ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : อยากทราบเรื่องเกี่ยงกับ''ปลัด''

(D)
คือว่า แถวบ้านผมน่ะครับมีลุงคนนึงเค้าทำ''ปลัด''ทำมาจากไม้คูณ ผมได้ไปคุยกับแก แกก็ให้มาอันนึง อ้วนเท่านิ้วโป้ง ยาวประมาณนิ้วกลางครับ เรื่องก็มีอยู่ว่า ผมอยากเอาไปให้ หลวงพ่อท่านลงอักขระให้น่ะครับ เลยอยากทราบว่าจะให้หลวงพ่อที่ไหนลงให้ดีครับ บ้านผอยู่ย่านบางนาครับ ขอบคุณครับ

โดยคุณ taxii (78)  [จ. 13 ก.ย. 2553 - 11:13 น.]



โดยคุณ sathitinterrayon (426)(3)   [จ. 13 ก.ย. 2553 - 11:19 น.] #1296028 (1/6)
คุณศรัทธาหลวงพ่อไหนก็ให้ท่านลงให้ก็ได้ครับพี่

โดยคุณ kingamulet (1.2K)  [จ. 13 ก.ย. 2553 - 11:48 น.] #1296044 (2/6)
ลพ.ฟู วัดบางสมัครครับ

โดยคุณ superpood (3.7K)  [จ. 13 ก.ย. 2553 - 12:46 น.] #1296112 (3/6)
วัดสาวชะโงกครับ

โดยคุณ superpood (3.7K)  [จ. 13 ก.ย. 2553 - 12:48 น.] #1296118 (4/6)
คำว่า "ปลัดขิก" แท้จริงก็คือ รูปศิวลึงค์ นั่นเอง หรือที่บางคนบอกว่าเป็นรูปของอวัยวะเพศชายก็ไม่ผิด ปลัดขิกของเกจิคณาจารย์ในเมืองไทยที่ได้รับความนิยมนั้นมีอยู่หลายสำนัก แต่ที่ขึ้นชื่อมากคือ หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา และหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ชลบุรี

แค่ชื่อวัดก็นับว่าสุดยอดครับ สาวยังชะโงกแล้วอย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง หลวงพ่อเหลือความจริงท่านโด่งดังมาจากเรื่องของผ้ายันต์แดง ที่ทำแล้วปลุกเสกแจกทหารในสงคราม พ.ศ.2483-84 ที่ทหารไทยนำเอาไปใช้แล้วยิงไม่เข้าแทงไม่เข้านั่นเอง

แต่ต่อมามีคนทราบว่าท่านเก่งในเรื่องของปลัดขิกด้วยจึงพยายามให้หลวงพ่อทำปลัดขิกให้ ปลัดขิกของหลวงพ่อนั้น ท่านจะทำด้วยไม้คูณ ไม้ชะอม ไม้แก่นคูณ เมื่อได้ไม้ตามปรารถนาแล้ว หลวงพ่อท่านจะทำน้ำมนต์ขึ้นมาก่อนแล้วราดลงไปที่ไม้ จากนั้นนำเอาไม้ไปตากแห้ง เมื่อไม้แห้งแล้วจึงนำเอามาแกะเป็นปลัดขิก ในยุคแรกๆ หลวงพ่อทำเองทั้งหมดแม้แต่จารอักขระยันต์ถึงการปลุกเสก

เมื่อแกะรูปปลัดขิกแล้วหลวงพ่อท่านจะทำการลงคาถาหัวใจโจร พร้อมกับลงตัวอุที่ด้านปลายของปลัดขิกทุกตัวด้วยอักขระตัวอุ ซึ่งการจารลงนั้นท่านใช้เหล็กปลายแหลมเล็กๆ ด้ามไม้ลง 3-5 ตัว ลายมือของหลวงพ่อจะบางๆ หวัดๆ แต่คม ต่อมาให้ลูกศิษย์จารแทนให้เมื่อคราวที่ท่านอายุมากขึ้น สำหรับคาถาหัวใจโจรของหลวงพ่อเหลือที่ใช้กำกับว่าดังนี้

"กัณหะ เนหะ" และ "อุมิอะมิ"

