ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : หลวงพ่อสาคร มนุญโญ วัดหนองกรับ ตอน เหรียญเสมาครบ ๖ รอบ เมื่อพุทธศิลป์คู่พุทธคุณ



(N)
หลาย ครั้งครับที่ผมและเพื่อนๆ ร่วมอุดมคติมีการเดินทางพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายว่าจะไปที่ใด ครั้งนี้ก็เหมือนกันครับที่เพื่อนผมชวนไปกราบนมัสการหลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ ยังไม่ทันที่จะพูดจบ ผมก็พาตัวเองเข้าไปนั่งอยู่เบาะหลังคนขับแล้ว สายสืบประจำวัดหนองกรับให้ข่าวมาว่า

"หลวงพ่อกำลังปลุกเสกเหรียญรุ่นใหม่ของท่าน"

เหตุผล ที่พวกเราสนใจเหรอครับ เพราะหลวงพ่อสาคร ท่านเป็นพระที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องแบบนี้ การปลุกเสกของท่านล้วนมีพิธีกรรมที่แน่นอน ประเภทที่ว่า “หย่อนบะหมี่สำเร็จรูปลงในหม้อ” อย่าได้ใช้กับหลวงพ่อ เสกพระนะครับ ไม่ใช่ การปรุงบะหมี่สำเร็จรูป เรื่องแบบนี้มันต้องใช้สมาธิที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างเชี่ยวชาญครับ

โดย ส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าในโลกที่หมุนรอบตัวเองใบนี้ ประกอบไปด้วยเรื่องของความดีที่งดงามและความเลวร้ายที่แอบซ่อนอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกัน หากเราเลือกเอาแต่สิ่งที่ดีๆ มาเป็นพลังขับเคลื่อนโลกให้หมุนแล้ว เชื่อมั่นเถอะครับจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในโลกนี้อีกมาก
ครับ คนไทยและสังคมไทยมีความศรัทธาและสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสิ่งที่คนไทยนับถือและยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกัน มาอย่างยาวนาน เช่น การเชื่อในพระรัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่งสูงสุด การเชื่อในเรื่องของการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

นอก จากนี้ในเรื่องลักษณะพื้นฐานของสังคมไทย เราคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ความเชื่อในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเรื่องของอภินิหาริย์ต่างๆ ก็ยังมีปรากฏให้เห็นกันอยู่โดยทั่วไป “วัตถุมงคล” จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของวัตถุที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองแทนความเชื่อในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม

และ ก็อย่างที่ทราบกันทั่วไปครับว่า โดยส่วนตัวของวัตถุสิ่งของแล้ว มันไม่ได้มีค่าหรือมีความหมายในตัวของมันเอง ด้วยเหตุฉะนี้การที่วัตถุสิ่งของจะมีค่าหรือมีความหมายอย่างไร จึงขึ้นอยู่กับว่า

“เรา” จะ “มอง” และ “ให้ความหมายกับมันอย่างไร”

มองว่าดีก็ดี

มองว่าไม่ดีก็ไม่ดี

หรือถ้าจะพูดกันง่ายๆ ก็ต้องบอกว่า

“ค่าของมันอยู่ที่มุมมองของแต่ละคน” ประมาณนั้นครับ

โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 13:38 น.]



โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 13:40 น.] #1393364 (1/26)
“ไม่ รู้ว่าที่อื่นเขาจะเสกพระอย่างไร แต่ที่นี่เมื่อเสกเสร็จแล้ว ต้องทำพิธีเบิกเนตร ตั้งอาการ เรียกรูป เรียกขันธุ์ เหมือนนักมวยนั่นแหละต่อให้เก่งขนาดไหน ลองมัดแขน มัดขาแล้วให้ขึ้นชกสิ”

ได้ใจครับคำพูดเบาๆ ภายใต้ใบหน้าที่ระบายไปด้วยรอยยิ้มของหลวงพ่อนี่แหละครับ ที่ยืนยันถึงความ “เป็น” ในเรื่องแบบนี้ของท่าน

นิยามที่ว่า “ลักษณะของสิ่งใดๆ ที่กำหนดนิยมทำกันขึ้นเอง ให้ใช้ความหมายแทนอีกสิ่งหนึ่ง” ในพจนานุกรมภาษาไทย คือความหมายของคำว่า “สัญญลักษณ์” ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่สัญญลักษณ์จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อความหมาย เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ของกลุ่มชน

