ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : หลวงพ่อสาคร มนุญโญ วัดหนองกรับ ตอน พระปิดตามหาอุตฺตโม



(N)
จะว่าไปแล้ว บรรดาตะกรุดเก่าๆ เศษชนวนโลหะเก่าๆ ก้อนแร่ธาตุต่างๆ ฯลฯ มองดูแล้วอาจไม่มีประโยชน์ตามสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับพระเกจิอาจารย์หรือนักนิยมพระเครื่องแล้ว สิ่งเหล่านี้ถือเป็นมวลสารชั้นดี ที่สามารถปะติดปะต่อร้อยเรียงเป็นเรื่องราวอธิบายถึงความเป็นมาของวัตถุมงคล ประเภทเนื้อโลหะ

จริง อยู่ถึงแม้การสร้างวัตถุมงคลที่เป็นเนื้อโลหะ จะมีการสร้างออกมาหลายแบบ หลายวัด แต่ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่าวัตถุมงคลนั้นๆ พระเกจิอาจารย์ท่านใดเป็นผู้สร้าง สร้างอย่างไร สร้างเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

ทั้ง นี้เนื่องจากการจะสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาสักชุดนั้น ไม่ได้จบลงเพียงแค่เห็นเป็นรูปร่างและสามารถจับต้องได้ เพราะที่สุดและที่สุดของการสร้าง คือการปลุกเสกจนสามารถนำมาคุ้มครองชีวิตให้แก่ผู้ที่นำไปบูชาติดตัวได้นั่น เอง

เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ (วันอังคารขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๗ ปีขาล) ตรงกับวันธงชัย เวลา ๑๖.๑๙ น. วัดหนองกรับ ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ได้มีพิธีเทชนวนหล่อ "พระปิดตามหาอุตฺตโม" เพื่อนำปัจจัยที่ได้ไปสร้างซุ้มประตูและกำแพงของวัดหนองกรับ
พรายกระซิบเจ้าเก่าคาบข่าวมาบอกพร้อมกับทิ้งปริศนาไว้ว่า
"ทุกมุมต้องมีเรื่องราว"
ไม่นานนักผมก็พบว่าตัวเองพร้อมเพื่อนๆ กำลังวิ่งเล่นอยู่ใน "วัดหนองกรับ" ซึ่งในวันนี้แหละครับจะเป็นวันที่ "ความศรัทธา" ต้องมานำหน้าการดำเนินชีวิตของพวกเราอีกครั้ง

โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:22 น.]



โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:27 น.] #1393415 (1/19)


(N)


ย้อน หลังไปในปี ๒๕๑๘ ครับ สมัยนั้นพระภิกษุชรา หูค่อนข้างหนักต่อการพูดคุย ท่านได้ชื่อว่าเป็นพระเกจิอาจารย์อาวุโสมากกว่าพระเกจิอาจารย์ใดๆ ในจังหวัดระยอง วัตถุมงคลของท่านไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับของวงการนักนิยมพระในยุคสมัยนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า "หลวงปู่ทิม อิสริโก คือใคร" หรือ "เก็บไว้ก็ไม่มีอนาคต" แต่ทุกวันนี้เหตุผลต่างๆ ในอดีตได้ถูกทำลายลงด้วยประสบการณ์และราคาค่านิยมในวัตถุมงคลของท่านที่สูงขึ้นเร็วยิ่งกว่าราคาน้ำมัน
โดย ส่วนตัวแล้วผมไม่เคยเจอหลวงปู่ทิมหรอกครับ แต่ก็ได้ซึมซับเรื่องราวต่างๆ ของท่านไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจริง เช่นแขวนพระของท่านแล้วสามารถอาราธนาแก้โรคเวร โรคกรรมได้ หรือการเป็นคลังแห่งวิชาไสยศาสตร์ ชนิดที่สามารถบรรจุเข้าเป็นคณะในมหาวิทยาลัยได้อย่างสบายๆ
นอกจากนี้ภายใต้สมณศักดิ์ "พระครูภาวนาภิรัติ" ย่อมเป็นนัยบอกถึงการเป็นผู้ที่มีญาณภาวนาอย่างดีเยี่ยม และที่สำคัญคือความที่หลวงปู่เป็นพระที่มีเมตตา เป็นพระผู้ให้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ความเป็น "อมตะเถระ" ของหลวงปู่จะดำรงคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

