปลายอกแมลงขบกัด โดยเอาฝนกับน้ำมะนาว และป้องกันสรรพอันตรายร้อยแปด แม้แต่ผู้หญิงที่เป็นสุภาพสตรีหลายต่อหลายท่าน ก็แสวงหาของชิ้นนี้ไว้ใช้ด้วยเหมือนกัน ผู้ที่นำเอาของเหล่านี้ของท่านไปใช้และบังเกิดผลดีนั้น มีตัวอย่างพอจะอ้างได้อยู่มากราย แต่จะขอเว้น เพราะไม่สามารถนำมากล่าวได้หมดในที่นี้ นอกจากงานในด้านช่วยเหลือสงเคราะห์ประชาชนแล้ว ท่านก็ได้ปฏิบัติงานทางด้านบริหารคณะสงฆ์ มีการศึกษาการเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการปกครองควบคู่กันไป กิจการคณะสงฆ์ในความบังคับบัญชาของท่าน ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย กล่าวคือ ในด้านการศึกษาเล่าเรียนในวัดปากคลองนั้น หลวงพ่อโสกท่านมีความสนใจ เอาเป็นธุระมิได้ทอดทิ้ง ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ก่อนอื่นท่านได้บูรณะปฏิสังขรณ์ และเสริมสร้างเสนาสนะของวัด ให้แข็งแรงเป็นระเบียบ และพอเพียงแก่การอยู่อาศัย ในตอนหลังก็ยังได้สร้างอุโบสถและหอสวดมนต์ (สองชั้น) ขึ้นอีก เมื่อมีอาคาร พอที่จะเปิดเป็น สำนักเรียนได้แล้ว ท่านก็ได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมขึ้น สมัยนั้นเป็นระยะเริ่มแรกที่มีโรงเรียนสอนปริยัติธรรม เพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เพิ่งทรงตั้งหลักสูตรนักธรรมขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2456 การเรียนจึงยังไม่ค่อยแพร่หลายนัก ทั้งครูที่จะสอนก็หายาก หลวงพ่อโสกเปิดสำนักเรียนขึ้นแล้ว ท่านก็ได้กำเนินการสอนเอง