กล่าว กันว่าความหมายของสัญญลักษณ์ในเชิงลึกที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของ ความเป็นจริงตามธรรมชาติ หรือ เหนือธรรมชาติ มักจะถูกถ่ายทอดผ่านหลักของศาสนา

ในเรื่องนี้มีนักวิชาการชาวตะวันตกบางท่านเคยสรุปนิยามของคำว่า “สัญญลักษณ์ในเชิงพระพุทธศาสนา” ไว้ชวนคิดครับ

“สัญญลักษณ์ ทำหน้าที่เป็นสะพานทางปัญญา ที่เชื่อมสิ่งที่เรามองเห็นกับสิ่งที่เรามองไม่เห็น เชื่อมตัวตนกับสิ่งที่ไร้รูปแบบ เชื่อมสิ่งที่เราอธิบายได้กับสิ่งที่เราอธิบายไม่ได้”

อักขระเลขยันต์ ถือเป็นสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งที่คนทั่วไปเห็นแล้วสามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร แต่ถ้าให้ว่ากันในเรื่องของความเข้าใจมันต้องใช้อ้างอิงจากคติความเชื่อของ แต่ละศาสนาครับ เช่น คำว่า “มะ อะ อุ”

“การ เสกพระต้องเข้าใจในตัวยันต์ เพราะต้องเลือกใช้กับคาถาที่มากำกับยันต์ แต่บางทีไม่มียันต์ เราก็เสกได้เหมือนกัน ของอย่างนี้มันอยู่ที่ใจกำหนด”

มะ อะ อุ ในคติความเชื่อของศาสนาฮินดู หมายถึงตัวอักษร ๓ ตัวที่มีความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเราเรียกกันว่า “โอม” คำว่า “โอม” ในบางตำราก็ยังอธิบายถึงความหมายของมันไว้แตกต่างกันอีกครับ เช่น

มะ หมายถึง พระศิวะ หรือ การทำลาย

อะ หมายถึง พระพรหม หรือ การสร้าง

อุ หมายถึง พระวิษณุ หรือการดูแลรักษา

สำหรับกรณีของชาวพุทธ ความคิดเห็นหรือความหมายของคำว่า “มะ อะ อุ” ก็ไม่ต่างไปจากชาวฮินดูครับ คือสามารถอธิบายได้หลายอย่าง เช่นถ้าอธิบายตามหลักของพระรัตนตรัยก็ต้องบอกว่า

มะ หมายถึง พระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้า

อะ หมายถึง พระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

อุ หมายถึง พระพุทธเจ้า

แต่ถ้าจะว่ากันในเรื่องของไสยศาสตร์เวทย์มนต์คาถา “มะ อะ อุ” ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของคาถาอาคมที่ใช้สำหรับเขียนและท่องจำ เชื่อกันว่าคาถาที่ท่อง “มะ อะ อุ” เป็นคาถาที่ให้ผลทางด้านเมตตา

ดังนั้นการใช้ตัวอักขระ “มะ อะ อุ” ในเชิงลึกแบบเหนือปกติแนวนี้ ผู้ที่จะนำไปใช้จึงต้องอาศัยประสบการณ์ จินตนาการ การรับรู้ทางจิต ฯลฯ เพื่อทำให้ตัวอักขระนั้นเกิดมีความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของคาถาอาคมนี่เองที่เป็นการบอกถึง “คุณค่า” ของ “คาถา” ดังเช่นคาถาของหลวงปู่ทิมที่ท่องว่า

“มะ อะ อุ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา พุทโธ พุทโธ”

เล่ากันว่าคาถาบทดังกล่าว หลวงปู่ทิมมักจะสอนให้กับบรรดาผู้ที่เคารพเลื่อมใสในตัวท่านไปท่องบ่นกัน

ความศักดิ์สิทธิ์ของคาถาได้รับคำรับรองจากหลวงปู่ทิมว่า “พุทธคุณสูง” และการยอมรับอย่างไร้ข้อกังขาจากผู้ที่นำไปท่องว่า “เมตตาและแคล้วคลาด” ชั้นเยี่ยม

โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 13:44 น.] #1393368 (2/26)
หลวง ปู่ทิม อิสริโก อดีตเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ท่านได้ชื่อว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงของภาคตะวันออกเชียวครับ ความมีชื่อเสียงของท่านเกิดจากวัตรปฏิบัติของท่านที่เรียบง่าย สมถะ สันโดษและเชี่ยวชาญในเชิงเวทย์

เชื่อกันว่าวัตถุมงคลประเภทใดก็แล้วแต่ที่หลวงปู่ทิมท่านเมตตาปลุกเสกให้ ล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่ต้องการของหลายๆ คน

ความ เก่งกาจของท่านสามารถสรุปได้ง่ายๆ ว่า วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกล้วนมีชีวิต มีฤทธิ์ มีเดช สามารถคุ้มครองชีวิตคนที่บูชาได้ ไม่ว่าวัตถุมงคลนั้นจะสร้างขึ้นจากวัตถุดิบชนิดใดก็ตาม

เพื่อนผมบางคนที่เคยมีประสบการณ์จากการใช้วัตถุมงคลของท่าน ถึงกับให้นิยามสั้นๆ ว่า

"ความขลังของวัตถุมงคลกับความเก่งของหลวงปู่ทิมเป็นแบบไม่จำกัด"

อย่าง เช่น ผ้ายันต์พัดโบก ตามตำรากล่าวว่า การจะสร้างให้ศักดิ์สิทธิ์ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง โดยเฉพาะน้ำหมึกที่ใช้เขียนยันต์พัดโบก ต้องผสมวัตถุอาถรรพ์หลายชนิด อาทิเช่น ไม้ไก่กุก ฯลฯ แต่ถึงหลวงปู่ทิมท่านจะมีมวลสารไม่ครบ ท่านก็สามารถปลุกเสกผ้ายันต์พัดโบกให้มีพุทธคุณบังเกิดขึ้นได้ตรงตามตำรา

อานุภาพ ของผ้ายันต์พัดโบกที่หลวงปู่ทิมปลุกเสก กล่าวกันว่า สามารถใช้เรียกโชค เรียกลาภ เรียกสาว หรือจะใช้ไล่ฝน ไล่ไฟ ก็ได้ผลชงักนักแลฯ เรื่องพวกนี้ชาวระยองต่างรู้กันดี

ซึ่งในกรณีเช่นนี้ผู้รู้บางท่านให้ความเห็นว่า "เกิดจากพลังจิตที่เข้มแข็งของหลวงปู่" ตัวอักขระและผืนผ้ายันต์เป็นเพียง "สัญญลักษณ์" ที่บอกว่าสิ่งของที่หลวงปู่ทิมกำลังปลุกเสกนั้นคือ "ผ้ายันต์พัดโบก" ครับ
นอก จากนี้ในสมัยที่หลวงปู่ทิม อิสริโก ยังมีชีวิตอยู่ คณะศิษย์ได้ขออนุญาตพิมพ์รูปของท่านล้อมด้วยพระคาถาต่างๆลงบนกระดาษแผ่น เล็กๆให้ท่านปลุกเสก ด้วยวิทยาคมที่กล้าแข็งของท่านทำให้กระดาษแผ่นเล็กๆกลายมาเป็นวัตถุมงคล มหัศจรรย์ สามารถคุ้มครองชีวิตของผู้คนที่พกพาติดตัว

กระดาษแผ่นที่ว่านี้ชื่อว่า "กระดาษสารพัดกัน" อานุภาพของกระดาษสารพัดกันสมคุณค่ากับการที่หลวงปู่ทิมได้ตีค่าไว้เท่ากับ "ตะกรุดหนึ่งดอก"

๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๑ หากนับตามจันทรคติ ตรงกับวันอังคาร แรม ๙ ค่ำ เดือน ๓ ปีขาล เด็กชายสาคร ไพสาลี ได้ถือกำเนิด ณ บ้านท้ายทุ่ง ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ตรงตามคำทำนายของหลวงปู่ทิมที่เคยกล่าวไว้ว่า
"คนที่จะมาสืบทอดวิชาจากท่านต้องเกิดในหมู่บ้านเดียวกับท่าน"