ใน ช่วงชีวิตของหลวงปู่ทิม ท่านได้สร้างวัตถุมงคลทั้งพระเครื่องและของขลังต่างๆ ไว้อย่างมากมาย หลายรุ่น หลายพิมพ์ครับ โดยเฉพาะในช่วงปลายชีวิตของท่าน หลวงปู่ทิมได้สร้างพระปิดตายันต์ยุ่งที่ชื่อว่า “พระปิดตามหาอุตฺตโม” ด้วยพุทธคุณที่โดดเด่นจึงเป็นแรงขับให้พระปิดตารุ่นนี้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบของพระปิดตายอดนิยมในปัจจุบัน
เรื่อง ราวของการสร้างพระปิดตามีมานานแล้วครับ ผมเองก็ไม่ทราบว่ามันนานมากขนาดไหน เพราะตั้งแต่เกิดจนจำความได้ก็พบเห็นว่ามีพระปิดตาแล้ว ลักษณะของพระปิดตาที่พบก็จะมีทั้งปิดตาสองมือแบบธรรมดา หรือจะเป็นปิดตาหลายมือแบบมหาอุตม์ ฯลฯและเท่าที่ทราบการสร้างพระปิดตาก็ยังมีอีกหลายตำราและหลายวิธีการสร้าง

อย่างไรก็ตามเมื่อเราสืบค้นถึงในเรื่องของ "ความเชื่อ" จะพบว่าคติความเชื่อแห่งโบราณาจารย์เกี่ยวกับ "พระปิดตามหาอุตม์" ซึ่งมีลักษณะเป็นพระปิดตาหลายมือยกขึ้นปิดทวารทั้ง ๙ นั้น โบราณาจารย์ท่านได้ให้ความหมายไว้สองนัย
นัยยะแรกคือ เป็นรูปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในขณะที่ทรงเข้านิโรธสมาบัติ ซึ่งเป็นการปิดเสียซึ่งการรับรู้สำรวมแห่งอายาตนะภายนอกและภายใน เล่ากันว่าด้วยอานิสงส์แห่งนิโรธสมาบัติ จึงเป็นเหมือนเกราะกำบังไม่ให้ผู้ใดสามารถทำอันตรายได้
ส่วนนัยยะที่สองท่านว่าหมายถึง "พระภควัมปติเถระ" ซึ่งเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในสมัยพุทธกาล โดยในส่วนประวัติของ "พระภควัมปติเถระ" เพื่อนๆ สามารถค้นหาได้จาก "คัมภีร์ อสีติมหาสาวก หรือ ๘๐ อรหันต์สมัยพุทธกาล" ได้ครับ

นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกมากมายครับเกี่ยวกับ”พระปิดตา”ที่มีบันทึกไว้สืบทอดกันมา เช่น บทความของ "รองศาสตราจารย์นิพัทธ์ จิตรประสงค์" ซึ่งท่านได้เขียนไว้ในหนังสือ "อาณาจักรพระปิดตามหาอุตม์" ว่า
ในสมัยโบราณผู้ คนไม่นิยมอาราธนาพระเครื่องหรือพระพิมพ์ติดตัว ด้วยถือว่ารูปลักษณ์ของพระพุทธองค์เป็นของสูง คนโบราณท่านจึงได้ประดิษฐ์คิดแต่งเอาความเป็นพุทธอนุชาสามองค์มารวมกัน ได้แก่ การสร้างเสน่ห์นิยม คือ รูปลักษณ์ของพระมหากัจจายนะ ที่แกะสลักจากไม้โพธิ์นิพพาน (ก้านโพธิ์ตายพรายที่ชี้ไปทางทิศตะวันออก) โดยกำหนดให้มีลักษณะที่อ้วนล้ำเป็นสำคัญ และเหตุผลที่ทำเป็นรูปพระปิดตานั้น ท่านว่าเป็น "คตินิยม" ของโบราณาจารย์ที่ว่า
"การ กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อความขลังเป็นประสิทธิ์นั้นจำเป็นที่จะต้องกระทำ จิตให้เป็นอัปปนาสมาธิ คือ ทวารทั้ง ๙ อันมี ตา หู จมูก ปาก ทวารหนัก ทวารเบา ต้องดับสนิท"