ครั้นเมื่อทางราชการได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2464 ท่านก็ได้ร่วมมือกับทางราชการเป็นอย่างดี มอบศาลาบำเพ็ญกุศลของวัด เปิดเป็นโรงเรียนประชาบาลวัดปากคลองขึ้น มีนายซื้อ เป็นครูใหญ่ คนแรก
ต่อมาเมื่อมีนักเรียนเพิ่มจำนวนมากขึ้น ท่านพระครูฯ ก็ได้ร่วมมือกับ นายสุด ศุทธยาลัย คหบดี สร้างอาคารเรียน สองชั้นอีกหลังหนึ่ง และยังได้ใช้เรียนอยู่จนทุกวันนี้
หลวงพ่อโศก เป็นผู้มีใจบุญกุศล ได้ทำบุญบริจาคทานอยู่เสมอ เช่น ในเทศกาลทอดกฐินก็ได้ทอดกฐินเป็นประจำเท่าที่ทราบก็มี วัดท่าขวิด วัดในกลาง วัดลักษณาราม วัดต้นสน วัดศีรษะคาม วัดปากลัด เป็นต้น หลวงพ่อท่านเป็นผู้ไม่ชอบอยู่เฉย ท่านจึงเป็นผู้มีความสามารถหลายด้าน เช่น ในด้านโหราศาสตร์ก็เล่าเรียนมาและมีชื่อเสียงเหมือนกัน ด้านงานจิตรกรรมก็ทำได้เป็นอย่างดี ได้วาดภาพชาดก ภาพปฐมสมโภช ภาพไตรภูมิ และภาพอธิบายสุภาษิตต่าง ๆ ไว้มาก ขณะนี้ยังมีผลงานบางชิ้นเหลืออยู่บ้าง เช่น ที่ศาลาการเปรียญวัดปากคลอง
หลวงพ่อเป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงมากองค์หนึ่ง เพราะมีสำนวนโวหาร และปฏิภาณเป็นที่ชื่นชอบของสาธุชนทั่วไป พระยาสุรพันธุ์ ท่านก็ชอบฟังเทศนาของหลวงพ่อด้วยผู้หนึ่งเหมือนกัน ครั้งหนึ่ง ท่านได้จัดให้มีเทศน์ปฐมสังคายนาขึ้น ประกอบด้วยพระอันดับ 500 รูป โดยท่านเป็นผู้แสดงพระธรรมเทศนาเอง ท้ายแห่งพระธรรมเทศนาครั้งนี้ ท่านได้ขอบิณฑบาตปัจจัยแด่พระอันดับทั้งนั้น เพื่อทำบุญสร้างสะพานราษฎร์รังสรรค์ร่วมกับญาติโยมทั้งหลาย ด้วยวิธีการอันแนบเนียนของท่าน ทำให้ได้กองทุนเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก
หน้าที่ทางคณะสงฆ์ของท่านพระครูอโศกธรรมสาร (โสก) พอประมวลเป็นลำดับมา ได้ดังนี้
1. เป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี พ.ศ.2447
2. เป็นเจ้าอาวาสวัดปากคลอง ตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี พ.ศ.2448
3. เป็นเจ้าคณะหมวด ตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. 2456
4. เป็นพระอุปัชฌายะ พ.ศ.2465
5. เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูอโศกธรรมสาร เมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2478
6. เป็นเจ้าคณะอำเภอบ้านแหลม พ.ศ.2478
7. พระครูอโศกธรรมสาร (โศก) เป็นผู้มีจิตเป็นกุศล ได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ประชาชนไว้มาก ตลอดเวลาท่านได้ปฏิบัติตนเพื่อเกื้อกูลผู้ดื่นตลอดมา เป็นพระที่มีสมณวัตรดีงาม บิณฑบาตเป็นนิจ ทำวัตรเช้าเย็นสม่ำเสมอ ฟังปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือนมิได้ขาด เป็นผู้มักน้อย ฉันอาหารมื้อละประมาณ 3 ฟายมือ กลางคืนเสร็จกิจแล้วก็ทำสมาธิอีกเป็นปรกติวิสัย ไม่มัวเมาในโลกะรรมใด ๆ เป็นผู้ได้เล่าเรียนและฝึกฝนตนเองมาดี เป็นผู้เฉลียวฉลาด เป็นพหูสูต มีปฏิภารโวหาร มีหลักในการอบรมสั่งสอนผู้อื่น สามารถบริหารกิจพระศาสนา และอำนวยคุณประโยชน์เป็นอเนกประการ
8. เป็นผู้ทรงวิทยาคุณ มีจิตตานุภาพและกฤตยาคมกล้าแข็ง ได้สั่งสอนและอุปสมบทกุลบุตร ไว้มากจึงเป็นที่เคารพนับถือแก่มหาชนแพร่หลายไพศาล
ด้วยเกียติคุณดังกล่าวมานี้ ท่านจึงได้ดำรงฐานานุศักดิ์สูงขึ้น ตำแหน่งสุดท้ายของท่าน คือได้เป็นเจ้าคณะอำเภอบ้านแหลม เมื่อปี พ.ศ.2478 นับว่าท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอองค์แรกของอำเภอนี้ ดำรงตำแหน่งอยู่ในเขตของตน เพราะแต่ก่อนมานั้น เจ้าคณะจะอยู่ใจเขตอำเภออื่น เช่น พระครูญาณวิมล (แดะ) วัดใหญ่สุวรรณาราม พระครูสุชาตเมธาจารย์ (กุน) วัดพระพุทะไสยาสน์ พระครูญาณพิลาศ (ชิต) วัดมหาธาตุ
ท่านพระครูอโศกธรรมสาร (โศก) ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอบ้านแหลมอยู่เพียง 4 ปี ก็มาด่วนมรณภาพเสียเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2482 เวลา 11.55 น. ด้วยโรคลมปัจจุบัน สิริรวมอายุได้ 67 ปี พรรษา 47 ครองวัดปากคลองอยู่ 34 พรรษา นับว่าเป็นการสูญเสียพระสังฆาธิการที่ดี และหาได้ยากยิ่งรูปหนึ่งของเมืองเพชร แม้รูปกายของท่านจะแตกดับ แต่นาม ชื่อเสียงคุณธรรมความดี ยังคงปรากฏอยู่ และเป็นที่สรรเสริญสืบไป
วัตถุมงคลของท่านไม่ว่าจะเป็นเหรียญพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว พระขรรค์ ปลัดขิก ผ้ายันต์ และวัตถุที่เป็นมงคลอื่น ๆ ลูกศิษย์ลูกหาผู้ใกล้ชิด และประชาชนทั่วไป ได้นำไปบูชาพกพาอาราธนาติดตัว มีประสบการณ์ปาฏิหาริย์เยอะมากมาย วัตถุมงคลของท่านโดดเด่นในเรื่องคงกระพันชาตรี สยบภูตผีปีศาจ เสนียดจัญไร แคล้วคลาดปลอดภัย จากภัยพิบัติ ไม่ว่าจะมาจากน้ำมือของเทวดา มนุษย์ และผู้ที่ไม่ประสงค์ดี ก็มลายหายสิ้นอย่างสิ้นเชิง ส่วนเรื่องราคานั้นบางอย่างแพงมาก ๆ การที่ท่านจะเช่าหาบูชาไว้เป็นสมบัติ ของตัวเอง โปรดหาผู้รู้ ผู้ชำนาญ และข้อสำคัญท่านต้องมีความพร้อมใช้สติพิจารณาให้รอบคอบ และท่านจะไม่พบกับความผิดหวัง ในเรื่องของวัตถุมงคลของหลวงพ่อโศก แห่งวัดปากคลองบางครก