"เด็กชายสาคร ไพสาลีในวันนั้น คือหลวงพ่อสาคร มนุญโญ" ในวันนี้
และ ก็เป็นรับรู้กันโดยทั่วไปครับว่าวัตถุมงคลที่ผ่านการปลุกเสกจากหลวงพ่อสาคร สามารถคุ้มครองป้องกันอันตรายได้อย่างน่าอัศจรรย์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตะกรุด พระเครื่อง หรือแม้แต่กระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีชื่อเรียกซ้ำกับกระดาษของหลวงปู่ทิม คือ "กระดาษสารพัดกัน"

โดยคุณ kukai (1.1K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 13:45 น.] #1393370 (3/26)
สวยจริงๆครับ

โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 13:47 น.] #1393371 (4/26)


(N)



โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 13:52 น.] #1393378 (5/26)


(N)



โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 13:57 น.] #1393383 (6/26)


(N)


"กระดาษสารพัดกัน เสกด้วย คาถาสารพัดกัน ที่ว่าด้วย นะกัน โมกัน พุทกัน ธากัน ยะกัน กันนะ กันนา กันนิ กันนี ฯลฯ"

ใน วาระที่หลวงพ่อสาคร มนุญโญ จะมีอายุครบ ๖ รอบในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๓ นี้ คณะศิษย์จึงได้ขออนุญาตจากหลวงพ่อสร้างเหรียญครบ ๖ รอบ ๗๒ ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปสร้างซุ้มประตูและกำแพงของวัดหนองกรับ
กล่าว กันว่าการถ่ายทอดเรื่องราวของพระพุทธศาสนามีหลายวิธีการครับ การวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถ ก็คือการถ่ายทอดประเภทหนึ่งซึ่งผู้วาดสามารถจินตนาการสร้างสรรค์ได้อย่างไร้ ขีดจำกัดขอเพียงแต่ว่าให้อยู่ในบริบทที่พึงจะเป็น

ครับ..หลัง จากที่พระพุทธศาสนาได้ลงรากลึกในดินแดนสุวรรณภูมิ ศิลปะแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาล้วนเจริญงอกงามไปด้วย ดังนั้นต้นแบบของงานศิลปะไทยจึงมักจะไปรวมตัวกันอยู่ที่วัด เพราะศิลปะเหล่านั้นต่างมีพื้นฐานมาจากพระพุทธศาสนานั่นเอง

ใน แง่มุมของการเป็นพุทธมามกะ สารัตถะของความเป็นพุทธทำให้ช่างศิลปะเมื่อได้รับมอบหมายให้ทำงานที่เกี่ยว ข้องกับพระพุทธศาสนา มักจะทำอย่างถวายชีวิต เรียกได้ว่ามีฝีมือเท่าไร ต่างประเคนลงมาบนเนื้องานจนหมดสิ้น เพราะมีความเชื่อว่าการทำงานรับใช้พระพุทธศาสนา จะทำให้เขาเหล่านั้นได้บุญ
ด้วยเหตุนี้ศิลปะทุกอย่างที่สร้างขึ้นมารองรับในพระพุทธศาสนา เราจึงเรียกว่า "พุทธศิลป์" ว่ากันว่าลึกลงไปใต้คำว่า "พุทธศิลป์" ล้วนสอดแทรกไปด้วยปรัชญา ความหมายในเชิงธรรมและที่มาที่ไปของเรื่องราว

อักขระเลขยันต์ สัญญลักษณ์ต่างๆ ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ถ่ายทอดคติความเชื่อในพระพุทธศาสนา ภายใต้เงื่อนไขว่าผู้ที่สนใจจะต้องใช้ความเข้าใจในระดับที่ลึกกว่าการนั่ง ชื่นชมแบบธรรมดา
เหรียญ เสมาครบ ๖ รอบ ๗๒ ปีของหลวงพ่อสาครก็ไม่ต่างกันครับ พุทธศิลป์ของเหรียญที่อวดโฉมด้วยการออกแบบลวดลาย การกำหนดมิติสูงต่ำและการสอดใส่รายละเอียดต่างๆ เช่น รูปของหลวงพ่อสาคร นักษัตรปีเกิด ตัวหนังสือ อักขระเลขยันต์ ได้ถูกจัดวางลงใน "พื้นที่ใช้สอยของเหรียญ" ที่ค่อนข้างมีจำกัด

ซึ่งรายละเอียดต่างๆ ตามที่ว่า ล้วนถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของหลวงพ่อสาครได้อย่างถึงใจ "ผู้เฝ้ารอ"

โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:05 น.] #1393393 (7/26)


