ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : บทตำนานแห่งพระกริ่งไทย



(D)
พระกริ่งที่มาแห่งความศักดิ์สิทธิ์
พระเครื่องทั้งหลายที่เกิดขึ้นแต่เดิมนั้น ผู้ที่มีความปรารถนานาบุญ เพื่อหวังให้ตนมีความสุขความเจริญรุ่งเรืองได้สร้างรูปพระพุทธเจ้าขึ้นเพื่อเป็นหนทางแห่งบุญกุศล นอกจากนี้การสร้างรูปพระพุทธเจ้าหรือรูปเคารพในทางศาสนาได้เกิดมีขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอุเทสิกะเจดีย์
พระพุทธรูปองค์เล็กๆ ซึ่งนำมาเขย่าแล้วเกิดเสียงดังนั้นเรียกว่า ”พระกริ่ง”
เป็นพระเครื่องอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีกรรมวิธีสร้างเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาธรรมเนียม และวิชาช่าง ตลอดจนความเป็นมาที่ควรค่าแก่การศึกษา
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรับสั่งว่า กริ่งนั้น มี ~๒ สี สีดำกับสีเหลือง ส่วนพระกริ่งวัดสุทัศน์๚ นั้น สมเด็จพระสังฆราชแพเคยรับสั่งว่าได้แบบมาจากพระกริ่งสุริยวงศ์ พระกริ่งที่สมเด็จทรงสร้างเป็นพระนั่งปางมารวิชัยพระหัตถ์ซ้ายทรงวชิราวุธประทับนั่งบนบัวคว่ำบัวหงาย ๗ กลีบ ด้านหลังเกลียง

โดยคุณ kittipat (38)(2)   [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 10:03 น.]



โดยคุณ kittipat (38)(2)   [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 10:04 น.] #1223786 (1/17)
พงศาวดารพระกริ่ง
พระพุทธรูปองค์เล็กๆ ซึ่งนำมาเขย่าแล้วเกิดเสียงดังเรียกกันว่า ”พระกริ่ง” ซึ่งเป็นพระเครื่องอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีกรรมวิธีการสร้างเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ลัทธิธรรมเนียมและวิชาช่าง ตลอดจนความเป็นมาควรค่าแก่การศึกษาและมีไว้เป็นกรรมสิทธิ์ ศาสตราจารย์ยอช เซเดส์ ได้เคยกล่าวไว้ในตำนานพระพิมพ์ตอนหนึ่งว่าการสร้างรูปพระพุทธเจ้าหรือรูปเคารพอื่นๆ ในทางศาสนาถือว่าเป็นมูลเหตุแห่งกุศล พระเครื่องทั้งได้ได้เกิดขึ้นมาแต่เดิมนั้น ผู้มีความปรารถนานาบุญ เพื่อหวังให้ตนมีความเจริญรุ่งเรืองได้สร้างรูปพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นหนทางแห่งกุศล
นอกจากนี้การสร้างรูปพระพุทธเจ้าหรือรูปเคารพในทางศาสนาได้เกิดมีขึ้นเพื่อระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอุเทสิกะเจดีย์ มีมาตั้งแต่ครั้งอาณาจักรคันธารราฐ ซึ่งมีพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า พระเจ้ามิลินท์(พระองค์กับที่สนทนากับพระเจ้านาคเสนในเรื่องมิลินทปัญหา ครองราชย์อยู่ระหว่าง พ.ศ.๓๖๓-๒๘๓ เป็นผู้สร้างพระพุทธรูปเป็นครั้งแรก ตามหลักฐานการค้นคว้าของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ส่วนพระกริ่งซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ภายหลังจัดเป็นพระเครื่องชนิดหนึ่งที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับพันปี เดิมเป็นของจีนรูปทรงของพระกริ่งนั้น ทำเป็นแบบพระพุทธรูปแทนองค์พระไภษัชยคุรุ ปางสะดุ้งมาร พระหัตถ์ซ้ายทรงถือวชิราวุธบ้างถือหม้อน้ำมนต์บ้าง ประทับบนบัวคว่ำบัวหงาย อุดก้นด้วยแผ่นสีทองเดียวกันกับพระกริ่งข้างใน ศิลปะแตกต่างกันไปแต่ละยุคต์