แต่เมื่อสร้างเป็นรูปเคารพนั้น ไม่สามารถที่จะแสดงออกให้ท่านเห็นอย่างเป็นรูปธรรมเด่นชัดได้ ท่านจึงแสดงการเข้าถึง "อัปปนาสมาธิ (สมาธิอย่างสูง) โดยการยกมือขึ้นปิดตาเป็นปฐมก่อน จึงเป็นที่มาของ "พระปิดตา" ซึ่งเป็นการสร้างเสน่ห์นิยมตามอุปเท่ห์ดังกล่าวข้างต้น

โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:28 น.] #1393421 (2/19)


(N)



โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:29 น.] #1393423 (3/19)


(N)



โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:35 น.] #1393427 (4/19)


(N)
สืบต่อมาท่านโบราณาจารย์ผู้ชาญฉลาดได้แสดงออกมาให้การเข้าถึง "อัปปนาสมาธิ" ที่เด่นชัดยิ่งขึ้น ท่านจึงทำพระปิดตาเป็นปิดทวารทั้ง ๙ ประการ คือ ปิดตา ปิดหู ปิดปาก ปิดจมูก และล้วงลงปิดทวารหนักทวารเบา เราจึงเรียกพระปิดตาตามลักษณะอย่างนั้นอีกชื่อหนึ่งว่า "พระปิดทวารทั้ง ๙ " หรือ "พระปิดตามหาอุด" ก็มี

คำว่า "พระปิดตามหาอุด" นั้น ตามคัมภีร์ทางพุทธาคมมีอักขระย่ออยู่ ๔ คำด้วยกัน คือ
"อุดทัง อัดโท โทอุด ทังอัด" เรียกว่า "หัวใจมหาอุด"

ดังนั้นคำว่า "พระปิดตามหาอุด" คงใช้คำว่า "มหาอุด" ตัวนี้คือ "อุด" ไม่ให้ลูกกระสุนปืนออกจากปากกระบอกนั่นเอง และยังมีเรื่องเล่ากันสืบต่อมาว่า ขณะที่หญิงคลอดบุตรให้เอาพระปิดตามหาอุด ออกไปให้พ้นชายคาบ้าน มิฉะนั้นจักคลอดลูกยาก
สืบ ต่อมาท่านโบราณาจารย์ ท่านจึงได้ประดิษฐ์คิดสร้าง พระปิดตา ด้วยผงอิทธิเจและผงทางเสน่ห์นิยม ฯลฯ ตลอดจนคลุกเคล้าด้วยวัตถุมงคลและอาถรรพ์ทางโชคลาภและอิสตรี เช่น ไม้ไก่กุก ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว เสน่ห์จันทร์แดง เป็นต้น
เมื่อมีผู้ศรัทธาเลื่อมใสนำเอาไปใช้ได้เกิดอานิสงส์ทางโชคลาภ ทำให้คำเรียกขานชื่อท่านจาก "พระปิดตามหาอุด" เป็น "พระปิดตามหาอุตม์" ซึ่งมีความหมายไปในทางอุดมสมบูรณ์

ใน ทางวรรณกรรมชาวบ้าน เรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่เชื่อกันว่าเขียนขึ้นโดยอิงเค้าโครงเรื่องจริงที่เกิด ขึ้นในสมัยอยุธยา ซึ่งต่อมาสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ท่านได้ทรงโปรดให้ชำระและแต่งเพิ่มเติมขึ้นตามที่เราทราบกันอยู่ ก็ได้มีการกล่าวถึง "พระปิดตา" อยู่หลายตอนด้วยกันครับ ทั้งในลักษณะของการสักเป็นรูปพระปิดตาลงบนร่างกายหรือการนำเอาพระปิดตามาใช้ ประกอบพิธีเพื่อให้ร่างกายอยู่ยงคงกระพันครับ เช่น
"อันแม่ทัพคนนี้มีศักดา

อยู่คงศาสตราวิชชาดี

แขนขวาสักรงองค์นารายณ์

แขนซ้ายสักชาดราชสีห์

ขาขวาหมึกสักพยัคฆี

ขาซ้ายสักหมีมีกำลัง

สักอุระรูปพระโมคคัลลาน์

ภควัมปิดตา นั้นสักหลัง

สีข้างสักขระนะจังงัง

ศีรษะฝังพลอยนิลเม็ดจินดา"