การปลุกเสกของหลวงพ่อเหลือท่านอาศัยเรื่องฤกษ์ยามและดวงดาวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ทำเสร็จเมื่อไหร่ก็เสกกันเมื่อนั้น หากทำอย่างนั้นจะไม่ขลัง คาถาหัวใจโจรคืออะไร บางคนนึกว่าเป็นคาถาสำหรับการออกรบต่อสู้นักเลงไปในทางนั้น แต่ความเป็นจริงแล้วคำว่า หัวใจโจร ในที่นี้หมายถึง การได้อะไรมาโดยง่ายแบบปุบปับฟลุคๆ ไม่คาดคิดไม่นึกไม่ฝัน นี่ต่างหากที่เป็นความหมายอันแท้จริงของคำว่าหัวใจโจร ไม่ใช่หมายถึงการไปปล้นไปฆ่าอย่างที่ใครหลายคนคิดเอาเอง

พระเกจิคณาจารย์นั้นท่านน้อมเอาปรัชญาต่างๆ แอบซ่อนเอาไว้ในเครื่องรางของขลังที่ท่านสร้างอยู่เสมอ จนน้อยคนนักหากไม่ได้ศึกษาอย่างเจนจบจะไม่อาจพบในเรื่องของเงื่อนงำแห่งปรัชญาได้เลย การปลุกเสกของหลวงพ่อเหลือ ท่านได้ใช้ฤกษ์ยามว่าด้วยสูตรแห่งโหราศาสตร์ด้วย เมื่อพระคาถาเป็นคาถาหัวใจโจร ฤกษ์ในการปลุกเสกก็ต้องอาศัยฤกษ์เฉพาะที่เป็นเหล่าก๊กแห่งโจร หลวงพ่อเหลือจึงต้องปลุกเสกในช่วงเวลา 3 ทุ่มครึ่งขึ้นไปของทุกวัน ซึ่งในห้วงเวลานี้เป็นห้วงเวลาแห่งดาวราหูมีตัวแทนคือเลข ๘

สำหรับวันที่ปลุกเสกหลวงพ่อจะปลุกเสกในวันอังคาร วันศุกร์ และวันเสาร์ ปลัดขิกในบาตรที่ท่านนำใส่เอาไว้จะต้องปลุกให้ครบสามวันตามที่กล่าวมาในช่วงเวลาสามทุ่มครึ่ง เพราะกำลังแห่งก๊กโจรทางภาษาโหรศาสตร์นั้น กำหนดเอาไว้ด้วยกลุ่มดาว 4 ดวง กล่าวคือ ดาวอังคาร มีตัวแทนคือเลข ๓ ดาวศุกร์มีตัวแทนคือเลข ๖ ดาวเสาร์มีตัวแทนเป็นเลข ๗ และดาวราหูมีตัวแทนเป็นเลข ๘

สรุปเลขก๊กโจรคือ ๓ ๖ ๗ ๘ (ของโหราศาสตร์) แต่ทว่าในปฏิทินสากลทั่วไปไม่มีวันราหูจึงต้องอาศัยดาวราหูในการกำหนดฤกษ์ยาม เวลาของดาวราหูคือตอนกลางคืน ตั้งแต่สามทุ่มครึ่งเป็นต้นไป

เมื่อหลวงพ่อเหลือปลุกเสกตามฤกษ์ยามนี้จึงเป็นการทำที่ครบก๊กพอดี เครื่องรางของท่านจึงมากไปด้วยอานุภาพนัก เลข ๓ มีความหมายสื่อไปถึงจิ๊กโก๋กล้าได้กล้าเสีย เลข ๖ มีความหมายสื่อไปถึงครูโจร คือ นักวางแผนในการทำงาน เลข ๗ สื่อไปถึงผู้มีใจนักเลงผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก (ไม่ใช่อันธพาล)