โดยคุณ kittipat (38)(2)   [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 10:04 น.] #1223788 (2/17)
ความเป็นมาของพระกริ่งต้นแบบ
พระกริ่งในปัจจุบันมีมากมายหลายแบบ ทั้งเป็นพระกริ่งจีน พระกริ่งทิเบต พระกริ่งลาว พระกริ่งเขมรและแม้แต่พระกริ่งในประเทศไทยเอง ก็แตกต่างกันไปตามยุคสมัย จึงมีปัญหาน่าศึกษาว่า พระกริ่งแต่ดั้งเดิมนั้น เริ่มสร้างขึ้นในประเทศใด ในพระราชนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพ ตอนที่จะกล่าวให้เห็นชี้ชัดว่า พระกริ่งปทุมสุริยวงศ์ ใครเป็นผู้สร้างและแพร่หลายมาในประเทศไทย นานพอสมควร พระองคืให้ความสนพระทัยและศึกษาค้นคว้าจนได้ข้อยุติว่า
“ พระกริ่งองค์แรกนั้นเป็นของหล่อในเมืองจีนเนื่องจากพระกริ่งที่ทรงพบและได้เป็นกรรมสิทธิ์ มีพระเศียรและดวงพระพักตร์พระกริ่งเป็นแบบจีน ผิดกับพระพุทธรูปของขอมทั้งฐานพระทำบัวคว่ำบัวหายเป็นอย่าง”บัวหลังเบี้ย” ตามพระพุทธรูปจีน และทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในนิราศนครวัด ความตอนหนึ่งว่า อนึ่งเรา (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ) มาเที่ยวนี้ได้ตั้งใจสืบสวนเรื่องหนึ่งคือการสร้างพระพุทธรุปองค์เล็กๆซึ่งเรียกกันว่า พระกริ่ง เป็นของนับถือและขวนขวายหากันในเมืองเรามาแต่ก่อน กล่าวกันว่าเป็นของพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์สร้างไว้ เพราะได้ไปจากเขมรทั้งนั้น เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๔ พระอมรโมลี(นพ) วัดบุปผาราม ลงมาส่งพระมหาปาน ราชาคณะธรรมยุติ ในกรุงกัมพูชาองค์แรก ซึ่งต่อมาได้เป็น สมเด็จพระสุคนธ์ นั้น มาได้พระกริ่งขึ้นไปให้คุณตา (พระยาอัมภันตริกามาตย์) ท่านให้แก่เราแต่ยังเป็นเด็กองค์เล็ก เมื่อเราบวชให้เป็นสามเณรนำไปถวายสมเด็จฯ (สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์) ทอดพระเนตรท่านตรัสว่าเป็นพระกริ่งพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ นั้นมี ๒ อย่าง เป็นสีดำอีกอย่างหนึ่งเป็นสีเหลืององค์ย่อมกว่าสีดำมากกว่าสีดำอย่างหนึ่ง แต่สีเหลืองนั้นเราไม่เคยเห็นของผู้อื่นเป็นสีดำทั้งนั้น
ต่อมาเมื่อเราอยู่กระทรวงมหาดไทย พระครูเมืองสุรินทร์ เข้ามากรุงเทพ เอาพระกริ่งมาให้อีกองค์หนึ่ง ก็เป็นอย่างสีดำ ได้พิจารณาเทียบเคียงกับองค์ที่คุณตาให้เหมือนกันอย่างไม่มีผิดเลย จึงเข้าใจว่าพระกริ่งนั้นแต่เดิมเห็นจะตีพิมพ์ทำทีละมากๆและรูปสัณฐานเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปอย่างจีน มาได้หลักฐานเมื่อเร็วๆนี้ด้วย ราชทูตต่างประเทศคนหนึ่งเคยไปอยู่เมืองปักกิ่ง ได้พระกริ่งทองของจีนมาหนึ่งองค์ ขนาดเท่ากันแต่พระพักตร์มิใช่พิมพ์เดียวกับพระกริ่งพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ แต่ถึงกระนั้นก็เป็นหลักฐานว่าพระกริ่งเป็นของจีนคิดแบบอย่างตำราในลัทธิฝ่ายมหายาน เรียกว่า ไภษัชคุรุ เป็นพระพุทธรูปปางทรงถือเครื่องบำบัดโรค ถือบาตรน้ำมนต์หรือผลสมอ สำหรับบูขาเพื่อป้องกันโรคาพาธและอัปมงคลต่างๆ
เพราะฉะนั้นพระกริ่ง จึงเป็นพระสำหรับทำน้ำมนต์ เรามาเที่ยวนี่จึงตั้งใจสืบหาหลักฐานว่า พระกริ่งนั้นหากันได้ที่ใหนของเมืองเขมร ครั้นมาถึงพนมเปญพบพระเจ้าพระสงฆ์เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ลองไต่ถามก็ไม่มีใครรู้หรือเคยพบเห็น พระกริ่ง มีออกญาจักรี คนเดียวบอกว่าสัก ๒๐ ปีมาแล้ว เคยเห็นองค์หนึ่ง เป็นของชาวบ้านนอก แต่ก็หาได้เอาใจใส่ไม่ ครั้นมาถึงนครวัดจึงมาได้รับความจริงจาก เมอร์ซิเออร์ มาร์ชาล ผู้จัดการโบราณสถาน ว่าสัก ๒-๓ เดือนมาแล้วเขาขุดซ่อมเทวสถานซึ่งแปลงเป็นวัดพระพุทธศาสนาบนยอดเขา มาเก็บพบพระพุทะรูปองค์เล็กๆอยู่ในหม้อใบหนึ่งหลายองค์ เอามาให้เราดูเป็นพระกริ่งปทุมสุริยวงศ์ทั้งนั้น มีทั้งอย่างเนื้อดำและเนื้อเหลือง ตรงกับที่สมเด็จพระอุปัชฌาย์ ทรงอธิบายจึงเป็นอันได้ความแน่นอนว่าพระกริ่งที่ได้ไปยังต่างประเทศเราแต่ก่อนนั้นเป็นของหาได้ในกรุงกัมพูชา แต่จะนำมาจำหน่ายจากเมืองจีนหรือพวกขอมจะเอาแบบพระจีนมาหล่อขึ้นในประเทศขอมหรือไม่ทราบได้