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 21:38 น.] #1480109 (48/52)


(N)
หลวงพ่อผิน วัดโพธิ์กรุ อ.บ้านลาด
ท่านเป็นพระที่เก่งมากๆครับ นักเลงรุ่นเก่าเมืองเพชรรู้กันดี สมัยก่อนเหรียญท่านแพงกว่าเหรียญหลวงพ่อแดงและเหรียญหลวงพ่อทองศุข แต่เหรียญท่านไม่ระบุชื่อวัด ชื่อหลวงพ่อ และปีที่สร้างคนนอกพื้นที่จึงไม่ค่อยรู้จักแต่เรื่องพุทธคุณไม่เป็นสองรองใคร

โดยคุณ textile007 (10.1K)  [พ. 05 ม.ค. 2554 - 21:44 น.] #1480123 (49/52)


(N)
หลวงพ่อกุน วัดพระนอน วัดท่านติดเขาวังครับน่าเที่ยมมาก

เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งของ จ.เพชรบุรี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์

ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสี่ของพระพุทธไสยาสน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีความยาวถึง 43 เมตร ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง

เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่ง เชื่อกันว่าสร้างด้วยฝีมือสกุลช่างในสมัยอยุธยา

หมอนหนุนของพระพุทธไสยาสน์องค์นี้มีลักษณะเป็นทรงกลมแทนที่จะมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม

เดิมพระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้สร้างหลังคาคลุมไว้

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการซ่อมหลังคาใหม่ และสร้างผนังล้อมรอบองค์เป็นวิหารพระพุทธไสยาสน์

วัดพระนอน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขาวัง (พระนครคีรี) เป็นวัดเก่าแก่ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้าขึ้นเมื่อใด

สันนิษฐานว่าเป็นวั่ดที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นโบราณสถานประกาศให้ขึ้นทะเบียนเมื่อวันทั่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478

เป็นพระพุทธรูปนอนขนาดใหญ่องค์หนึ่งในจำนวน 4 องค์ ที่มีอยู่ในเมืองไทย







วัดพระนอน เพชรบุรีนอกจากจะมีพระพุทธรุปสำคัญให้ได้สักการะกราบไหว้แล้ว

ยังมีพระเกจิอาจารย์ที่เลื่องชื่อในอดีต ได้แก่พระครูสุชาตเมธาจารย์ หรือ หลวงพ่อกุน วัดพระนอนครับ