(N)


เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ครับว่า
"ความเหมาะสมและลงตัว" นี่แหละครับคือ "ความงามที่ซ้อนกันอยู่ในความงาม"
ด้านหน้าของเหรียญที่วางจังหวะด้วยความอ่อนช้อยของลายเส้นที่อ่อนโยนสอดคล้องไปกับรูปทรงเสมาที่มีพระคาถา "มะ อะ อุ" คำว่า "มะ อะ อุ" ในที่นี้หลวงพ่อสาครอธิบายว่า

มะ คือ พระกรรมวาจาจารย์

อะ คือ พระอนุสาวนาจารย์

อุ คือ พระอุปัชฌาย์

พระทั้งสามองค์นี้คือพระผู้ให้กำเนิดหลวงพ่อสาครในโลกของธรรม
ด้านหลังของเหรียญประกอบไปด้วย "ยันต์ห้า" คือ "นะ โม พุท ธา ยะ" ซึ่งถือว่าเป็น "ยันต์ครู" ถูกออกแบบให้วางไว้เหนือเรื่องราวสั้นๆของท่านที่ว่าสร้างขึ้นในวาระอะไร และออกที่วัดไหน

อย่างไรก็ตามถึง "พุทธศิลป์ของเหรียญ" จะถูกจำกัดด้วยขนาดของพื้นที่ แต่ขนาดของพื้นที่ไม่สามารถจำกัดพุทธคุณของเหรียญ”ได้ เพราะหลวงพ่อสาครย้ำว่า

"เหรียญนี้เป็นเหรียญสารพัดกัน มีค่าเท่ากับตะกรุดหนึ่งดอก"

มี ปัจจัยหลายประการครับที่สนับสนุนคำตอกย้ำของหลวงพ่อ เช่นวัตรปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ ความขลังในวิชา พิธีกรรม ประสบการณ์ ฯลฯ ซึ่งปัจจัยในเรื่องเหล่านี้นอกจากเราไม่ควรจะมองข้ามแล้วยังไม่ต้องนำมาฉาย ซ้ำด้วยครับ เพราะเป็นเรื่องที่พอจะรู้ๆ กันอยู่

ถัดจากประเด็นในเรื่องปัจจัยเหล่านี้ หลวงพ่อสาครท่านได้ให้น้ำหนักของความศักดิ์สิทธิ์ว่าเกิดจากบารมีของ "เทวดา" และ "แม่พระธรณี" ที่คอยดูแลรักษาตัววัตถุมงคลให้มีความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหลวงพ่อได้เมตตาอธิบายถึงความเชื่อในเรื่องนี้ค่อนข้างยาวครับ เช่น
อายุ ของเทวดา กับ อายุของมนุษย์ มีไม่เท่ากันครับ ดังนั้นก่อนและหลังการปลุกเสก หลวงพ่อท่านได้อธิษฐานบอกกล่าวต่อเทวดาให้ช่วยกันมาปกปักรักษาวัตถุมงคลที่ ท่านปลุกเสกทุกครั้ง

ถ้าจะถามกันต่ออีกว่า เรื่องแบบนี้มันเชื่อถือกันได้ขนาดไหน

ก็ ต้องขอให้เพื่อนๆ ย้อนกลับไปดูวัตถุมงคลที่หลวงปู่ทิมปลุกเสกไว้เถอะครับ หลวงปู่มรณภาพไปนานแล้ว แต่ท่านก็ยังทิ้งความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลไว้เพื่อเป็นทาน เป็นพยาน แห่งความขลังแก่พวกเราในทุกวันนี้

ใน กรณีของหลวงพ่อสาคร ท่านก็ใช้วิธีการเสกแบบหลวงปู่ทิมแหละครับเพราะท่านเป็นลูกศิษย์ วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกเดี่ยวทุกรุ่นตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ ล้วนมีประสบการณ์คุ้มครองคนได้มาจนถึงทุกวันนี้เช่นกัน

ซึ่ง ประเด็นที่ว่าวัตถุมงคลจะหมดอายุลงเมื่อใดก็ต้องไปเทียบเคียงเอากับอายุขัย ของเทวดาแหละครับ เพราะอภิสิทธิ์อันนี้หลวงพ่อสาครท่านได้มอบให้เทวดาไปดูแลแทนท่านครับ

โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:12 น.] #1393394 (8/26)