โดยคุณ kittipat (38)(2)   [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 10:05 น.] #1223790 (3/17)
พระกริ่งเข้ามาในประเทศไทยเมื่อใด
พระกริ่งที่มีชื่อเสียงมากในเมืองไทยในปัจจุบันคือ พระกริ่งปวเรศ ก็ดี พระกริ่งของสมเด็จพระสังฆราชฯ แพ ก็ดี ล้วนแต่ได้เค้ามาจากพระกริ่งเขมรที่มีชื่อว่า พระกริ่งปทุม เพราะพระกริ่งปวเรศนั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล ได้ประทานคำชี้แจงว่าได้เคยทูลถามหม่อมเจ้าพร้อม
ลดาวัลย์ ท่านทรงเล่าว่าพระกริ่งและหม้อน้ำมนต์นั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า พระองค์ทรงสร้างขึ้นเพื่อถวายพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเพื่อประธานเจ้านายที่ทรงคุ้นเคยและสนิทสนม และเจ้าเจ้านายทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนหม้อน้ำมนต์นั้น ประทานเฉพาะบางคนจริงๆ (พระกริ่งทรงสร้างเอาแบบจากพระกริ่งเก่าๆ แต่หม่อมเจ้าพร้อม ไม่ทรงทราบว่ากริ่งอะไร ) เมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล ได้เสด็จมาทอดพระเนตรเห็นองค์ที่อยู่ในหม้อน้ำมนต์ของวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงเอาแว่นขยายดูจึงรู้แน่นอนว่าเป็น พระกริ่งปทุมสุริยวงศ์ หรือที่เรียกว่าพระกริ่งใหญ่ เป็นองค์แบบแน่นอน (มิใช่องค์ย่อมที่เรียกว่า กริ่งเขาบาเก็ง
และก็ปรากฏตรงตามที่สมเด็จกรมพระยาฯ รับสั่งคือกริ่งแบบนั้นมี ๒ สี ดำกับเหลือง ส่วนพระกริ่งวัดสุทัศน์สมเด็จพระสังฆราชฯ แพ เคยรับสั่งว่า ได้แบบพระกริ่งปทุมสุริยวงศ์ พระกริ่งที่สมเด็จฯ
ทรงสร้างเป็นนั่งปางวิชัย พระหัตถ์ซ้ายทรงวชิราวุธ ประทับนั่งบนบัวคว่ำบัวหงาย ๗ กลีบ ด้านหลังขององค์พระเกลี้ยงไม่มีกลีบบัว และไม่มีเครื่องหมายอะไรเลย พระองค์ทรงสร้างกริ่งในตัว
รูปพระที่ทำเป็นพระกริ่งนั้น ตามที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงพระราชนิพนธ์ว่า พระกริ่งของจีน คิดแบบอย่างตามตำราในลัทธิมหายานเรียกว่า ไภษัชยคุรุ นั้นอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ได้ให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า “พระพุทธลักษณะของพระกริ่งเป็นแบบพระพุทธรูปมหายานทางประเทศทิเบต และปรากฏในประเทศเขมรก็มีพระกริ่งแบบนี้เหมือนกันเราเรียกว่า “พระกริ่งปทุม” ประเพณีนิยมของการสร้างพระกริ่งไทยคงจะได้ครูจากเขมรเป็นแน่แท้ และมีการสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยแล้วตำราการสร้างพระกริ่งในสมัยรัตนโกสินทร์นี้เดิมเป็นของสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว ก็น่าจะจริงเพราะสมเด็จพระพนรัตองค์นั้น ท่านคงจะได้รวบรวมวิธีการสร้างจากตำหรับเก่าๆ และในสมัยนั้นวัดป่าแก้ว ถือว่าเป็นสำนักอรัญญิกาวาส สมถวิปัสนาธุระ”
ตามพระประวัติในสมัยประสูติสันสกฤตสูตร แปลเป็นจีนในราวพุทธศตวรรตที่ ๑๐ พระกริ่งก็คือ “พระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรย์ ประภาราชา มูลปณิธานสูตร พระพุทธเจ้าองค์นี้เป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกชนฝ่ายลัทธิมหายาน ความศักด์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์ ของพระพุทธรูปไภษัชยคุรุ ปรากฏตามที่ได้พรรณนามา พวกพุทธศาสนิกชนฝ่ายลัทธิมหายาน จึงเคารพนับถือยิ่ง