หรือ

"จึงเอา พระภควัม ที่ทำไว้

ใส่ขันสำริดประสิทธิ์มนต์

ในขันนั้นใส่น้ำมันหอม

เสกพร้อมเป่าลงไปสามหน

พระนั่งขึ้นได้ในบัดดล

น้ำมันนั้นทาทนทั้งทุบตี

ล่องหนกำบังจังงังครบ

อุปเท่ห์เล่ห์จบเป็นถ้วนถี่

ปลุกเครื่องเสร็จพลันอัญชลี

อ่านมนต์เรียกผีพวกภูติพราย"

ครับ...ทั้งหมดนี้ผมว่าน่าจะเพียงพอสำหรับการอ้างอิงได้ว่า "พระปิดตา" เป็นพระที่มีการสร้างและรู้จักกันมาอย่างยาวนาน ประมาณว่าต้องมีหลายร้อยปีขึ้นไป แต่ก็ยังห่างจากสมัยที่พระพุทธเจ้าของเราท่านทรงประกาศพระศาสนานับเป็นพันปี
ซึ่ง ทั้งนี้ไม่ว่าพระปิดตาจะมีลักษณะเป็นปางอะไรหรือจะมีเรื่องราวความเป็นมาจาก คัมภีร์ไหนก็ตาม เราคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่า พระปิดตาเป็นเสมือนสัญญลักษณ์ตัวแทนเรื่องราวของวัฒนธรรม ที่ประกอบไปด้วย จิตรกรรม ประติมากรรม ความเชื่อ ความศรัทธา ฯลฯ ที่สะท้อนให้เราทราบถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาที่มีมาอย่างยาวนานได้ ครับ
สมัยก่อนมีการสร้างพระปิดตาขึ้นมาหลายสำนักและหลายลักษณะ ซึ่งประเด็นของความแตกต่างกันทางด้าน "เนื้อหา" และ "ลักษณะ" จึงไม่เพียงเป็นการบ่งบอกถึงความเป็น "เอกลักษณ์" ของผู้สร้างเท่านั้น หากแต่ยังสามารถสะท้อนถึง“ตัวตน”ของ ผู้สร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย เช่น พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง ที่สร้างจากผงพุทธคุณ พระปิดตาหลวงปู่จันทร์ วัดบ้านยาง ที่สร้างขึ้นจากเนื้อเมฆพัด พระปิดตาหลวงพ่อทับ วัดทอง ที่สร้างขึ้นจากเนื้อโลหะ ฯลฯ
สมัยนี้เรา จะเห็นว่าผู้คนจำนวนมากหันมานิยมพระปิดตากันมากขึ้น จนมีการสร้างต่อเนื่องกันขึ้นมาอีกหลายต่อหลายวัด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพระปิดตาจัดว่าเป็นพระที่มีพุทธลักษณะสวยงาม พุทธคุณครอบจักรวาล
ประมาณ ว่ามีบูชาแล้วสารพัดประโยชน์ จะบูชาติดตัวก็ได้ หรือหากไม่ต้องการแขวนนำพระลงแช่ในน้ำมันหอม นำน้ำมันหอมมาแตะที่หน้าผากก็ยังเป็นสิริมงคลติดตัวไปทั้งวัน จะว่าไปแล้ว
"พระปิดตา" จึงเป็นดั่งสัญญลักษณ์ของความมีโชคดี เป็นตัวแทนของความมีโชคลาภประมาณนั้นแลครับ

สำหรับ พระปิดตายันต์ยุ่งมหาอุตฺตโม ของหลวงปู่ทิม เป็นการสร้างโดยอิงเค้ารางเดิมมาจากพระปิดตายันต์ยุ่งพิมพ์เศียรบาตรของหลวง พ่อทับ วัดทอง ปรมาจารย์ผู้สร้างพระปิดตายันต์ยุ่งอันดับต้นของเมืองไทย ซึ่งพระปิดตายันต์ยุ่งมหาอุตฺตโม ของหลวงพ่อสาคร ถึงจะเป็นการสร้างล้อพิมพ์แต่ก็ได้มีการดัดแปลงบางส่วนให้เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะของท่านดังนี้ครับ

โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:39 น.] #1393431 (5/19)
องค์พระ นั่งขัดสมาธิเพชร มือสวมกำไลยกขึ้นปิดหน้า ปิดหู ปิดท้อง ปิดก้น ล้อมรอบด้วยมูลสูตรแห่งอักขระเลขยันต์ดุจการชักยันต์คุ้มครองตัว โดยมีการเดินเป็นเส้นยันต์ที่สะบัดพริ้ว คม ชัด ลึก
ที่ศีรษะมี "นะกระหม่อม" มีอักขระ "นะ" กลับคู่อยู่ที่ซอกแขนคู่หน้า ที่หน้าผากมีอักขระ "พะ" หงาย มี "ยันต์เฑาว์" ขนาบสองข้างด้วย "ยันต์อุณาโลม" ถัดลงมามีอักขระหัวใจธาตุ ๔ "นะมะพะทะ" ปิดหัวท้ายด้วย "นะขมวดวน" และอักขระแถวล่างสุด "นะอุด"
......พระปิดตามหาอุตตโมที่สร้างขึ้นใหม่ครั้งนี้ หลวงพ่อสาครท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่าเป็นการสร้างขึ้นตามอุปเท่ห์ที่กล่าวไว้ใน “ตำราพุทธนิมิต” ของหลวงปู่ทิม คำว่า “พุทธนิมิต” อธิบายความตามตำราได้ว่าหมายถึง “รูปนิมิตของพระพุทธเจ้า” ซึ่งรูปนิมิตที่ว่านี้จะหมายถึงหรือจะเป็นรูปอะไรก็ได้ตามแต่ที่พระพุทธเจ้าท่านจะทรงเนรมิต

สิทธิ การิยะ ถ้าผู้ใดพบเห็นพระคาถาพุทธนิมิต ให้ใช้ตามอุปเท่ห์เถิด หาอุปมามิได้เลย แม้ถ้าไปอยู่ในบ้านผู้ใด ก็เป็นสิริมงคลแก่ผู้นั้น เสนียด จัญไร มิอาจมาถึงผู้นั้นเลย ฯ

ใน ส่วนของตำราพุทธนิมิตนั้น หลวงพ่อเล่าว่าในเมืองไทยมีอยู่หลายตำราด้วยกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่สืบทอดมานั้นได้มาจากสายไหน แต่ของท่านเป็นตำราที่ถ่ายทอดมาจากหลวงปู่ทิมครับ อย่างไรก็ตามเมื่อมองกันในภาพรวม โดยสากลแล้วในทางพุทธคุณหลวงพ่อท่านว่ามักจะคล้ายๆ กัน จะมีแตกต่างกันไปบ้างก็เป็นในส่วนของ "เนื้อหา" และ "วิธีการสร้าง"

เช่น ในตำราโบราณเกี่ยวกับการสร้างมีด ซึ่งขั้นตอนในการทำใบมีดที่ต้องมีการเขียนยันต์ประเภทต่างๆ ในลักษณะแบบลบถมไปถมมา หนึ่งในจำนวนยันต์ที่สำคัญคือ “ยันต์พุทธนิมิต” สำหรับในขั้นตอนการบรรจุอิทธิคุณต่างๆ ลงในด้ามมีด เช่นผงพุทธคุณ ผงอาถรรพ์ต่างๆ ฯลฯ ในตำราก็ระบุว่าผงที่เหลือจากการบรรจุ ให้นำมาสร้างเป็นพระปิดตาไว้สำหรับพกติดตัว

"ท่านว่าขมังและเด็ดขาดนัก"

นอก จากนี้ก็ยังมีคณาจารย์สำคัญๆ อีกหลายท่านครับ ที่สร้างวัตถุมงคลในรูปแบบของพุทธนิมิต เช่นผ้ายันต์พุทธนิมิตของหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นผ้ายันต์รูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในขณะที่ทรงเข้านิโรธสมาบัติ เป็นต้น

โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:43 น.] #1393440 (6/19)


(N)
ย้อนมาดูตำราพุทธนิมิตของหลวงปู่ทิมกันบ้าง..

หลวง พ่อสาครเล่าว่าในตำราประกอบด้วยวิชาที่มีคุณอเนกอนันต์หลายวิชา โดยหลวงปู่ทิมท่านจะเลือกถ่ายทอดให้แก่ลูกศิษย์เป็นรายๆ ไป ขึ้นอยู่กับท่านพิจารณาว่าเหมาะสมกับผู้ที่จะรับหรือไม่ ซึ่งในตำรานี้มีอุปเท่ห์หรือฝอยเกี่ยวกับการสร้างวัตถุมงคลไว้หลายอย่างครับ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างพระปิดตา ในตำราได้มีการบันทึกถึงขั้นตอนไว้ประมาณนี้ครับ