(N)


ดัง นั้นคนที่มีวัตถุมงคลของท่านติดตัว หากทำความดีอยู่เสมอ ไปไหนมาไหนตราบใดที่เท้ายังเหยียบอยู่บนพื้นดินก็ไม่ต้องกลัว เพราะแม่พระธรณีท่านให้ความคุ้มครองเสมอ

ปัจจุบัน ในวัยใกล้ ๗๒ ปี หลวงพ่อสาคร มนุญโญ หรือ พระครูมนูญธรรมวัตร ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองกรับ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ทุกวันนี้แม้สังขารของท่านจะโรยราลงไปบ้าง แต่หลวงพ่อก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาวัดและเจริญภาวนาสมาธิอยู่อย่างสม่ำเสมอ
"วิชา อาคมก็เหมือนมีด ต้องหมั่นฝึก หมั่นลับ ทำให้มีสติ มีความคิด หากนำไปใช้อย่างถูกต้องก็จะเกิดประโยชน์ ซึ่งเราก็ใช้มันในการพัฒนาวัด
เวลา เสกพระ คนอื่นจะเสกกันอย่างไร เราไม่รู้ และก็ไม่ได้สนใจ เพราะเราตั้งใจอยู่กับการทำของๆ เราให้ดีเท่านั้น มันเป็นสำนึกของครูบาอาจารย์ ที่ต้องทำแต่สิ่งดีๆ ให้กับเขา"
นี่คือเหตุผลครับว่าทำไม หลวงพ่อสาคร จึงได้ชื่อว่า "หลวงพ่อในดวงใจเรา"
พุทธศิลป์กับพุทธคุณ
ถึงความหมายของทั้งสองคำนี้จะแตกต่างกัน แต่ก็สามารถนำมารวมกันได้ภายใต้บริบทของศาสนา
ฝ่ายหนึ่งใช้ความศรัทธาเป็นแรงจูงใจให้บังเกิด
ฝ่ายหนึ่งทำสิ่งที่บังเกิดขึ้นแล้วเป็นแรงจูงใจให้คนเข้าสู่ศรัทธา….
คำถามจึงมีต่อมาว่า ก่อนกลับบ้านวันนี้ ทายกันเข้ามาเลยครับว่าผมทำบุญกับหลวงพ่อไปกี่เหรียญ...สวัสดีครับ

กราบ ขอบพระคุณ พระอาจารย์กิติศักดิ์ กิติสุขิโต ที่เมตตาให้ข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ และขอขอบพระคุณ คุณโยธิน สกุลแพทย์ เจ้าหน้าที่ของวัดหนองกรับที่เอื้อเฟื้อภาพถ่ายและรายละเอียด คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย กับภาพถ่าย เพื่อนต่อสำหรับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์
ร้านนายฮ้อ สระบุรี กับกำลังใจทีมีให้ตลอดมาครับ

-----------------------------------------------------------------------------

ต้องขอขอบคุณ คุณศิษย์กวง มากครับ และเวป http://www.oknation.net ครับ

โดยคุณ ชอบจัง (3.7K)(4)   [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:15 น.] #1393396 (9/26)

โดยคุณ บ้านพระระยอง (2.3K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:18 น.] #1393400 (10/26)
ยอดเยี่ยมครับ

โดยคุณ บ้านพระระยอง (2.3K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:26 น.] #1393410 (11/26)
เหรียญ “มหาโภคทรัพย์” ความเมตตาเป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์ทั้งปวง

หลวงพ่อสาคร มนุญฺโญ วัดหนองกรับ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

“ความเมตตา” คือสภาวะของจิตใจที่มีเยื่อใยไมตรีจิตมิตรใจ คิดเกื้อกูลด้วยสุขประโยชน์ ปราศจากอาฆาตพยาบาทโกรธแค้น แสดงออกทางสีหน้าและสายตาที่สงบแช่มชื่น มองด้วยสายตาอันแสดงถึงความปรารถนาดีให้มีความสุข ปราศจากความมุ่งร้ายที่เป็นเวรเป็นภัยต่อกันทั้งปวง นี่เป็นความหมายที่กล่าวถึงคุณลักษณะของความเมตตานั่นเอง

ในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่จะถึงนี้ “พระครูมนูญธรรมวัตร” หรือ “หลวงพ่อสาคร มนุญฺโญ” วัดหนองกรับ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ศิษย์ผู้สืบสานพุทธาคมจากหลวงปู่ทิม อิสริโก จะมีอายุครบ ๗๓ ปี ทางคณะกรรมการวัดหนองกรับและศิษยานุศิษย์ได้ขออนุญาตหลวงพ่อสาครจัดสร้างเหรียญรูปเหมือนขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาทุนทรัพย์ก่อสร้างกำแพงรอบวัดหนองกรับให้แล้วเสร็จ หลวงพ่อสาครได้ให้ชื่อเหรียญรุ่นนี้ว่า “มหาโภคทรัพย์” อันเป็นชื่อที่ให้ความบริบูรณ์ในด้านทรัพย์สินเงินทองและเป็นมงคลอย่างยิ่ง โดยมีลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่แบบผลมะตูม มีขั้วอยู่ที่ห่วงเหรียญสื่อถึงความหมายของการออกดอกออกผลเป็นผลสำเร็จ ตรงกลางเป็นรูปเหมือนเต็มองค์หลวงพ่อสาครในอิริยาบถนั่งขัดสมาธิบนโต๊ะขาสิงห์ ด้านบนเขียนว่า “มหาโภคทรัพย์” ด้านล่างเป็นลวดลายรองรับในชั้นล่าง

โดยคุณ บ้านพระระยอง (2.3K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:35 น.] #1393428 (12/26)
ส่วนด้านหลัง บรรจุอักขระยันต์ครูตามแบบหลวงปู่ทิม อิสริโก เป็นประธาน หลวงพ่อสาครท่านได้กำหนดให้อักขระล้อมรอบชั้นในและชั้นนอก ดังนี้ “ปิโยเทวะมนุสสานัง ปิโยพรหมานะมุตตะโม ปิโยนาคะสุปัณณานัง ปิยินทรียังนะมามิหัง” แปลว่า “ผู้เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นที่สูงสุดของพรหมทั้งหลาย เป็นที่รักตลอดไปถึงดิรัจฉานมีนาคและครุฑเป็นอาทิ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้มีอินทรีย์อิ่มพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า” พระคาถานี้ถือว่าเป็นสุดยอดทางเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ แฝงคติทางพระพุทธศาสนาที่สื่อถึงความหมายแห่งการสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าอันเป็นที่รักแห่งชนทั้งปวง ด้วยว่าเป็นพุทธคุณบทเมตตาอันล้ำเลิศในพระคาถาอิติปิโสรัตนมาลา เหล่าพระคณาจารย์ทั้งหลายหากจะหวังผลในทางเมตตามหานิยมต้องใช้กำกับเสมอ พระคาถานี้มีชื่อว่า “ดอกไม้สวรรค์” เป็นพระคาถาบท “ปิ” เป็นหนึ่งในบท “อิติปิโสรัตนมาลา” ซึ่งพรรณนาคุณแห่งพระรัตนตรัยที่แจกแจงออกไปตามอักขระอย่างลึกซึ้ง แล้วร้อยกรองเข้าไว้ด้วยกันดุจพวงมาลา ซึ่งมีมาแต่โบราณกาล สืบทอดกันมาช้านาน

ส่วนที่เป็นคาถาวงในนั้นประกอบด้วยด้านบนคือ อ่านว่า “นะชาลีติ” เป็นคาถาหัวใจพระสีวลี พระสีวลีเป็นพระมหาเถระในครั้งพุทธกาลที่ได้รับการรับรองจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “เป็นเอตทัคคะในทางผู้มีลาภมาก” คำว่าเอตทัคคะแปลว่าเป็นเลิศ ดังนั้นพระสีวลีเถระจึงเป็นพระอรหันต์ผู้เป็นเลิศด้านมีลาภมากนั่นเอง แม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงกล่าวว่า “ยกเว้นแต่พระตถาคตเจ้าแล้ว ไม่มีผู้ใดจะเลิศด้วยลาภเหมือนพระสิวลีเถรเจ้า” ดังนั้นพระคาถาหัวใจพระสีวลีจึงโดดเด่นในเรื่องโชคลาภโภคทรัพย์ พระคาถาบทต่อกันมาเป็นคาถา “มงกุฎพระพุทธเจ้า” โบราณจารย์แต่เก่าก่อนท่านว่ามีพุทธคุณครอบจักรวาลโดดเด่นดีทุกด้านทุกทาง อ่านว่า “อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเสพุทธะนาเมอิ อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ” ความหมายคือ “ขออัญเชิญคุณแห่งพระพุทธเจ้าอันวิเศษ คุณแห่งกระแสพระนิพพานอันประเสริฐ ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงสรรเสริญแล้ว จงเป็นมหาวิภูษิตาภรณ์ประดับด้วย มงกุฎทิพย์และเครื่องทรงแห่งพระเจ้ามหาจักรพรรดิ ครอบคลุมข้าพเจ้าตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ” หากรวมคุณวิเศษแห่งอักขระทั้งปวงแล้วต้องถือได้ว่าครบถ้วนครอบคลุมให้คุณวิเศษในทุกด้านอย่างบริบูรณ์เลยทีเดียว