โดยคุณ kittipat (38)(2)   [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 10:05 น.] #1223792 (4/17)
การสร้างพระกริ่งในประเทศไทย
พระกริ่งนี้สร้างกันมานานแต่โบราณสมัยยูนานและหนองแส เป็นลักษณะกริ่งใหญ่มีบัว ๒ ชั้น บัวคว่ำบัวหงาย เป้นขององค์เป็นลักษณะใหญ่ทองดอกบวบเป็นของ ท่านเจ้าพระยาภูเบศร์ ซึ่งอาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร เคยได้ชมพระองค์นั้นจากหนองแส ได้มีการสร้างอีกหลายแห่งในประเทศไทย มีทั้งที่เป็นโลหะเป็นผงผสมดินเผา และได้สืบกันมาถึงละโว้(ลพบุรี) สุโขทัย อู่ทอง อยุทธยา โดยเฉพาะสมัยอยุธยา สมเด็จพระพนรัตวัดป่าแก้วสร้างขึ้นถวาย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงติดไว้ที่พระมาลาที่ทรงฉลองเม่าอครั้งออกศึกกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราช พระมาลาลูกนี้มีชื่อในทางประวัติศาสตร์ว่าพระมาลาเบี่ยง ดังที่ปรากฎทราบกันดี พระมาลาเบี่ยงนี้เก็บไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระกริ่งที่สมเด็จพระพนรัต สร้างถวายนั้นติดรอบพระมาลาเป็นกริ่งโลหะผสมหรือนวะสัมฤทธิ์
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงใช้ตำราการสร้างพระกริ่งของสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว สร้างและหล่อขึ้นในพระบรมมหาราชวังต่อมาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเรียกกันอีกว่า พระกริ่งวังหน้า
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัวได้ทรงสร้างขึ้น ๒ ครั้ง ที่พระราชวังหลวงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เรียกว่า พระกริ่งสวนเต่า กับสร้างครั้งที่ ๒ ที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สังฆราชเจ้าองค์ที่ ๘ แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร ที่ทรงสร้างพระกริ่งขึ้นเมื่อ แต่จะสร้างขึ้นเมื่อใด จำนานสร้างเท่าใดไม่พบหลักฐาน เรียกกันว่า พระกริ่งปวเรศ
ต่อจากนั้นเจ้าคุณเฒ่า วัดมกุฎกษัตริย์ ได้สร้างพระกริ่งขึ้นทำพุทธลักษณะคล้าย พระกริ่งปวเรศ เนื้อในสีมันเทศผิวกลับดำมีบัวหลังเหมือนกัน แต่อุดก้นด้วยทองเหลืองทำ ๒ ขนาด ทั้งขนาดและขนาดเล็กต่อมาภายหลังได้มีการสร้างกันหลายครั้งหลายคราวคราวละไม่มากนัก
ต่อมาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช ฯ แพ วัดสุทัศน์เทพวรารามได้เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๑ เมื่อครั้งรับสมณศักดิ์ที่ พระเทพโมฬี เป็นประจำปีตลอดมาถึง พ.ศ. ๒๔๘๔ ทรงสร้างเป็นครั้งสุดท้ายกริ่งชุดนี้ได้สลักฉัตรสามชั้นไว้ด้านหลังองค์พระ เป็นพิเศษด้วย แต่พอย่างเข้าสงครามอินโดจีนต่อเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สอง มาตลอดจนถึงปัจจุบันนี้พระอาจารย์ต่างๆก็นิยมสร้างกันต่อๆมามากยิ่งขึ้น

โดยคุณ kittipat (38)(2)   [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 10:08 น.] #1223796 (5/17)