อานุภาพของปลัดขิกหลวงพ่อเหลือ คือ ดีด้านคงกระพันและเมตตาโชคลาภเป็นยิ่งนัก แต่เป็นโชคลาภที่ได้มาจากการไม่ต้องร้องขอแต่ประการใด เป็นโชคลาภแบบอยู่เฉยๆ นิ่งๆ เดี๋ยวมาเองเดี๋ยวดีเองคนรุ่นเก่าบอกว่า หากใส่ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือเพื่อจีบสาวให้เอามาไว้ที่เอวทางซ้าย หากจะเข้าหาเจ้านายให้เอามาไว้ที่เอวข้างขวา หากเกิดเหตุคับขันให้หันเอาไว้ข้างหน้า หากจะถอยให้เอาไว้ด้านหลัง เวลาจะใช้ในการใดเมื่อหันไปถูกตำแหน่งที่ต้องการแล้วให้กลั้นหายใจว่าคาถากำกับคือบทหัวใจโจร กัณหะ เนหะ แล้วทุกอย่างจะเป็นไปสมปรารถนาทุกประการ

อีกอย่างหนึ่งชื่อของท่านเป็นที่ชื่อที่ดีมาก ใส่แล้วจะได้เหลือกินเหลือใช้ แต่สำหรับพ่อค้าแม่ขายไม่นิยมเอาปลัดขิกของหลวงพ่อเหลือไปในร้านหรือขณะขายของ เพราะกลัวเป็นไปตามชื่อของท่านคือ เหลือ หรือว่าขายของไม่หมดนั้นเอง

คนรุ่นเก่าๆ เล่าว่า หลวงพ่อเหลือท่านเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจากับใครเท่าไหร่นัก กลางคืนท่านก็จะนั่งภาวนาของท่านด้วยการจุดเทียนหนึ่งเล่มในกุฏิ จากนั้นท่านก็นำเอาปลัดขิกมาวางที่หน้าเทียนแล้วภาวนาไปเรื่อยๆ จนครึ่งคืน (คาดว่าประมาณสองยามหรือเที่ยงคืน) แล้วเป็นพอ

มีคนเคยกล่าวว่า ตำราของการปลุกเสกเครื่องรางทุกชนิดนั้น ผู้ปลุกเสกต้องใช้คาถาภาวนาร่วมกันปลุกเสกจนกว่าเครื่องรางนั้นจะเคลื่อนที่เองได้ราวมีชีวิต สำหรับปลัดขิกของหลวงพ่อเหลือนั้นเมื่อปลุกเสกแล้วหลวงพ่อจะหยิบออกจากบาตรมาตัวหนึ่ง ครั้นรุ่งสางหลังจากบิณฑบาตแล้วท่านจะลองโยนลงไปในแม่น้ำ หากปลัดขิกนั้นไม่จมคือลอยน้ำได้ แล้ววิ่งทวนน้ำได้ เป็นอันว่าการปลุกเสกปลัดขิกชุดนี้เสร็จสมบูรณ์

แต่ไม่มีใครเคยกล่าวว่า ปลัดขิกของท่านเคลื่อนที่ได้ในขณะที่ปลุกเสก เหมือนกับสายวิชาของหลวงพ่อยิดวัดหนองจอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่สามารถบินได้ว่อนไปมาขณะที่ปลุกเสก จนเป็นที่โด่งดังเช่นกัน

ประสบการณ์จากผู้ที่บูชาเท่าที่ทราบนั้น ลือเลื่องของเมตตามหาเสน่ห์เป็นยิ่งนัก และเรื่องของคงกระพันชาตรีก็มิใช่ย่อย.

ราช รามัญ

โดยคุณ คำปัน (578)  [จ. 13 ก.ย. 2553 - 21:03 น.] #1296703 (5/6)
มาเลยครับ ที่วัดลำกระดาน มีนบุรี

โดยคุณ taxii (78)  [อ. 14 ก.ย. 2553 - 08:48 น.] #1297329 (6/6)
วัดลำกระดาน มีนบุรี ต้องเข้าไปหาหลวงพ่อองค์ไหนครับ
ท่านชื่อว่าอะไร คือว่าผมไม่ทราบจริงๆ แล้วที่ผมจะเอา'ปลัด'ไปลงอักขระ
ก็เพื่อจะเอาไปไว้ที่ร้านขายของ ช่วยบอกด้วยน่ะครับ
ขอบคุณครับ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www5