"ผู้ ใดพบ พระพุทธนิมิตหรือพระควัม บุคคลผู้นั้นว่าถึงโสดาบัน ถ้าเป็นของวิเศษอันใหญ่หลวง ให้สร้างเป็นพระขึ้นสามองค์ ปิดหูหนึ่งองค์ ปิดตาหนึ่งองค์ ปิดปากหนึ่งองค์ นำพระทั้งสามองค์ที่สร้างขึ้นมารวมกันห่อหุ่มด้วยชันโรง พอกด้วยผง นำไปวางลงบนใบไม้เจ็ดอย่าง แล้วเสกด้วยพระคาถาพุทธนิมิต"

ซึ่ง อุปเท่ห์ตามตำรานี้ เมื่อราวปี ๒๕๒๘ หลวงพ่อสาครท่านได้นำมาสร้างเป็นพระผงเพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานฉลอง สมณศักดิ์ ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธนั่งขัดสมาธิ ด้านหลังเป็นยันต์พุทธนิมิต พร้อมกับขนานนามพระผงนี้ว่า "พระพุทธนิมิต"
พระพุทธนิมิตนี้ นอกเหนือจากการเป็นพระเครื่องชุดแรกๆ ในชีวิตของหลวงพ่อสาครแล้ว ยังถือเป็นพระเครื่องที่ประกาศความเป็นตัวตนของหลวงพ่อเป็นครั้งแรกเช่นกัน เพราะโดยองค์รวมแล้ว หลวงพ่อท่านเป็นผู้ออกแบบเอง แกะพิมพ์เอง ลบผงเอง กดเอง ฯลฯ

ใน ด้านประสบการณ์ของพระพุทธนิมิต ก็มีให้เล่ากันอย่างเหลือเฝือครับ ทั้งเมตตาเปลี่ยนศัตรูให้กลับกลายเป็นมิตร ขับรถมอเตอร์ไซด์ชนเสาไฟฟ้าข้างทางแต่ไม่เป็นอะไร รวมไปถึงทหารเรือสัตหีบพกพระพุทธนิมิตติดตัว ไปเหยียบกับระเบิดก็ยังรอดตายกลับมารายงานตัวที่วัด ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ถือเป็นการยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องที่ สร้างขึ้นจากตำราพุทธนิมิตอย่างเป็นรูปธรรมครับ

เชื่อว่าเพื่อนๆ คงจะเคยได้ยินคำนี้ "องคาพยพ"
องคาพยพ หมายถึง อวัยวะน้อยใหญ่ที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวตนของมนุษย์ ดังนั้นการจะเป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์จะต้องมีองคาพยพครบถ้วน ในเชิงไสยศาสตร์ก็เช่นกันครับ นอกเหนือจากพิธีกรรมจะต้องสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว การปลุกเสกก็ต้องสมบูรณ์ครบถ้วนตามที่ครูบาอาจารย์สอนสั่งมาด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะไม้แรกเริ่มวิ่งและไม้สุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ซึ่งหลวงพ่อบอกว่าคือเรื่องของ "ธาตุ" ประมาณว่ากินยาต้องกินทั้งก่อนอาหารและหลังอาหารแหละครับ เกี่ยวกับประเด็นนี้ท่านว่านอกจากต้องปฏิบัติตามตำราแล้ว ที่เหลือเป็นเรื่องของประสบการณ์เฉพาะตัวครับ
ว่า กันว่าในโลกเรานี้ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดจากองค์ประกอบสี่อย่าง ในทางพุทธศาสนาเรียกองค์ประกอบทั้งสี่อย่างนี้ว่า

"ธาตุทั้งสี่"
ธาตุทั้งสี่ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ซึ่งความเชื่อดังกล่าวได้สอดคล้องกับความเป็นจริงว่าหากผู้ใดศึกษาจนเขาใจ ถึงขั้นสามารถผสม สลับสับเปลี่ยน ธาตุทั้งสี่นี้ได้ ผู้นั้นก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีพลังจิตที่เข้มแข็ง
“ปรับธาตุก็เหมือนการปรุงอาหารนั่นแหละ รสไหนเหมาะกับอาหารอะไร รู้จักอาหาร เข้าใจทำ ก็อร่อย...”