(D)
เหตุใดจึงเรียกว่า “พระกริ่ง”
ความจริงแล้วพระเครื่องที่เขย่าแล้วเกิดเสียงดังมิได้มีแต่พระที่ทำจากโลหะอย่างเดียว พระกริ่งคลองตะเคียน พระกริ่งดินเผาหลวงพ่อโต กรุวัดบางกระทิง พระกริ่งดินเผาขุนแผน ฯลฯ ก็ล้วนเป็นพระที่เขย่าแล้วเกิดเสียงดังทั้งสิ้น ฉะนั้นพระกริ่งจึงมีเนื้อโลหะ เนื้อผงประสมเกสร เนื้อดินเผาประสมผง เนื้อว่านประสมผง เนื้อผงใบลานประสมตลอดจนไปถึงเนื้อแร่ธาตุต่างๆ และพระเนื้อชินประสมผง คติแต่โบราณที่ได้สร้างพระดังกล่าวนี้แตกต่างกันออกไปแต่ล้วนไปในทางกุศลทั้งสิ้น พระดังกล่าวนี้แต่เดิมเรียกว่า “ขลิก” เข้าใจว่าคงเรียกตามเสียงขลุกขลิก เนื่องจากเม็ดกลมที่อยู่ในฐานของพระกริ่งต่อมาจึงเรียกว่า “กริ่ง” และเรียกกันสืบต่อกระทั้งปัจจุบัน คำว่า “กริ่ง” นั้นเกิดขึ้นในสมัยไม่เป็นที่ยืนยัน แต่เมื่อเป็นที่นิยมของนักนิยมพระเครื่องคำว่า “กริ่ง” ซึ่งฟังดูแล้วเป็นมงคลนามมากกว่าคำว่า พระขลิก จึงได้ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้
ส่วนความหมายของคำว่า “กริ่ง” นั้น สมเด็จพระสังฆราช ฯ แพ เคยรับสั่งเสมอว่าคำว่า “กริ่ง”นั้นมาจากคำว่า “กึ กุสโล” คือพระโยคาวรบำเพ็ญสมณธรรมมีจิตผ่านกุศลธรรมทั้งปวงเป็นลำดับไปแล้ว เมื่อถึงขั้นสุดท้ายจิตสังเวยอุเบกขาเวทนา ปุญญาภิสังขาร เปลี่ยนเป็น อเนญชา เป็นเหตุให้พระโยคาวจรเกิดนึกเอะใจขึ้นว่า “กึ กุสโล” นี้เป็นกุศลอะไรเพราะเป็นธรรมที่บังเกิดย่างประหลาดไม่เหมือนกับกุศลอื่นๆ ที่ผ่านมา ดังนั้นคำว่า “ กุ กสโล” จึงเป็นชื่อของ อเนญชา คือ “นิพฺพุติ” ซึ่งแปลว่าดับสนิท หมายความถึง พระนิพพาน นั้นเอง ส่วนความหมายของเม็ดพระกริ่งสมเด็จพระสังฆราชฯ แพ ได้เคยสั่งว่า เม็ดกลม ก็คือ ตัวอนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นสูญดังเม็ด ของพระกริ่ง คือ สุญโญ สุญยัง นิพพานัง ปะระมัง สุขัง นิพฺพุติ
ความเห็นเดียวกันนี้สอดคล้องกับความเห็นของอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ซึ่งได้กล่าวถึง เม็ดกริ่งในองค์พระ โดยสันนิษฐานไว้ ๒ อย่างว่า ทางหนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธภาวะอันมีพระคุณลักษณะอนาทิเบื้องต้นไม่ปรากฏอนันตะ แผ่ซ่านอยู่โดยทั่วเบื้องปลายก็มิได้ปรากฏ จึงทำให้เม็ดกลมอีกทางหนึ่งชะรอยจะอนุวัติ ตามคติที่ว่าแม้เพียงได้สดับพระนามก็อาจให้ได้รับความสวัสดีได้ จึงใช้เป็นบรรจุเม็ดพระกริ่งไว้เพราะเมื่อสั่นพระองค์พระทุกครั้งจะได้บุญ ๒ ต่อ คือ ผู้สั่นเท่ากับได้เจริญภาวนาถึงพระไภษัชยคุรุ ส่วนผู้อื่นที่ได้ยินเสียงกริ่งพลอยได้บุญตามไปด้วย
สรุปแล้วพระกริ่งและเม็ดกลมที่บรรจุภายในองค์พระ ได้เกิดมีขึ้นเป็นเหตุให้พระกริ่งมีลักษณะแตกต่างจากพระเครื่องชนิดอื่นด้วยความมุ่งหมายที่เป็นอนุสติน้อมนำทั้งผู้สร้างและผู้มีพระเครื่องชนิดไว้ในคอบครองให้ระลึกถึง คุณพระพุทธเจ้า ที่มีในองค์พระและทรงเกื้อกูลผู้อื่นตลอดจนพระสัจธรรม อันมีพระนิพพานซึ่งเป็นภาวะสูงสุดของพระพุทธศาสนาและให้น้อมรำลึกถึงหนึ่งในสามัญลักษณะ(ลักษณะที่เสมอแก่สังขารทั้งปวงก็เรียก สามัญลักษณะก็เรียก ไตรลักษณะ ก็เรียก แยกเป็น ๓ อย่างคือ อนิจจา ทุกขตาและอนัตตา)โดยเม็ดกลมที่บรรจุในองค์พระเน้นความเป็น อนัตตา ดังได้กล่าวในข้างต้น
เม็ดกลมที่บรรจุในองค์พระมีกรรมวิธีการสร้างที่พิสดารแต่โบราณกาลมานั้น สร้างรูปพระขึ้นก่อนเรียบร้อยแล้วเปิดก้น คือใต้ฐานได้นำทางกรรมฐานวิปัสสนาธุระหรือท่านผู้เชี่ยวชาญทางกสิณ ๔o เป็นผู้เข้าพิจารณาโดยแยบคายกระทำจิตใจให้เป็นหนึ่งแล้ว ลงสงบและละเอียดอ่อนตามวาระแห่งดวงจิตบังคับให้เกิดนิมิตด้วย ธาตุที่ ๔ เป็น เอกัคคะตา อาจจะเกิดวสีในขณะนี้หรือก่อนก็อาจเป็นได้บางคณะจะมีสีต่างๆ เกิดขึ้น เช่น สีขาว สีนวล สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีดำ สีม่วงและสีน้ำเงิน องค์ปิติก็ดีจะเกิดขึ้นตามมาแต่องค์ ๑ ถึงองค์ ๕ อย่างที่เรียกว่า ทางอันดับนิมิตก็ดี วสีก็ดี ส่วนใหญ่ พระอาจารย์ทั้งหลายหวังทำเพื่ออิทธิปาฏิหาริย์ให้บังเกิดแก่พระที่สร้างขึ้น จึงตกอยู่กับท่านผู้ชำนาญทางกสิณ ๔o เป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ถึงขั้น นิพฺพุติ คือ ดับสนิททุกสิ่งทุกอย่าง ดังกล่าว บางที่เป็นของหลอก บางที่เป็นของจริง ท่านผู้ปฏิบัติทดสอบหรือผู้ชำนาญจริงจะทราบว่าระยะใด ขณะใดเป็นของปลอมหรือของจริง อย่าเพิ่งยึดถือเอาว่า สิ่งที่เห็นในขณะบริกรรมอยู่นั้นเป็นของจริงไปหมด อาจจะบังเกิดความผิดพลาดเข้าใจเอาเอง เสียทางวิปริตไปก็ได้
ต่อมาท่านผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวค่อยสูญหายน้อยลงไป พระอาจารย์รุ่นต่อมาจึงได้ประกอบพิธีการสูบแร่แปรธาตุใช้น้ำประสารอื่นๆที่ประกอบขึ้นโดยเป็นของศักดิ์สิทธิ์แล้วหรือใช้แร่หรือเหล็กทรหด ปรอทที่ฆ่าให้แข็งบรรจุเข้าไปในฐานหรือองค์พระปิดผลึกให้เรียบร้อยแทนการบรรจุด้วยนิมิตลมเขย่า ก็จะเกิดเสียงขึ้นเช่นกัน จะปรอทกลมก็ดี สุดแต่จะหาได้เป็นของศักดิ์สิทธิ์หรืออิทธิฤทธิ์ให้บังเกิดกับพระทีสร้างขึ้นนั้น บางท่านบรรจุตะกรุดต่างๆ ตามที่ตนเองถนัดเข้าไว้แทนก็มี ตามที่ได้กล่าวถึงมานี้จะเห็นได้ว่า แต่โบราณนั้นการทำเม็ดกลมบรรจุในองค์ พระเป็นไปด้วยความซับซ้อน
สืบมาจนปัจจุบันอาจหาพระอาจารย์ผู้ทรงคุณความรู้เช่นเดิมคงเป็นการยากยิ่ง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สร้าง ได้สร้างพระกริ่งขึ้นโดยบรรจุเม็ดกลมในองค์พระด้วยแม้โดยกรรมวิธี จะทำได้ไม่เท่าของโบราณแต่ ความหมายของพระกริ่งมิได้ผิดไปจากของเดิม ความอนัตตาก็ดี คำว่า “กึ กุสโล” อันเป็นชื่อของ อเนญชา คือ นิพฺพุติ ซึ่งแปลว่า ดับสนิท หมายถึง นิพพาน