โดยคุณ บ้านพระระยอง (2.3K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:36 น.] #1393429 (13/26)
หลวงพ่อสาครท่านได้ปรารภเป็นคติที่น่าสนใจให้ฟังว่า “คนเราน่ะ หากมีแต่คนเมตตารักใคร่ไม่โกรธเกลียดแล้ว ก็จะมีแต่มิตรที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูล จะประกอบกิจการงานใดก็ราบรื่นประสบผลสำเร็จ ได้ทรัพย์สินเงินทองตามมา นี่ถึงเรียกว่าความเมตตาเป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์ทั้งปวงจริงๆ” ด้วยเหตุนี้ท่านจึงบรรจงเลือกวางอักขระให้บังเกิดความเมตตานำหน้าก่อน จึงเป็นที่มาแห่งเหรียญที่ชื่อ “มหาโภคทรัพย์” นั่นเอง
เปิดสั่งจองบูชา วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๓ ที่วัดหนองกรับและศูนย์พระเครื่องตัวแทนของวัด ติดต่อสอบถามโทร ๐๘๙-๕๔๕-๖๕๗๑ , ๐๘๕-๙๕๕-๒๖๕๒

โดยคุณ anupong (1.2K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 14:53 น.] #1393447 (14/26)
สวัสดีครับ พี่อนุสิษฐ์


โดยคุณ kittipat (38)(2)   [พ. 10 พ.ย. 2553 - 15:26 น.] #1393515 (15/26)
สวยทั้งหมดเลย วัตถุมงคลหลวงพ่อสาคร
ขอเล่านิดนึงประทับใจมากกับพี่ในเวปท่านหนึ่งใจดีมากครับ เป็นสาวน้อยผู้ชอบทำบุญ ได้แบ่งปิดตาอุตตโมมาให้ผมบูชา ขอขอบคุณครับ

โดยคุณ Lerm_kawilo (619)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 15:41 น.] #1393537 (16/26)


(N)


ยอดเยี่ยมครับ

โดยคุณ kokkranarnk (7.7K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 15:43 น.] #1393538 (17/26)


(N)
อ่านแล้วสุขใจจริงๆ ครับ

โดยคุณ thongchai93 (2.7K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 16:20 น.] #1393573 (18/26)

โดยคุณ kaksuntech (820)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 18:24 น.] #1393680 (19/26)

โดยคุณ pukongto (1.5K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 19:23 น.] #1393780 (20/26)

โดยคุณ พิงคนคร (230)(1)   [พ. 10 พ.ย. 2553 - 21:58 น.] #1394108 (21/26)


(N)
หลวงพ่อในใจ

โดยคุณ gotton (1.1K)(1)   [พ. 10 พ.ย. 2553 - 22:03 น.] #1394127 (22/26)

โดยคุณ โพธิ์ไทร (1.4K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 22:28 น.] #1394177 (23/26)
หลวงพ่อในใจ ท่านใจดีมาก ๆ ครับผมสุดยอดจริง ๆ ครับผม

โดยคุณ ตระกูลทอง (1.8K)  [พ. 10 พ.ย. 2553 - 22:38 น.] #1394190 (24/26)


(N)


.

โดยคุณ Boonjan (1K)  [พฤ. 11 พ.ย. 2553 - 20:40 น.] #1395537 (25/26)


(N)
..

โดยคุณ anupong (1.2K)  [ศ. 12 พ.ย. 2553 - 15:50 น.] #1396822 (26/26)
ึีครับ ขอบคุณครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www5