เครื่องรางที่ขึ้นชื่อของหลวงพ่อกุน คือ ตะกรุดไมยราพสะกดทัพ





ตะกรุดไมยราพสะกดทัพของหลวงพ่อกุนเป็นตะกรุดโทน ที่มีจำนวนการสร้างไม่มากนัก สัณนิฐานว่าประมาณ ๓๐๐ ดอก

ปัจจุบันเป็นตะกรุดในตำนานที่หายากยิ่ง พุทธคุณโดดเด่นทางคงกระพัน กันเขี้ยวงา และเป็นสะกดผู้คนให้หลับใหล

ได้เคยฟังเรื่องราวอานุภาพของตะกรุดไมยราพสะกดทัพ จากหลวงพ่อครูชาอาจารย์ที่เคารพนับถือ ได้บอกเล่าเรื่องราวไว้ว่า

"เคยเห็นเหมือนกัน ตอนนั้นยังไม่ค่อยได้สนใจทางนี้ มุ่งแต่เรียนทางธรรม ไปบิณฑบาต บ้านโยมคนหนึ่ง ยินรอสักพักเห็นเงียบผิดปกติ

มารู้ตอนหลังว่า หลับหมดทั้งบ้าน เพราะเมื่อคืนมีคนเอาตะกรุดของหลวงพ่อกุนไปแขวนไว้ที่รอดของบ้าน ขึ้นไปหุงข้าวต้มแกงกิน

ไม่มีใครรู้สึกตัว แต่ท่านห้ามไม่ให้หยิบของมานะ ผิดครู กินได้อย่าเอาของเขา คนโบราณเขาถือสัจจะมั่นคง ของถึงได้ขลัง

จากนั้นก็สนใจด้านนี้เรื่อยมา "

ท่านผู้เล่าบอกว่า "ตะกรุดหลวงพ่อกุน สะกดคนได้จริงๆ"

ตะกรุดชุดนี้จะจารเป็นทั้งอักขระัยันต์และรูปในเรื่องรามเกีิยรติ์ครับ ภาพประมาณ หนุมานถวายแหวน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ตะกรุดวันเพ็ญ"

ปัจจุบันการสร้างตะกรุดสายนี้สืบทอดมาถึงวัดเขากระจิว และวัดชายนา

ถึงจะไม่มีการจัดสร้างตะกรุดไมยราพสะกดทัพโดยตรง แต่ยังมีการสร้างตะกรุดวันเพ็ญพอกครั่งอยู่บ้าง ตะกรุดมหาระงับก็พอมี

ที่ชัดเจนคือ สายวิชา มหาอุดและคงกระพันตามตำรับเดิมยังคงมีอยู่
ส่วนตะกรุดไมยราพสะกดทัพ คงเป็นตำนานให้บอกเล่ากันต่อไป ของจริงเจ้าของเขาหวงกันสุดๆ

โดยคุณ หนุ่ยเพชรบุรี (5.7K)  [พฤ. 06 ม.ค. 2554 - 08:08 น.] #1480433 (50/52)
ได้ความรู้มากมายเลยครับ ขอบคุณมากที่นำชีวประวัติพระสงฆ์ที่เป็นเนื้อนาบุญของเพชรบุรีบ้านเราให้เป็นที่รู้จัก สมกับคำว่า "เพชรเมืองพระ"

โดยคุณ ฉาดฉาน (3.1K)  [พฤ. 06 ม.ค. 2554 - 14:14 น.] #1480807 (51/52)
สุดยอดกูรูอริยสงฆ์เมืองเพชรจริงๆเลยครับ พี่textile007..... ..... ..... ..... ..... .....เยี่ยมยอดครับ จะคอยติดตามองค์อื่นๆอีกนะครับ......บ

โดยคุณ toei89 (625)  [ส. 08 ม.ค. 2554 - 22:59 น.] #1483989 (52/52)
ขอบคุณมากครับพี่ทัส

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www5