โดยคุณ kittipat (38)(2)   [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 10:10 น.] #1223801 (6/17)


(D)
มูลเหตุที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) วัดสุทัศนเทพวราราม ทรงสร้างพระกริ่งและพระชัยวัฒน์

ในอดีตเมื่อครั้งพระองค์ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีสมโพธิ ครั้งนั้น สมเด็จพระวันรัต(แดง) ได้อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งยังทรงเป็นกรมหมื่น ตามเสด็จมาเยี่ยม เมื่อรับสั่งถามถึงอาการของโรคเป็นที่เข้าพระทัยแล้ว รับสั่งว่า เคยเห็นกรมพระยาปวเรศฯสมเด็จพระอุปัชฌาย์ของพระองค์อาราธนาพระกริ่งแช่น้ำอธิษฐานขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วให้คนไข้เป็นอหิวาตกโรคกินหาย เป็นปรกติพระองค์จึงรับสั่งให้มหาดเล็กที่ตามเสด็จไปนำพระกริ่งที่วัดบวรนิเวศวิหาร แต่สมเด็จฯทูล ว่า พระกริ่งที่กุฏิสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯจึงรับสั่งให้นำเอาแล้วอาราธนาพระกริ่งแช่น้ำอธิษฐานขอน้ำพระพุทธมนต์แล้วนำไปถวาย สมเด็จพระวันรัต(แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์แล้วโรคอหิวาตกโรคก็บรรเทาหายเป็นปรกติ
กล่าวกันว่า สมเด็จพระสังฆราชองค์นี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ของพระกริ่งในขณะนั้นด้วย ดังนั้นจึงเกิดความสนพระทัยแล้วศึกษาค้นคว้าตำราที่สร้างพระกริ่งและได้ทรงค้นพบตำราการสร้างพระกริ่งจากสมเด็จพุฒาจารย์(มา) วัดจักรวรรดิ สมัยเมื่อสมเด็จองค์นั้นยังมีสมณศักดิ์เป็นพระมงคลทิพยมุนี และกล่าวกันว่า ตำรานี้เป็นตำราของสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งตำราสร้างพระกริ่งชัยวัฒน์ หรือพระกริ่งปรมา นั้นเอง
พระองค์จึงเริ่มสนพระทัยในการสร้างพระกริ่งขึ้นตั้งแต่นั้นมา พระองค์ทรงค้นหาประวัติการสร้างพระกริ่งและได้เค้าว่าการสร้างพระกริ่งนี้มีมาแต่โบราณกาล โดยเริ่มจากประเทศธิเบต ประเทศจีนและประเทศเขมร
ภายหลังที่ได้รับตำราการสร้างพระกริ่งแล้ว พระองค์ก็ทรงค้นคว้าแสวงหาแร่ธาตุที่มีคุณฤทธิ์ต่างๆมาทดลองหล่อผสมหาวิธีการที่จะทำเนื้อโลหะให้เกิดความบริสุทธิ์และมีฤทธิ์สมดังคำบรรยายที่เขียนไว้ในตำราทั้งนี้ยังได้มีการค้นคว้าอย่างจริงจัง ดังปรากฏตามคำบอกเล่าถึงการพบเห็นหลักฐานการหล่อพระกริ่งของท่านเจ้าคุณราชวิสุทธาจารย์(แป๊ะ)วัดสุทัศน์ฯและอาจารย์นิรันตร์ แดงวิจิตร ว่า
“เมื่อคราวจัดงานพระศพของเข้าประคุณสมเด็จฯได้ลงไปใต้ถุนตำหนัก เพื่อสำรวจสถานที่เตรียมจัดงานพระศพได้พบก้อนแร่หลายชนิด พบอ่างเคลือบประมาณ ๑o กว่าใบ(เข้าใจว่าเป็นอ่างใส่น้ำยาซัดโลหะ)พบครบเหล็กขนาดใหญ่วัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๔ นิ้วฟุต มีรอยดำมาก จนก้นทะลุพบสูบนอนทำด้วยไม้สักแต่ผุจวนจะหมดแสดงว่า เลิกค้นคว้ามานาน ทั้งพบเบ้าหลอมแร่ที่แตกๆจำนวนมากเป็นกองโต พร้อมกับก้อนหินแร่เป็นจำนวนมาก”