การสร้างพระปิดตาในสมัยนี้มีการสร้างขึ้นหลายวัด แต่ว่าถ้าคนสร้างและคนเสกเป็นคนที่เข้าใจใน“ศาสตร์ที่เรียน”และเข้าใจใน”เคล็ดที่สอน” อย่างเช่นหลวงพ่อสาคร ผมว่ามันดูเหมาะสมและได้ใจดีครับ เหมือนกับการปรุงอาหารนั่นแหละ รู้จักอาหาร เข้าใจทำก็อร่อย....

โดย ส่วนตัวแล้ว ผมรู้จักหลวงพ่อสาครในฐานะที่ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ เป็นพระที่เชื่อมั่นในตนเองและมั่นคงในครูบาอาจารย์ ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของผู้ที่จะเสกของได้ขลัง

แต่ เมื่อได้มีโอกาสเข้ามากราบนมัสการท่านบ่อยครั้งเข้า ผมจึงพบว่าสิ่งที่หลวงพ่อเป็นมากกว่าที่ผมทราบก็คือ หลวงพ่อเป็นพระที่มีจิตใจดีและให้ความอบอุ่นกับลูกศิษย์ได้เสมอ โดยเฉพาะกับแง่มุมของความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำอะไรสักอย่าง
จะ ว่าไปแล้วถึงหลวงพ่อสาครท่านจะบอกว่าสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนถึงความเป็นครูบา อาจารย์และความเป็นเอกลักษณ์ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการสร้างพระปิดตามหาอุตฺตโมของหลวงพ่อยังหมายถึง การตอกย้ำในเรื่องที่ หลวงปู่ทิม อิสริโก เคยกล่าวไว้ว่า

"หลวงพ่อสาครองค์นี้ คือผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากท่าน"

อีกด้วย...สวัสดีครับ

----------------------------------------------------------------


กราบขอบพระคุณ หลวงพี่กิติศักดิ์ กิติสุขิโต ที่เมตตาให้ข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ขอขอบคุณ เอกสารอ้างอิง หนังสืออาณาจักรพระปิดตามหาอุตม์ โดย รองศาสตราจารย์นิพัทธ์ จิตรประสงค์ เอื้อเฟื้อภาพถ่ายจาก คุณโยธิน สกุลแพทย์ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย คุณนภดล ดวงฤดีสวัสดิ์ และคุณไก่ เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี กับกำลังใจทีมีให้ตลอดมาครับ

-----------------------------------------

ขอขอบคุณ คุณศิษย์กวง และเวป http://www.oknation.net มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

โดยคุณ kukai (1.1K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 15:17 น.] #1393498 (7/19)
สุดยอดครับ

โดยคุณ kittipat (38)(2)   [พ. 10 พ.ย. 2553 - 15:22 น.] #1393510 (8/19)
ยอดเยี่ยมครับ

โดยคุณ Lerm_kawilo (619)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 15:40 น.] #1393535 (9/19)
ยอดเยี่ยมครับ

โดยคุณ kokkranarnk (7.7K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 15:46 น.] #1393545 (10/19)
อ่านแล้วสุขใจอีกแล้วครับ....

โดยคุณ thongchai93 (2.7K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 16:20 น.] #1393575 (11/19)

โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 16:33 น.] #1393589 (12/19)
ขอบคุณพี่ๆๆทุกท่านเลยครับ

อันนี้เป็นเรื่องเล่าเริ่มต้นหลวงพ่อสาคร ครับ
http://www.oknation.net/blog/sitthi/2009/02/27/entry-1

โดยคุณ BCC-106 (434)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 17:51 น.] #1393652 (13/19)


(N)
ชอชื่นชมครับ

โดยคุณ บ้านนา (885)(4)   [พ. 10 พ.ย. 2553 - 18:42 น.] #1393700 (14/19)

โดยคุณ ทับทิมทอง (270)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 19:58 น.] #1393864 (15/19)
สุดยอดครับ

โดยคุณ ไม้มงคล (11.6K)(1)   [พ. 10 พ.ย. 2553 - 20:19 น.] #1393902 (16/19)

โดยคุณ gotton (1.1K)(1)   [พ. 10 พ.ย. 2553 - 22:02 น.] #1394123 (17/19)

โดยคุณ dragon2052 (627)  [พฤ. 11 พ.ย. 2553 - 01:02 น.] #1394363 (18/19)

โดยคุณ konhin_ (126)(1)   [พฤ. 11 พ.ย. 2553 - 16:04 น.] #1395102 (19/19)
สุดยอดอีกคนครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www5