โดยคุณ kittipat (38)(2)   [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 10:10 น.] #1223802 (7/17)
กำเนิดพระกริ่งวัดสุทัศน์ฯ
เมื่อทราบประวัติความเป็นมาของ “พระกริ่ง” ตามความข้างต้นก่อนหน้านี้แล้วต่อไปจะได้กล่าวถึงการกำเนิดของ “วัดสุทัศน์ฯ”ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
ก่อนกล่าวถึงรายละเอียดจุดเริ่มต้นของการสร้างพระกริ่งวัดสุทัศน์ฯ นั้น ขอนำรายละเอียดบางตอนที่ อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร รับฟังจากสมเด็จพระสังฆราชฯ แพ ความว่า
สมเด็จฯมักเล่า ให้พระเถระผู้ใหญ่บางรูปตลอดจนเจ้านายข้าราชการ ที่อยากรู้ฟังอยู่บ่อยครั้ง
ว่า กริ่งหรือขลิก นั้นในสมัยโบราณไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเม็ดที่เกิดจากโลหะหรือชินฯลฯ เสมอไปในโบราณกาลปรมาจารย์ผู้ทรงญาณจะใช้วิธีบังคับนิมิตของลมให้กลมเป็นเม็ดเท่าที่ประสงค์และแข็งดีแล้ว พระอาจารย์เจ้าจะน้ำมาบรรจุเข้าไปในองค์หรือฐานของพระที่ทำเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงผนึกปิดฐานพระให้เรียบร้อยจับเขย่าดูจะมีเสียงดังเกิดขึ้น เป็นขลิกหรือกริ่ง ดังตัวอย่าง พระคลองตะเคียนของจังหวัดอยุธยา ถ้าทดลองเจาะด้วยตะปูให้ทะลุเข้าไปถึงข้างในองค์แล้วถอด ตะปูออกจะมีลมอัดตามออกมาดังฟลืดตามตะปูที่ถอนออกต่อจากนั้นเขย่าก็จะไม่มีเสียงดังต่อไปอีก ได้เคยทดลองดูแล้วถึง ๒ องค์ที่กุฏิ พระครูกลิ่น วัดสามปลื้ม เมื่อประมาณ ๓o ปีเศษมาแล้ว พระอาจารย์บางองค์ใช้คำนี้เรียกว่า กรึก หรือ ครึก ท่านอาจารย์ ภา วัดระฆังโฆษิตาราม ให้เรียกว่า กรึก (หรือตรึก) การบรรจุด้วยวิธีนี้จึงบังเกิดคำว่า ขลิกหรือกริ่ง ตามมาโดยลำดับ
สืบต่อมา ท่านผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวค่อยสูญหายลงไปทุกทีพระอาจารย์รุ่นต่อมาจึงได้ประกอบพิธีการสูบแร่แปรธาตุใช้เป็นน้ำประสานเกลือ น้ำประสานทอง น้ำประสานใยแมงมุมและน้ำประสานอื่นๆ ที่ประกอบขึ้นได้ เป็นของศักดิ์สิทธิ์แล้ว หรือใช้แร่ธาตุหรือเหล็กทรหด ปรอทที่ฆ่าให้แข็งบรรจุเข้าในฐานหรือองค์พระปิดผลึกให้เรียบร้อยแทนบรรจุด้วยนิมิตลม เขย่าก็จะเกิดเสียงดังขึ้นเช่นกัน
เฉพาะวัดสุทัศน์ฯ นี้วิธีที่เจ้าประคุณสมเด็จฯปฏิบัติสืบต่อกันมาคือ ให้นายช่างบรรจุเม็ดไข่ปลาให้หุ้นขี้ผึ้งก่อนเททองนั้น สมเด็จฯทรงเรียกว่า กริ่งในตัว เป็นวิธีที่ยากลำบากอยู่ พระกริ่งของสมเด็จฯจะต้องเป็นเนื้อนวโลหะสัมฤทธิ์ ผิวเนื้อชั้นนอกดำสนิทเป็นมัน ผิวเนื้อสัมฤทธิ์นั้นมี ๓ ชนิด คือ สัมฤทธิ์เดช สัมฤทธิ์โชติและสัมฤทธิ์ศักดิ์ เป็นต้น
ทั้งนี้ อาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร เคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจถึงเรื่อง กำเนิดพระกริ่ง ในหนังสือ “ชีวิต” โดยอาจารย์ เสถียร โพธินันทะ เรียบเรียงไว้ว่า ในแวดวงพระเครื่องรางที่นับถือกันว่ามีอานุภาพขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่นักนิยมพระเครื่อง ฝ่ายพระผงได้แก่พระผงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “สมเด็จฯวัดระฆัง”ฝ่ายพระโลหะเห็นจะได้แก่ พระกริ่งของสมเด็จมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ หรือเรียกกันว่า “พระกริ่งปวเรศ”พิธีกรรมการสร้างพระผงแต่โบราณมาต้องอาศัยการ ทำผงวิเศษ ซึ่งสำเร็จจากสูตรสนธิต่างๆ ที่เขียนลงในกระดานชนวนแล้วลบถม จนได้ที่เป็นจำนวนผงที่ต้องการสำหรับผสมกับวัตถุอื่นๆ พิมพ์เป็นองค์พระการสร้างพระโลหะหรือพระกริ่ง ก็เช่นเดียวกันจะต้อง ลงเลขยันต์ในแผ่นนวะโลหะอันจะเป็นชนวนผสมในการหล่อด้วยเลขยันต์ที่นิยมใช้ลง โดยมากท่านนิยมลงด้วย พระยันต์ ๑๐๘ ปถมัง ๑๔ นะ ว่ากันว่าเป็นตำราของ สมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชการสร้างจะต้องมีพิธีพุทธาภิเษกและมีพิธีโหรพิธีพราหมณ์เป็นต้น
ส่วนพระกริ่งปวเรศนั้นมีการเล่าต่อกันมาว่า สมเด็จมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงได้รับตำราพระกริ่งจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมปรมานุชิตชิโนรส แห่ง วัดเชตุพนฯ สืบต่อกันมาจาก สมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว สมเด็จมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงสร้างพระกริ่งในเบื้องปัจฉิมสมัยพระชนมายุแต่สร้างคราวละเล็กน้อยเชื่อกันว่ามี ๒ คราวเท่านั้น ทรงแจกเฉพาะผู้ใกล้ชิดและเจ้านาย ข้าราชการประชาชนที่มาสดับพระธรรมเทศนาในวัดบวรนิเวศวิหาร
ฉะนั้นพระกริ่งปวเรศฯ จึงมีน้อยไม่แพร่หลาย ต่อมา เจ้าคุณเฒ่า วักมกุฎกษัตริยาราม ได้จัดสร้างขึ้นบ้าง แต่ก็มีจำนวนไม่มาก
ภายหลังตำราจึงไปตกอยู่กับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (มา) วัดจักรวรรดิราชาวาส ตามปากราษฎร เรียกกันว่า “ท่านเจ้ามา” เป็นเถระที่เชี่ยวชาญทางสมถภาวนา อาจสามารถจุดเทียนระเบิดน้ำลงไปลงตะกรุด ณ ท่าแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดได้ ต่อมา ท่านเจ้ามา ก็ประสาธน์ ตำรา แก่ พระเทพโมฬี วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งภายหลังพระเทพโมฬี เจริญสมณศักดิ์โดยลำดับจนได้ครองสมณอัครฐานันดรศักดิ์ที่สมเด็จพระสังฆราชในรัชกาลที่ ๘ พระเทพโมฬี จึงได้จัดสร้างพระกริ่งขึ้นเป็นครั้งแรก และได้สร้างติดต่อเรื่อยมาคราวละมากบ้าง น้อยบ้าง จนถึงดำรงฐานะสมเด็จพระสังฆราชฯ และตั้งแต่นั้นก็มีพระเกจิอาจารย์ต่างสำนักเลียนแบบสร้างพระกริ่งกันแพร่หลายในเวลาต่อมา

โดยคุณ gotton (1.1K)(1)   [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 11:30 น.] #1223899 (8/17)

โดยคุณ หนวดลาดพร้าว (3K)  [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 11:34 น.] #1223909 (9/17)
ขอบคุณข้อมูลดีๆครับ

โดยคุณ nkkrala (2K)  [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 11:36 น.] #1223912 (10/17)

ยอดเยี่ยมมาก ๆ

ขอบคุณครับ

โดยคุณ Neo14 (167)  [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 11:48 น.] #1223928 (11/17)
ข้อมูลยอดเยี่ยม

โดยคุณ newwave9 (1.3K)  [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 12:03 น.] #1223935 (12/17)
ข้อมูลสุดยอดมากครับ มีอย่างนี้เยอะๆ ได้ความรู้ดีมากเลย ขอบคุณครับ

โดยคุณ sitti (2.6K)  [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 12:30 น.] #1223975 (13/17)

โดยคุณ บ้านพระระยอง (2.3K)  [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 14:19 น.] #1224107 (14/17)
ขอบคุณครับ

โดยคุณ kittipat (38)(2)   [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 15:51 น.] #1224196 (15/17)
ขอบคุณคับสำหรับคำชมว่างๆผมจะเอาข้อมูลดีๆมาฝากอีกคับ

โดยคุณ ต้นบางปู (294)(1)   [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 22:26 น.] #1224821 (16/17)


(D)


ขอบคุณมากครับ

โดยคุณ ต้นบางปู (294)(1)   [พฤ. 15 ก.ค. 2553 - 22:27 น.] #1224822 (17/17)


(D)

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www5